posttoday
สัญญาณเสี่ยงสนช.!

สัญญาณเสี่ยงสนช.!

20 สิงหาคม 2557

ทำลายสถิติการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ทั้งเวลาการพิจารณาในวาระแรกเพียงแค่ 5 ชั่วโมงครึ่ง

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทำลายสถิติการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ทั้งเวลาการพิจารณาในวาระแรกเพียงแค่ 5 ชั่วโมงครึ่ง หรือจำนวนผู้อภิปรายเพียงแค่ 17 คน จากสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทั้งหมดเกือบสองร้อยคน ก่อนจะมีมติเอกฉันท์ 183 เสียง ให้ความเห็นชอบรับหลักการวาระแรกงบประมาณ 2.575 ล้านล้านบาท

มิหนำซ้ำ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ เมื่อนำคณะเข้าชี้แจงงบด้วยลีลาดุเด็ดเผ็ดมัน ห้วนกระชับ ไม่ต่างจากผู้บัญชาการสั่งการลูกน้อง พร้อมสอดแทรกวลีเด็ด อย่าง “มีใครมีปัญหาอะไรไหมครับ” และยังกล่าวย้ำในช่วงท้ายอีกครั้งว่า “มีใครไม่เห็นชอบบ้างไหมครับ” ทำเอา สนช.ได้แต่นั่งยิ้ม แต่ไม่มีใครกล้าแสดงความเห็นใดๆ

แม้จะต้องยอมรับในเงื่อนไขทั้ง “อำนาจ” และบรรยากาศความไม่ปกติช่วงนี้ แต่กับการพิจารณางบประมาณรายจ่ายของประเทศที่มาจากภาษีของประชาชนจำนวนมหาศาล กลับไร้การตรวจสอบอย่างจริงจัง ทั้งรายละเอียดความคุ้มค่าคุ้มทุนของแต่ละโครงการ หรือช่องโหว่ที่อาจปล่อยให้เกิดการรั่วไหล ย่อมถือเป็น “สัญญาณอันตราย” ซึ่งหากยังเป็นเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อไปถึงการทำงานของ คสช.และกลไกต่างๆ

สอดรับกับล่าสุดในการประชุมกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายวันแรก ซึ่งมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ประธาน กรรมาธิการ ซึ่งเริ่มเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงภาพรวม แต่ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังการพิจารณา และไม่มีการถ่ายทอดการประชุมให้สื่อได้ติดตามเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ยิ่งตอกย้ำเงื่อนงำความโปร่งใส

ทั้งที่ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” ถือเป็นหนึ่งในกลไกอำนาจหลักของ คสช. ที่จะเข้ามาเป็นมือไม้ควบคุมดูแลกิจการงานด้านนิติบัญญัติแทนที่ สว. สส.ในอดีต โดยเฉพาะการพิจารณากฎหมายสำคัญๆ หลายต่อหลายเรื่องที่จะไปรองรับแผนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งมีต้นทางมาจาก คสช.ผ่าน ครม. หรือสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

กระบวนการพิจารณาของ สนช.จึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิจารณารายละเอียดของข้อกฎหมาย เพราะหากในมุมมองของกฤษฎีกาอาจจะพิจารณาเฉพาะประเด็นเรื่องข้อกฎหมาย แต่สำหรับ สนช.จำเป็นที่จะต้องมองไปถึงผลกระทบ ผลดี ผลเสีย และอื่นๆ เพื่อให้เกิดความรอบด้านสำหรับการผลักดันกฎหมายแต่ละฉบับ

แต่หากย้อนดูการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2558 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา จะเห็นว่า สนช. 17 ราย ที่อภิปรายเนื้อหางบประมาณนั้น ถูกกำหนดกรอบเวลาไว้เพียงแค่คนละ 10 นาที ทั้งที่สามารถเปิดกว้างให้อภิปรายได้มากกว่านี้ด้วยจำนวน สนช.ที่จะอภิปราย เพื่อให้ที่ประชุมได้สะท้อนรับฟังความเห็น ข้อเสนอแนะ ปัญหาเพื่อให้เกิดความรอบคอบรัดกุมกับเงินภาษีอากรของประชาชน

ยิ่งกว่านั้น บทบาทของ สนช.ในสัดส่วนตัวแทนจากกองทัพที่ถูก คสช.คัดเลือกเข้ามามากกว่าสัดส่วนตัวแทนจากกลุ่มอื่นๆ จนถูกขนานนามเป็นสภาสีเขียว สภาท็อปบู๊ต กลับนิ่งสนิท ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียง สะท้อนแง่มุมต่างๆ ของงบประมาณอย่างที่ควรจะเป็น ตอกย้ำความเคลือบแคลงเดิมที่ห่วงว่า สนช.จะเป็นเพียงตรายางเร่งผลักดันกฎหมายเท่านั้น

เข้าใจได้ว่าเป็นวัฒนธรรมของทหารที่ต่างจากนักการเมือง ยิ่งในฐานะที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้บัญชาการใน คสช.ด้วยแล้ว การจะให้ออกมาแสดงความคิดเห็นติติง แสดงแง่มุมปัญหาดูจะเป็นไปได้ยาก แต่เมื่อเวลานี้เปลี่ยนสถานะเป็น สนช. ตัวแทนจากกองทัพจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อสังคม ซึ่งจะยิ่งส่งผลดีทั้งในแง่การทำงาน การยอมรับจากสังคมต่อ สนช.และ คสช.ในภาพรวม

อีกส่วนที่จะเป็นปัญหาคือ คณะกรรมาธิการสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ชั่วคราว) หรือวิป สนช. ที่ถือเป็นอีกกลไกควบคุมความเป็นเอกภาพของ สนช. ซึ่งมี สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1 มารับหน้าที่เป็นประธานวิปด้วยตัวเองนั้น ต้องยอมรับว่า จากรายชื่อ 23 คนนั้น ส่วนหนึ่งเป็นมืออภิปราย อาทิ เจตน์ ศิรธรานนท์ สมชาย แสวงการ วัลลภ ตั้งคณานุรักษ์ การรับหน้าที่เป็นวิปด้วย อาจจะยิ่งลดประสิทธิภาพการอภิปรายใน สนช.ลงไปอย่างน่าเสียดายโดยเฉพาะในยุคที่คนอภิปรายมีจำนวนไม่มากเหมือนสภาวะปกติ

ทั้งที่อีกส่วนหนึ่งมีบุคลากรจากกองทัพเข้ามานั่งเป็นวิปเพื่อดูแลทิศทางการทำหน้าที่อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.นพดล อินทปัญญา พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ฯลฯ

บทบาทของ สนช.ที่เคยหวังว่าสัดส่วนตัวแทนจากกองทัพจะช่วยทำให้ทุกอย่างเป็นเอกภาพ ทำให้การทำงานนิติบัญญัติราบรื่นแต่เวลานี้อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาเป็นปัญหาต่อความน่าเชื่อถือการยอมรับจากสังคม นี่เป็นโจทย์สำคัญที่ คสช.รับรู้รับทราบและต้องหาทางแก้ไข ไม่ให้ทุกอย่างที่ทำมาต้องเสียของ

หนึ่งในทางออกที่จะช่วยอุดช่องโหว่ตรงนี้คือ การสรรหาบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ สนช.เพิ่มเติม เนื่องจากเวลานี้รวม สนช.ที่ลาออกไป ทำให้ยังมีโควตาอีก 20 กว่าที่นั่งที่ยังเหลืออยู่ สามารถวางตัวบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในแต่ละด้าน เป็นที่ยอมรับของสังคม มาช่วยแก้ปัญหาที่กำลังเป็นอยู่ เพราะหากปล่อยไว้ไม่หาทางสกัดยับยั้งจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น

ประเมินแล้วห้วงเวลาเหมาะสมในการสรรหาบุคคลมาทำหน้าที่ สนช.เพิ่มเติม น่าจะเป็นช่วงหลังจากวาระการเลือกนายกรัฐมนตรีที่ สนช.เคาะวันไว้เป็นวันที่ 21 ส.ค. ซึ่งทันทีที่ได้ตัวบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี กระบวนการทำงานจะเริ่มมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

การปรับทัพทำให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นที่ยอมรับจากสังคม ย่อมเป็นผลดีกับการเดินหน้าปฏิรูปประเทศตามโรดแมปของ คสช.นับจากนี้ โดยเฉพาะการทำให้เห็นเป็นตัวอย่างของความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งจะเป็นหัวใจของการปฏิรูปในแต่ละด้าน ที่สำคัญจะทำให้ทุกสิ่งที่ คสช.พยายามทำไม่ต้องเสียของในที่สุด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท