posttoday
กระบวนการยุติธรรม : ความเป็นธรรมที่จับต้องได้

กระบวนการยุติธรรม : ความเป็นธรรมที่จับต้องได้

20 สิงหาคม 2557

หากจะกล่าวถึงคำว่า “กระบวนการยุติธรรม” เราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้เลยที่จะพูดถึงคำสำคัญอีกคำหนึ่งที่เกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก คือ คำว่า “ความยุติธรรม” โดยฐานคิดหลักของความยุติธรรม คือ ฐานคิดที่หนึ่ง “ที่ใดปราศจากความเป็นธรรม ที่นั่นจะปราศจากความสันติสุข” หมายถึง สังคมสันติสุขจะเกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนต้องเป็นสังคมที่มีความเป็นธรรมเท่านั้น โดยกลไกที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรม ต้องมีเครื่องมือที่เรียกว่ากระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย ฐานคิดที่สอง “ความเป็นธรรมมีทั้งมิติที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม” คือ การรับรู้และความรู้สึกของคนที่มีต่อความเป็นธรรม ซึ่งมนุษย์เรามีการรับรู้ที่แตกต่างกันไปตามประสบการณ์และข้อมูลของแต่ละคน และฐานคิดที่สาม คือ กระบวนการยุติธรรม คือ ความพยายามที่จะทำให้ความเป็นธรรมเป็นสิ่งที่จับต้องได้ และเมื่อเราเข้าไปพิเคราะห์ดูแล้วจะเห็นว่าในขอบเขตและความหมายของ “ความยุติธรรม” เองนั้นยังสามารถแยกได้ออกเป็นสองมิติหลักๆ ได้แก่ ความยุติธรรมในแนวแคบ (Narrow Sense) และ ความยุติธรรมในแนวกว้าง (Broad Sense) โดยความหมายของยุติธรรมในแนวแคบได้

หากจะกล่าวถึงคำว่า “กระบวนการยุติธรรม” เราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้เลยที่จะพูดถึงคำสำคัญอีกคำหนึ่งที่เกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก คือ คำว่า “ความยุติธรรม” โดยฐานคิดหลักของความยุติธรรม คือ ฐานคิดที่หนึ่ง “ที่ใดปราศจากความเป็นธรรม ที่นั่นจะปราศจากความสันติสุข” หมายถึง สังคมสันติสุขจะเกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนต้องเป็นสังคมที่มีความเป็นธรรมเท่านั้น โดยกลไกที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรม ต้องมีเครื่องมือที่เรียกว่ากระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย ฐานคิดที่สอง “ความเป็นธรรมมีทั้งมิติที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม” คือ การรับรู้และความรู้สึกของคนที่มีต่อความเป็นธรรม ซึ่งมนุษย์เรามีการรับรู้ที่แตกต่างกันไปตามประสบการณ์และข้อมูลของแต่ละคน และฐานคิดที่สาม คือ กระบวนการยุติธรรม คือ ความพยายามที่จะทำให้ความเป็นธรรมเป็นสิ่งที่จับต้องได้ และเมื่อเราเข้าไปพิเคราะห์ดูแล้วจะเห็นว่าในขอบเขตและความหมายของ “ความยุติธรรม” เองนั้นยังสามารถแยกได้ออกเป็นสองมิติหลักๆ ได้แก่ ความยุติธรรมในแนวแคบ (Narrow Sense) และ ความยุติธรรมในแนวกว้าง (Broad Sense) โดยความหมายของยุติธรรมในแนวแคบได้เกี่ยวโยงต่อเนื่องกับความพยายามที่จะทำให้กระบวนการยุติธรรมนั้นจับต้องได้ ซึ่งเป็นกระบวนการในการพิจารณาตัดสินว่าในเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ใดๆ นั้นใครถูกหรือใครผิด และผู้ผิดต้องได้รับการลงโทษอย่างไร ซึ่งโดยทั่วไปก็มักจะเรียกกันโดยทั่วไปว่า “สายธารของกระบวนการยุติธรรม” อันประกอบด้วย ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ และหน่วยงานที่จะเกี่ยวข้องก็ ได้แก่ ตำรวจอัยการศาลราชทัณฑ์กรมคุมประพฤติ

เหล่านี้คือกระบวนการยุติธรรมมุมแคบและเป้าประสงค์สุดท้าย คือ กระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรมจะนำมาสู่ความยุติธรรมทางสังคมต่อไป ส่วนยุติธรรมในแนวกว้างนั้น คือ ความยุติธรรมทางสังคม อันเป็นการบริหารให้คนในสังคมสามารถเข้าถึงโอกาสและได้รับความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน ฉะนั้น กระบวนการยุติธรรมที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ จึงเป็นการกล่าวถึงกระบวนการยุติธรรมที่เป็นทั้งในแนวแคบ และแนวกว้าง เพราะการมองอย่างบูรณาการเช่นนี้ทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน

โจฮัน กัลตุง (Johan Galtung) นักคณิตศาสตร์และนักสังคมวิทยาชาวนอร์เวย์ ผู้วางรากฐานการศึกษาด้านสันติภาพและความขัดแย้ง ผู้ซึ่งได้อธิบายถึงระดับชั้นความรุนแรงว่ามี 3 ระดับ โดยสิ่งที่โจฮันได้เสนอเรียกว่า “Conflict Triangle” หรือแนวคิดสามเหลี่ยมรุนแรง อันได้แก่ ความรุนแรงระดับที่หนึ่ง เป็นความรุนแรงทางตรง (Direct Violence) เป็นชั้นความรุนแรงที่เกิดง่ายที่สุด เห็นชัดเจน เช่น การใช้วาจา การประทุษร้าย การทำร้ายร่างกาย เป็นต้น ความรุนแรงระดับที่สอง เรียกว่า ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (Structural Violence) เป็นความรุนแรงในเชิงโครงสร้างของสังคมที่ทำให้คนมีสิทธิ และโอกาสในการเข้าถึงสิทธิที่ไม่เท่ากัน และความรุนแรงระดับที่สาม คือ ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม (Cultural Violence) เป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากความแตกต่างของพหุวัฒนธรรม ความแตกต่างในด้านทัศนคติของผู้บังคับใช้กฎหมาย วัฒนธรรมการใช้

หากนำแนวคิดเรื่องกระบวนการยุติธรรมมาแยกพิจารณาประกอบกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น จะพบว่ากระบวนการยุติธรรมมีบทบาทสำคัญในการยุติความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น เพราะเมื่อเกิดความรุนแรงทางตรงอันเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างปัจเจกกับปัจเจก ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกาย ประทุษร้าย กระบวนการยุติธรรมก็จะสามารถอธิบายได้ถึงเหตุแห่งความรุนแรงและแยกแยะกระบวนการในการละเมิดที่เกิดขึ้น จนกระทั่งเกิดการว่าความและตัดสินคดีว่าใครถูกใครผิด และนำเรื่องกระบวนการลงโทษ/ตักเตือนมาใช้ เช่นกันกรณีที่เกิดความรุนแรงในเชิงโครงสร้าง กระบวนการยุติธรรมก็จะนำมาสู่การแก้ไขปัญหา เพราะกระบวนการยุติธรรมจะนำมาซึ่งการพิจารณาถึง “ความเท่า” และ “ความไม่เท่ากัน” ที่เกิดขึ้นในสังคมเหลื่อมล้ำของไทย เพื่อให้เกิดการลดช่องว่างระหว่างโอกาสและการเข้าถึงโอกาสที่เกิดขึ้น

สุดท้ายอาจเกิดคำถามว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถแก้ไขปัญหาความรุนแรงในเชิงวัฒนธรรมได้หรือไม่นั้น ส่วนนี้คงต้องใช้กระบวนการยุติธรรมในแนวกว้างมาปรับใช้ เพราะความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาจากความแตกต่างกันทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยม ฉะนั้นหากจะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ต้องแก้ปัญหาที่ “รากเหง้า” แห่งปัญหา ซึ่งก็คือการปรับเปลี่ยนวิธีคิด มุมมอง และนำหลักการประชาธิปไตยเข้าไปปรับใช้ร่วมด้วยเป็นสำคัญ

สถานการณ์ความเป็นธรรมและกระบวนการยุติธรรมทางสังคมของไทย เห็นได้ชัดจากค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini Coefficient) ด้านรายได้ของไทยในปี 2552 มีค่าเท่ากับ 0.485 มีความไม่เสมอภาคสูงเป็นลำดับที่ 6 จาก 156 ประเทศทั่วโลก ผลประโยชน์ส่วนใหญ่จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยยังคงตกอยู่กับกลุ่มคนรวยที่สุด 10% โดยเป็นเจ้าของรายได้ถึง 38.41% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่กลุ่ม 10% ที่จนที่สุด มีรายได้เพียง 1.69% ของรายได้ทั้งหมดเท่านั้น และนอกจากนี้ WJP Rule of Law Index 2014 ที่เป็นเครื่องมือชี้วัดนิติรัฐ (Rule of Law) ใน 99 ประเทศทั่วโลก โดยสำรวจจาก 1 แสนครัวเรือน และผู้เชี่ยวชาญ 2,400 คน ทั่วโลก จากผลการประเมินของประเทศไทยภาพรวม อยู่ในอันดับที่ 47 จาก 99 ประเทศทั่วโลก และเป็นอันดับที่ 9 จาก 15 ประเทศในภูมิภาค และตัวชี้วัดด้าน “กระบวนการยุติธรรม” ผลการประเมินประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ไม่สูงมากนัก ฉะนั้น สังคมไทยกับการก้าวสู่ความเป็นนิติรัฐนั้น ต้องเร่ง “สร้างความยุติธรรมที่ยั่งยืน” โดย :

การส่งเสริมค่านิยมของสังคม เช่น การเคารพกฎหมาย ความซื่อสัตย์สุจริต การมีศีลธรรมจริยธรรม

การปฏิบัติงานตามหลักนิติรัฐ ธรรมาภิบาล และไม่มีการเลือกปฏิบัติของหน่วยงานและผู้ปฏิบัติงานตลอดกระบวนการยุติธรรม

การปรับกลไกการทำงานของกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ

การสร้างความเข้มแข็งของสถาบันทางสังคมในการเยียวยาฟื้นฟูผู้กระทำผิดและป้องกันการเกิดผู้กระทำผิด

การปฏิรูปสังคมเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจในกระบวนการยุติธรรม

นอกจากดังกล่าวข้างต้นแล้ว การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมนั้น หากกระบวนการยุติธรรมอธิบายด้วยข้อเท็จจริง ความยุติธรรมที่เกิดขึ้นโดยความรู้สึกก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจและยอมรับในกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น การสื่อสารต่อคนในสังคมเป็นเรื่องที่สำคัญในกระบวนการยุติธรรม

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี