
ถ้าปฏิรูปไม่สำเร็จก็ว่าด้วยสงครามกลางเมือง
ถ้าเขาทำไม่ได้และเรายังแตกแยกต่อไป ในอนาคตก็ไม่มีใครยอมรับการรัฐประหารแล้ว ก็ว่ากันด้วยสงครามกลางเมือง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ทันทีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศรับสมัครสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กระแสการปฏิรูปการเมืองก็กลับมาดังขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางการจับจ้องตัวบุคคลที่จะเข้าไปทำหน้าที่แทนคนไทยทั้งประเทศ ให้การปฏิรูปตอบโจทย์ความขัดแย้ง สร้างรากฐานประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ไม่ให้เกิดความรุนแรงและการรัฐประหารซ้ำอีกในอนาคต
โพสต์ทูเดย์สัมภาษณ์ ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อมองปัญหาการเมืองในภาพกว้างและตั้งโจทย์ว่าการปฏิรูปในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ควรเริ่มต้นจากเรื่องอะไรบ้าง
ไชยันต์ เริ่มจากเสนอโจทย์เรื่อง “ระบบเลือกตั้ง” ของ สส.-สว. หลังจากก่อนหน้านี้ถูกวิพากษ์ว่าการได้มาของกระบวนการนิติบัญญัติเกิดจากการ “ซื้อเสียง” และควบคุมโดยคนไม่กี่คน ทำให้เกิดความกังขาเกี่ยวกับหลักการตรวจสอบถ่วงดุล ที่ทั้ง สส.และ สว.ควรจะทำหน้าที่ได้เต็มที่
“ถ้าจะมี 2 สภา ก็อย่าไปใช้ระบบเลือกตั้งแบบเดียวกัน เพราะสุดท้ายก็ไม่ได้ต่างอะไร แต่ถ้าบอกว่า สว.ไม่เอาเลือกตั้งแล้วไปใช้ระบบสรรหา ก็ยิ่งยุ่งยาก เพราะแน่นอน ย่อมถูกมองว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ยิ่งให้ตุลาการมาสรรหาก็จะถูกโยงเข้ามาเกี่ยวข้องแบบเดิมอีก”
อย่างไรก็ตาม ไชยันต์ ยังคิดไม่ตกว่าจะแก้ปัญหาไม่ให้พรรคการเมืองตกเป็นของคนคนเดียวอย่างที่ผ่านมาได้อย่างไร เพราะขณะนี้มีพรรคประชาธิปัตย์พรรคเดียวที่ไม่มีเจ้าของชัดเจน ซึ่งก็ต้องใช้เวลากว่า 60 ปี กว่าจะสร้างรูปแบบนี้ได้
“ผมกล้าพูดได้เลยว่าถ้าวันนี้เจ้าของพรรคเลิกทำ พรรคก็เจ๊งหมด เหมือนอย่างพรรคกิจสังคม พอ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หยุด ก็หมดพลัง พรรคความหวังใหม่ก็เหมือนกัน ตอนเฟื่องฟู อาจารย์ที่คณะรัฐศาสตร์ไปร่วมกันเต็มไปหมด แต่พอบิ๊กจิ๋วทิ้งพรรค คุณชิงชัย (ชิงชัย มงคลธรรม) ก็เอาไม่อยู่เหมือนกัน อย่างในอเมริกาอาจจะแยกเด็ดขาด 2 พรรค แต่พอถึงเวลาหนึ่ง คนเขาก็ตั้งคำถามอยู่ดีว่าทั้ง 2 พรรคก็มีนายทุนเหมือนกัน พอไปดูนโยบายลึกๆ เขาก็อยากได้พรรคที่ 3”ไชยันต์ ระบุ
เพื่อแก้ปัญหานี้ ไชยันต์ เสนอว่า ในอนาคตอาจไม่ต้องบังคับให้ผู้สมัคร สส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง เพื่อลบภาพการเป็น “ลูกจ้าง” ที่ถูกครอบงำโดยพรรคการเมือง โดยอาจเปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่สนใจเฉพาะบางประเด็นได้ลงเลือกตั้ง
“สมมติอย่างกลุ่ม อ.ศศิน เฉลิมลาภ หรือกลุ่มคุณวันชัย ตัน อยากเข้าไปมีบทบาทในสภา ก็ต้องเปิดโอกาสให้เขาลง สส.ในนามกลุ่ม เพราะคน|เหล่านี้เขาไม่มีเงินไปทำพรรคการเมืองหรือไปสังกัดพรรค ถ้าเขาได้รับเลือก ในอนาคตเขาอาจจะรวมคนที่คิดตรงกันเป็นฐานให้เกิดพรรคการเมืองแบบใหม่ต่อไป เราก็มีทางเลือกมากขึ้น” ไชยันต์ ระบุ
ส่วนข้อเสนอที่ถูกยกมาก่อนหน้านี้อย่างการยุบให้เหลือสภาเดียว และให้ สส.ครึ่งหนึ่งมาจากเลือกตั้ง และอีกครึ่งหนึ่งมาจากวิชาชีพนั้น ไชยันต์ บอกว่า หลักการดี แต่วิธีปฏิบัติจริงเกิดขึ้นได้ยาก เช่น บอกเป็นตัวแทนด้านรัฐศาสตร์ แต่พอไปจากจุฬาฯ มหาวิทยาลัยอื่นก็จะถามว่าคนนี้เป็นตัวแทนจริงเหรอ แล้วได้ฉันทามติจากรัฐศาสตร์ทั่วประเทศหรือไม่ หรืออย่างคนที่เป็นแม่บ้าน คนกลุ่มนี้ก็ไม่มีตัวแทนของตัวเอง แล้วจะทำอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ไม่ต้องมองไปไกล แค่การสรรหาสภาปฏิรูปฯ ขณะนี้ที่มีการให้องค์กรไม่แสวงหากำไรเสนอชื่อ ก็มั่วแล้ว
นอกจากนี้ ไชยันต์ ยังตั้งโจทย์เรื่องที่มาของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ถูกกลุ่มนิติราษฎร์วิจารณ์ก่อนหน้านี้ว่าไม่ได้มีที่มายึดโยงจากประชาชน สภาปฏิรูปฯ ก็ควรที่จะเชิญกลุ่มนิติราษฎร์เข้ามาช่วยกันยกร่าง หาทางออกว่าอยากให้ศาลรัฐธรรมนูญมีรูปแบบอย่างไร เช่นเดียวกับการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่นิติราษฎร์เคยเสนอให้แก้ไข ขณะนี้ก็เป็นโอกาสที่ดี|เช่นกันว่าจะแก้กฎหมายมาตรานี้อย่างไร ให้ไม่กลายเป็นเรื่องการกลั่นแกล้งทางการเมืองและช่วยรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์
ส่วนปัญหาอย่างการจำกัดนโยบายประชานิยมไม่ให้เกิดความเสียหายเหมือนที่ผ่านมานั้น ไชยันต์ บอกว่า พรรคที่จัดตั้งรัฐบาลจะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้ชัดว่ามีจุดประสงค์อะไร จะใช้เงินเท่าไร และเงินที่ใช้ในการขับเคลื่อนจะมีแหล่งที่มาจากไหน ซึ่งหากมีความไม่ชอบมาพากล ประชาชนก็สามารถยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบได้ทันที เพื่อยับยั้งก่อนจะเกิดความเสียหาย
ขณะเดียวกัน การลงโทษการทุจริตเลือกตั้งก็เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจว่าจะตั้งโจทย์ผ่านการใช้ยาแรงแบบตัดสิทธิตลอดชีวิต หรือจะตัดสิทธิระยะหนึ่ง แล้วให้กลับมาสมัครใหม่ได้เหมือนที่ผ่านมา ซึ่งทั่วโลกเองก็มีโมเดลที่แตกต่างกันออกไป และต้องอาศัยนักวิชาการ มวลชน ทุกฝ่าย มาช่วยกันเสนอโมเดล
“นอกจากการเข้าสู่ตำแหน่ง วิธีออกจากตำแหน่งก็ถึงเวลาต้องคิดว่าทำอย่างไร เช่น ควรเพิ่มกลไกถอดถอนนายกรัฐมนตรีหรือนักการเมืองมากกว่าให้ไปอยู่ที่องค์กรอิสระหรือที่สภาหรือไม่ หรือหากมีการทุจริต กลไกแบบใดที่จะสามารถตรวจสอบได้รวดเร็ว”
อีกเรื่องที่สำคัญที่สุดคือการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นและลดอำนาจส่วนกลางลงเหลือเพียงด้านการต่างประเทศการคลัง และความมั่นคง ส่วนนโยบายที่เกี่ยวกับพื้นที่ก็ให้ท้องถิ่นจัดการกันเอง หากไม่พอใจระบบเจ้าพ่อหรือการเมืองท้องถิ่น ก็ให้ไปเดินขบวนในพื้นที่ของตัวเอง เพื่อลดความเบ็ดเสร็จของอำนาจส่วนกลางลง
เมื่อถามไปอีกว่าการรัฐประหารครั้งนี้จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ได้จริงหรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ที่เกิดจากการปฏิรูปการเมืองก็ล้วนล้มเหลวทั้งสิ้น ไชยันต์ ตอบว่า ไม่มีการปฏิรูปครั้งไหนที่สมบูรณ์แบบและคำจำกัดความของคำว่า|ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ก็ยังเป็นที่ถกเถียง เพราะแม้แต่ประเทศต้นแบบประชาธิปไตยอย่างอังกฤษหรืออเมริกา ก็ยังเรียกหาการปฏิรูปตลอดเวลา เพียงแต่การปฏิรูปของประเทศเหล่านี้ในช่วงหลังไม่ได้เกิดจากการยึดอำนาจ
“โจทย์ใหญ่ที่ คสช.ต้องนำไปคิดคือจะทำให้ทุกคนยอมรับได้อย่างไร เพราะถ้าเขาทำไม่ได้และเรายังแตกแยกต่อไป ในอนาคตก็ไม่มีใครยอมรับการรัฐประหารแล้ว ก็ว่ากันด้วยสงครามกลางเมือง ปะทะกันไป” ไชยันต์ ระบุ
เขายังบอกอีกว่า หากหัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรีเป็นคนคนเดียวกันเมื่อไร ก็ถึงเวลานับถอยหลังของคณะทหารชุดนี้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 19 ระบุว่า หัวหน้า คสช.สามารถเสนอให้ สนช.ปลดนายกฯ ได้ทันที แต่ถ้านายกฯ และหัวหน้า คสช. เป็นคนเดียวกัน กระบวนการปลดนายกฯ ก็คงหายไป เพราะหัวหน้า คสช.คงไม่ปลดตัวเองหากทำผิดพลาด
ไชยันต์ แนะนำว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ จะรับตำแหน่งนายกฯ ก็ควรให้คนอื่นเป็นหัวหน้า คสช.แทน เพื่อลดความเบ็ดเสร็จของอำนาจ และเปิดช่องหาทางออกหากการบริหารประเทศไม่เป็นไปอย่างที่คิด
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ สนช.เร่งผลักดัน พ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะ ซึ่งหลายคนอาจมองว่าเป็นเครื่องมือของรัฐเพื่อลดอำนาจของประชาชนในการแสดงออก แต่ ไชยันต์ มองว่า กฎหมายนี้จะทำให้การชุมนุมที่ใช้ความรุนแรงอยู่นอกกฎหมาย มีการปิดถนน ปิดสถานที่ราชการ เรื่อยไปจนหลีกเลี่ยงความรุนแรงไม่ได้ ให้อยู่ภายใต้กฎหมายมากขึ้น
“ต้องยอมรับว่าหากกฎหมายนี้ผ่านการชุมนุมอาจจะสร้างพลังไม่ได้ หลังจากนี้อาจจะไม่ยืดเยื้อยาวนาน กดดันไม่ได้เหมือนเดิม แต่ยังไงก็ต้องควบคุมไม่ให้เกิดความรุนแรง และอาจจะต้องใช้วิธีอื่นกดดันแทนการชุมนุม ซึ่งเมื่อการชุมนุมทำให้รัฐบาลออกจากตำแหน่งไม่ได้ ก็ต้องเพิ่มช่องทางอื่นให้ประชาชนได้ถอดถอน และรัฐบาลก็ต้องฟังประชาชนมากขึ้น ลาออก-ยุบสภา ให้บ่อยขึ้น เพื่อไม่ให้การเมืองต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับความรุนแรงทุกครั้ง”ไชยันต์ กล่าว







