
เชื่อมั่นอุตฯสูงสุดรอบ8เดือน
ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาห กรรม ก.ค. แตะ 89.7 สูงสุดรอบ 8 เดือน เอสเอ็มอีเริ่มฟื้น
ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาห กรรม ก.ค. แตะ 89.7 สูงสุดรอบ 8 เดือน เอสเอ็มอีเริ่มฟื้น
เพิ่มต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 สูงสุดในรอบ 8 เดือน ชี้ผู้ประกอบการเชื่อมั่นทิศทางการเมือง แนะรัฐบาลใหม่กำหนดนโยบายเศรษฐกิจชัดเร่งเบิกจ่ายกระตุ้นลงทุน เชื่อจีดีพีปีนี้โตได้ 2% ปีหน้า 4.55% ส่งออก 5%
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลสำรวจดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมไทยเดือน ก.ค. อยู่ที่ 89.7 เพิ่มขึ้นจาก 88.4 ในเดือน มิ.ย. เป็นการปรับตัวดีขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน นับแต่เดือน ธ.ค. 2556 เป็นต้นมา ส่วนความเชื่อมั่น 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 103.1 เพิ่มขึ้นจาก 101.9 ในเดือน มิ.ย.
ส.อ.ท. ได้ทำการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย จากผู้ประกอบการ 42 กลุ่มอุตสาหกรรมประจำเดือนก.ค.2557 ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และเอสเอ็มอี พบว่า ว่าความเชื่อมั่นในเดือนนี้อยู่ที่ 89.7 เพิ่มขึ้นจาก 88.4 ในเดือนมิ.ย. เป็นการปรับตัวดีขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือนนับแต่ ธ.ค. 2556 เป็นต้นมา ขณะที่ความเชื่อมั่นใน 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 103.1 เพิ่มขึ้นจาก 101.9 ในเดือนก่อนหน้า
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลให้ความเชื่อมั่นดีขึ้นมาจากผู้ประกอบการเริ่มเห็นทิศทางและนโยบายที่ชัดเจนทางการเมือง ประกอบกับกิจการมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับคำสั่งซื้อและมียอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น
นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่าผลสำรวจความเชื่อมั่นเดือนก.ค.แยกตามขนาดกิจการ พบว่าอุตสาหกรรมขนาดย่อมและขนาดกลางเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 88.8 และ 88.7 จาก 81.4 และ 88.2 ในเดือน มิ.ย. ตามลำดับ แต่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ความเชื่อมั่นลดลงมาอยู่ที่ 91.7 จาก 94.1 ในเดือน มิ.ย. เป็นการปรับลดลงในอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องปรับอากาศ และเครื่องทำความเย็น
“ภาพรวมความเชื่อมั่นระยะต่อไปจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะในสัปดาห์นี้ประเทศไทยน่าจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และขั้นถัดไปคือการตั้งคณะรัฐมนตรีที่จะเข้ามาผลักดันการใช้งบประมาณต่างๆ ได้มากกว่าที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำได้ในขณะนี้ ซึ่งเม็ดเงินลงทุนต่างๆ ที่จะเข้าสู่ระบบคาดว่าจะเห็นได้ชัดเจนในไตรมาส 4 ปีนี้” นายสุพันธุ์ กล่าวสำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจคาดว่าปีนี้จะเติบโตได้ 2% ขณะที่การส่งออกจะเติบโตได้ราว 2.5% เนื่องจากยังมีแรงถ่วงจากกการส่งออกสินค้าเกษตรที่ขณะนี้ลดลงทั้งปริมาณและราคา และในส่วนการส่งออกในภาคอุตสาหกรรมหลายกลุ่มปรับตัวดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มยานยนต์ที่โตเกือบ 10% กลุ่มชิ้นส่วน อาหาร ก็ขยายตัวดี
ส่วนปี 2558 คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ 4.55% เนื่องจากโครงการลงทุนต่างๆ ของภาครัฐจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจชัดเจนขึ้น ขณะที่การส่งออกจะเติบโตได้ราว 5% ไม่สูงเท่ากับที่สภาพัฒน์คาดไว้ 57% เพราะการส่งออกสินค้าเกษตรอาจจะยังไม่ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ก็อยากให้ทางการช่วยดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวนมากอยู่ในระดับบวกลบ 0.50 บาท/ดอลลาร์จาก 32 บาท/ดอลลาร์ ถือเป็นระดับที่ผู้ประกอบการบริหารจัดการได้
นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า กล่าวว่า จากการสำรวจความเชื่อมั่นเดือน ก.ค. หากแยกตามขนาดของกิจการแล้วพบว่า อุตสาหกรรมขนาดย่อม และขนาดกลางเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 88.8 และ 88.7 จาก 81.4 และ 88.2 ในเดือนมิ.ย. ตามลำดับ แต่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ความเชื่อมั่นลดลงมาอยู่ที่ 91.7 จาก 94.1 ในเดือนมิ.ย. โดยหลักๆ เป็นการปรับลดลงในอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า อิเล็คทรอนิกส์ เครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น
ขณะเดียวกันหากแยกในรายภูมิภาคนั้นพบว่า ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ภาคใต้ปรับตัวลดลงจากในเดือนมิ.ย. เนื่องจากการตกต่ำของราคายางและปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรสำคัญ ส่งผลต่อรายได้ของเกษตรซึ่งเป็นกำลังซื้อสำคัญ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการยังประสบปัญหาการชะลอคำสั่งซื้อยางประเภทแผ่นยางดิบและยางรมควันจากประเทศจีน ส่วนอุตสาหกรรมอาหารทะเลยังมีปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบประเภทกุ้ง ประกอบกับอยู่ในช่วงฤดูฝนทำให้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ยังส่งผลลบต่อบรรยากาศการค้าการลงทุนในพื้นที่
ส่วนหากแยกตามตลาดที่ขยาย พบว่ากลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 90.8 จาก 87.2 ในเดือนมิ.ย. แต่กลุ่มที่เน้นตลาดส่งออกความเชื่อมั่นลดลงเหลือ 82.8 จาก 95.7 ในเดือนมิ.ย.
นายศุภรัตน์ กล่าวว่า ในภาพรวมเดือน ก.ค. ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลงต่อภาวะเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน และสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ แต่ส่วนที่กังวลเพิ่มขึ้นคือ อัตราแลกเปลี่ยนและยังได้แสดงความกังวลต่อการตัดสิทธิจีเอสพีของสหภาพยุโรป ทำให้ผู้ประกอบการเร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในอนาคต
“ผู้ประกอบการต้องการให้ภาครัฐกำหนดทิศทางและนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน รวมทั้งเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความร่วมมือกับเพื่อนบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสินค้า ปัจจัยการลิต แรงงาน เพื่อส่งเสริมการค้าชายแดน พร้อมสนับสนุนงบประมาณการวิจัยและพัฒนาสินค้าให้กับกลุ่มเอสเอ็มอี” นายศุภรัตน์ กล่าว







