posttoday
เสนอเลิกคุมไม้หวงห้าม

เสนอเลิกคุมไม้หวงห้าม

20 สิงหาคม 2557

ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 106/2557 เพื่อหวังเพิ่มไม้ในตระกูลพะยูงให้กลายเป็นไม้หวงห้าม

โดย...พิชญ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 106/2557 เพื่อหวังเพิ่มไม้ในตระกูลพะยูงให้กลายเป็นไม้หวงห้าม ตามมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 เพื่อลดปัญหาการลักลอบตัดไม้ และป้องกันการสูญหายไปของพันธุ์ไม้ป่าที่หายาก อาจเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

นิคม แหลมสัก รองคณบดีฝ่ายเสริมศักยภาพ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อการจัดการป่าอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมเฟลกที (คปปธ.) กล่าวในงานเสวนาหัวข้อ “ไม้หวงห้าม : รักษาหรือทำลายป่า?” ว่า แทนที่จะเพิ่มให้ไม้พะยูงเป็นไม้หวงห้าม คปปธ.เห็นสมควรว่า คสช.ควรจะยกเลิกมาตรา 7 ใน พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484

ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นปัญหาและอุปสรรคอย่างยิ่งของการส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้นในประเทศไทยในทุกบริบทของการจัดการป่าอย่างยั่งยืน ตามประกาศ คสช.ฉบับดังกล่าวยังกำหนดให้มีการเพิ่มพันธุ์ไม้อีก 15 ชนิดเข้าไปในไม้หวงห้าม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางพันธุกรรมของป่าไม้และมีแนวโน้มที่ทำให้พันธุ์ไม้ลดน้อยลงด้วย

“ความต้องการไม้พะยูงในประเทศจีนมีสูงมาก ซึ่งการออกประกาศนี้ไม่ช่วยให้คดีลักลอบตัดไม้จำพวกนี้น้อยลง” นิคม กล่าว

นิคมเสนอแนะว่าหากไม่มีการยกเลิกมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.ป่าไม้ป่า พ.ศ. 2484 ก็สมควรให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.สวนป่า พ.ศ. 2535 เป็น พ.ร.บ.ส่งเสริมการปลูกสวนป่า เพื่อส่งเสริมการปลูกป่า ส่วนป่าและไม้ยืนต้นอย่างแท้จริง เนื่องจากปัจจุบันนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดส่งเสริมให้มีการปลูกไม้ยืนต้นเลย

“มีเพียงการออกกฎหมายที่มีบทลงโทษสำหรับผู้มีไม้ยืนต้นเหล่านี้ไว้ในครอบครองอย่างเดียว ถ้าออกกฎหมายใหม่จะเป็นการแก้ไขปัญหาการทำงานล่าช้าของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.สวนป่าให้มีการทำงานรวดเร็วขึ้นอีกด้วย” นิคม ระบุ

ด้าน พงศา ชูแนม ประธานมูลนิธิธนาคารต้นไม้ กล่าวว่า การใช้มาตรา 7 แก้ไขปัญหาการลดน้อยลงของพันธุ์ไม้ทั้ง 17 ชนิดที่เป็นพันธุ์ไม้หวงห้ามเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ถูกจุด เนื่องจากเนื้อหาในมาตรา 7 เป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้คนไม่มีแรงจูงใจในการปลูกและดูแลรักษาป่า

นอกจากนี้ การออกประกาศฉบับที่ 106/2557 เพื่อเพิ่มไม้อีก 15 ชนิดบวกกับ 2 ชนิดเดิมให้กลายเป็นไม้หวงห้าม ตามมาตรา 7 หลายๆ คนอาจคิดว่าจะช่วยอนุรักษ์พันธุ์ไม้ แต่ในทางปฏิบัติถือเป็นการละเมิดสิทธิประชาชนที่มีไม้หวงห้ามไว้ในครอบครอง

“ประชาชนไม่ได้เป็นคนลักลอบค้าหรือตัดไม้ แต่ประชาชนเหล่านั้นเป็นผู้ปลูกไม้เหล่านั้นเอง ซึ่งหากยังมีมาตรานี้จะส่งผลให้ชาวบ้านที่มีพันธุ์ไม้หวงห้ามเหล่านั้นไม่กล้าที่จะกระทำการใดๆ กับไม้หวงห้ามในพื้นที่ของตนเอง เนื่องจากเกรงว่าจะถูกเจ้าหน้าที่จับกุมและยังส่งผลให้เกิดการลดบุคลากรที่จะสร้างป่าอีกด้วย” พงศา กล่าว

อย่างไรก็ตาม ทาง คปปธ. ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกไม้ป่า ผู้ปลูกสวนป่า ธนาคารต้นไม้ เครือข่ายป่าชุมชน ป่าครอบครัว และองค์กรพัฒนาเอกชนด้านทรัพยากรธรรมชาติ จึงขอให้ คสช.โปรดพิจารณายกเลิกข้อจำกัดเรื่องกรณีไม้หวงห้าม ในมาตรา 7 พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ดังนี้

1.เห็นควรให้มีการแก้ไขคำในมาตรา 7 จาก “ไม้สัก ไม้ยาง ไม้ชิงชัน ไม้เก็ดแดง ไม้อีเม่ง ไม้พะยูงแกลบ ไม้กระพี้ ไม้แดงจีน ไม้ขะยุง ไม้กระซิก ไม้กระซิบ ไม้พะยูง ไม้หมากพลูตั๊กแตน ไม้กระพี้เขาควาย ไม้เก็ดดำ ไม้อีเฒ่า และไม้เก็ดเขาควาย ไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใดในราชอาณาจักร เป็นไม้หวงห้ามประเภท ก ไม้ชนิดอื่นในป่าจะให้เป็นไม้หวงห้ามประเภทใด ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา” เปลี่ยนเป็น “...ไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใดในราชอาณาจักร เว้นแต่ที่ขึ้นในที่ดินของเอกชน...”

2.ที่ดินของเอกชนตามมาตรานี้ให้หมายความถึง (1) ที่ดินที่มีโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการกระทำประโยชน์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน (2) ที่ดินที่มีหนังสือของทางราชการรับรองว่า ที่ดินดังกล่าวอยู่ในระยะเวลาที่อาจขอรับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามประมวลกฎหมายที่ดินได้

เนื่องจากได้มีการครอบครองและเข้าทำกินในที่ดินดังกล่าวตามกฎหมาย ว่าด้วยการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพไว้แล้ว (3) ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่มีหลักฐานการอนุญาต การเช่า หรือเช่าซื้อ

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน