
จีนลุยปราบผูกขาดตลาดเปิดช่อง"เมคอินไชน่า"ถึงเวลาโต
สั่นสะเทือนไปทั้งวงการอีกครั้ง เมื่อคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีน (เอ็นดีอาร์ซี)
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
สั่นสะเทือนไปทั้งวงการอีกครั้ง เมื่อคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีน (เอ็นดีอาร์ซี) สั่งปรับบริษัทผู้ผลิตอะไหล่ญี่ปุ่น 10 แห่งพร้อมกันเป็นเงินรวมกว่า 1,240 ล้านหยวน ในข้อหาละเมิดกฎหมายผูกขาดตลาด นับเป็นการสั่งปรับครั้งใหญ่ที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จนทำให้เป็นข้อกังขาว่าจีนกำลังพยายามกีดกันบริษัทต่างชาติอยู่หรือไม่?
ก่อนหน้านี้ ทางการจีนได้จัดการสั่งปรับบริษัทต่างชาติที่มีพฤติกรรมผูกขาดตลาดมาแล้วหลายครั้งและครอบคลุมกิจการหลายประเภท โดยวอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า เคยมีทั้งบริษัทผู้ผลิตอาหารสำหรับทารกในช่วงปลายปี 2013 ขณะที่ในเดือน พ.ค. 2014 ทางการจีนได้สั่งปรับบริษัทผู้ผลิตแว่นตาหลายแห่ง รวมถึง “จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน” ในข้อหาจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินไป
ในเดือน ก.ค. รัฐบาลปักกิ่งยังได้ทำการตรวจค้นไมโครซอฟท์ ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ โดยกล่าวหาว่าทางบริษัทไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลด้านความปลอดภัยตามที่กฎหมายกำหนดไว้
“กฎหมายป้องกันการผูกขาดตลาดของจีน” มีการประกาศใช้มาตั้งแต่ 6 ปีที่แล้ว แต่เพิ่งจะเริ่มใช้อย่างจริงจังเมื่อราวปลายปีที่ผ่านมาและใช้มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน นับเป็นการล้างบางธุรกิจผูกขาดตลาดครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ที่เคยมีมา
ส่วนที่น่าสนใจคือ การลุยปราบการผูกขาดของบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในจีน เนื่องจากจีนมีตลาดรถยนต์ขนาดใหญ่ โดยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์หรู เมอร์เซเดสเบนซ์ ถูกข้อหาควบคุมการผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ไว้ทั้งหมด ทำให้ค่าอะไหล่ในจีนแพงกว่าต่างชาติหลายเท่าตัว ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ออดี้ อาจถูกปรับเป็นเงินราว 250 ล้านหยวน
ในทัศนะของ เยลจาง กรรมการผู้จัดการบริษัทให้คำปรึกษา ออโตโมทีฟ ฟอร์ไซต์ จากเซี่ยงไฮ้ ระบุว่า ช่องว่างที่ทำให้เบนซ์ครองตลาดอะไหล่ได้เนื่องจากกฎหมายที่ให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในจีนขายอะไหล่ให้กับตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ซึ่งปรากฏว่าราคาอะไหล่แพงกว่าราคาผู้จัดจำหน่ายที่ไม่ได้รับใบอนุญาต 5-10 เท่า
นอกจากนี้ ทางการจีนยังจับตาราคาไอโฟนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากไอโฟน 5C ในจีนราคาสูงถึง 4,488 หยวน หรือราว 730 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ราคาในสหรัฐอยู่ที่ราว 549 เหรียญสหรัฐเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าในจีนถึง 33%
ถึงแม้ทางการจีนยังคงยืนยันอย่างชัดเจนว่ากฎหมายปกป้องการผูกขาดตลาดมีเป้าหมายหลักเพื่อการต่อต้านไม่ให้ธุรกิจเจ้าใดเจ้าหนึ่งขึ้นมาผูกขาดตลาดไว้แต่เพียงผู้เดียว และป้องกันการรวมหัวกันกำหนดราคาซึ่งมีแนวโน้มที่จะทำให้ราคาสินค้าทะยานขึ้นสูงเกินจริง
ทว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังคงเป็นที่น่ากังขาว่ารัฐบาลจีนกำลังพยายามกีดกันธุรกิจต่างชาติจากส่วนแบ่งในตลาดจีน ซึ่งนับเป็นเค้กก้อนใหญ่ที่ทุกฝ่ายต่างหมายปอง
หอการค้าแห่งสหภาพยุโรป (อียู) เปิดเผยว่า เป็นเรื่องจริงที่มีธุรกิจจำนวนมากถูกตรวจสอบการละเมิดกฎหมายปกป้องการผูกขาดตลาด แต่ธุรกิจจากยุโรปส่วนใหญ่ยังคงเชื่อว่าบริษัทต่างชาติเป็นเป้าหมายของการตรวจสอบ
ทั้งนี้ สัดส่วนการจำหน่ายรถยนต์โดยสารในจีนเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เติบโตขึ้นเกือบ 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถึงแม้โดยภาพรวมทั้งตลาดรถยนต์และเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวก็ตาม นับเป็นการแสดงให้เห็นว่าตลาดรถยนต์ยังคงความแข็งแกร่งอยู่ จึงนับเป็นก้อนเค้กชิ้นใหญ่ที่บริษัทผู้ประกอบรถยนต์ต่างชาติยากจะเข้ามามีส่วนแบ่ง
ขณะที่ในปัจจุบันธุรกิจรถยนต์แบรนด์จีนมีส่วนแบ่งการตลาดเพียง 34.8% เท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่าผู้ผลิตรถยนต์จากต่างชาติได้ส่วนแบ่งเค้กซึ่งสร้างกำไรอย่างงาม
ดังนั้น ในอีกแง่หนึ่งของการบังคับใช้กฎหมายปกป้องการผูกขาดตลาด จึงนับเป็นการลดแรงจูงใจของบริษัทรถยนต์ในการเข้ามาแข่งขันในตลาดจีน เนื่องจากส่งผลโดยตรงทำให้กำไรจากการผูกขาดตลาดลดลง
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีท่าทีว่าจะผ่อนคลายกฎหมายที่ตัวแทนจำหน่ายอะไหล่ต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้ผลิตรถยนต์อีกด้วย เพื่อเป็นการลดเงื่อนไขในการผูกขาดดังกล่าว
ด้านบลูมเบิร์กแสดงความเห็นว่า การปฏิรูปตลาดรถยนต์จีนครั้งนี้จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตรถยนต์กับตัวแทนจำหน่ายเปลี่ยนไป และจะเป็นการเปิดโอกาสให้กับบริษัทรถยนต์สัญชาติจีนก้าวขึ้นแข่งขันในตลาดได้
เรียกได้ว่าเป็นการทำลายเจ้าตลาดคนเก่าเพื่อให้ธุรกิจของตนได้มีโอกาสเติบโต
กรณีนี้นับว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนออกมาแทรกแซงตลาด เพราะในปี 2008 รัฐบาลจีนเคยปฏิเสธขอเสนอร่วมทุนของบริษัท โคคาโคลา ยักษ์ใหญ่ด้านเครื่องดื่ม ที่พยายามจะซื้อบริษัทผู้ผลิตน้ำผลไม้ฮุยหยวน เนื่องจากเกรงว่าบริษัทน้ำดำจะครองส่วนแบ่งการตลาดสูงเกินไปจนเป็นการทำลายการแข่งขัน ขณะที่หลายฝ่ายระบุว่าจีนพยายามปกป้องแบรนด์สินค้าจีนที่ประสบความสำเร็จอยู่ไม่กี่ราย
กระนั้นก็ตาม แม้การกีดกันธุรกิจต่างชาติจะช่วยเปิดทางให้กับธุรกิจแบรนด์จีนได้เติบโต ทว่าในอีกแง่หนึ่ง จีนอาจต้องเผชิญกับภาวะการลงทุนจากต่างชาติที่ลดลง ซึ่งนับเป็นการซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวอยู่ในขณะนี้
ทั้งนี้ สัดส่วนการลงทุนทางตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) ไม่รวมภาคการเงินในจีนเมื่อเดือน ก.ค. ปรับตัวลดลงถึง 16.95% ภายในเดือนเดียว อยู่ที่ 7,810 ล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นสัดส่วนเอฟดีไอที่ต่ำที่สุดในรอบ 2 ปี ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ชี้ไปในทางเดียวกันว่าเป็นผลสืบเนื่องมาจากการใช้กฎหมายปกป้องการผูกขาดตลาด







