
กลุ่ม40ปีอัพแห่ซื้อผ่านมือถือดันอีคอมเมิร์ซพุ่ง
ตลาดดอทคอม ชี้อีคอม เมิร์ซคึก หลังกลุ่มผู้ใหญ่เห่อซื้อผ่านมือถือ ดันซื้อต่อครั้งพุ่ง 3 เท่าเป็น 4,000 บาท
ตลาดดอทคอม ชี้อีคอม เมิร์ซคึก หลังกลุ่มผู้ใหญ่เห่อซื้อผ่านมือถือ ดันซื้อต่อครั้งพุ่ง 3 เท่าเป็น 4,000 บาท
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดดอทคอม เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจอีคอมเมิร์ซในปีนี้คาดจะยังโตกว่า 20% จากปัจจุบันตลาดอีคอมเมิร์ซมีมูลค่าประมาณ 7 แสนล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มธุรกิจกับรัฐบาล หรือบีทูจี 3.4 แสนล้านบาท กลุ่มธุรกิจกับธุรกิจหรือบีทูบี 2 แสนล้านบาท และกลุ่มธุรกิจกับผู้บริโภคหรือบีทูซี 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งในมูลค่าดังกล่าวเป็นกลุ่มธุรกิจรีเทลหรือค้าปลีก 1.7 หมื่นล้านบาท สิ้นปีนี้จะโต 2030%
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้อีคอมเมิร์ซโตต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเพราะกลุ่มผู้ใหญ่อายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป หันมาสนใจเทคโนโลยีมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ไลน์ ปัจจุบันกลุ่มดังกล่าวนิยมซื้อสินค้าผ่านช่องทางนี้มากขึ้น และหนึ่งในสินค้าที่ได้รับความนิยม คือ แกดเจ็ต แอกเซสซอรี่ และไลน์สติ๊กเกอร์ ส่งผลให้ปัจจุบันมียอดการซื้อต่อครั้งปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4,000 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ยอดซื้อต่อครั้งอยู่ที่กว่า 1,000 บาท
ปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายอายุ 40 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนการซื้อสินค้าอีคอมเมิร์ซอยู่ที่ประมาณ 20% กลุ่มอายุ 30-40 ปีมีสัดส่วนการซื้อ 50% ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 30% เป็นกลุ่มวัยรุ่นและอื่นๆ จากการที่แนวโน้มของกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป มียอดการซื้อต่อครั้งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าสิ้นปีจะมีอัตราส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 25% หรือเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 5% ต่อเนื่องไปอีกประมาณ 23 ปีนับจากนี้
“กลุ่มผู้ใหญถือเป็นกลุ่มที่น่าสนใจมากสำหรับการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ และเริ่มให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีในการซื้อสินค้าเห็นได้จากการซื้อสติ๊กเกอร์ไลน์ ถ้าชอบจะมีการส่งต่อและซื้อตามกัน จึงถือเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการจะพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคดังกล่าวเข้ามาทำตลาด” นายภาวุธ กล่าว
ด้าน นายศุภชัย กาญจนศักดิ์ชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพย์ โซลูชั่น กล่าวว่า จากแนวโน้มของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่มีอัตราการเติบโตที่ดี บริษัทจึงเล็งเห็นโอกาสในการเข้ามาขยายธุรกิจดังกล่าวด้วยการเข้าซื้อกิจการของไทยอีเพย์ ผู้ให้บริการระบบอีคอมเมิร์ซเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอีคอมเมิร์ซของบริษัท เนื่องจากไทยอีเพย์ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจให้บริการระบบชำระเงินในประเทศไทยกว่า 10 ปี และอีก 2 ปี จะใช้งบ 10 ล้านบาท ขยายในอาเซียน
สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจนับจากนี้ บริษัทจะเนินหน้าขยายบริการใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้า ซึ่งบริการที่ลูกค้านิยมใช้บริการมากที่สุดคิดเป็นสัดส่วน 50% คือ การใช้บริการจองห้องพักโรงแรมและท่องเที่ยว ตามด้วยการจ่ายเงินซื้อสินค้าแฟชั่น 12% และการซื้อเครื่องสำอาง 12% ซึ่งการแผนการเพิ่มบริการใหม่ดังกล่าวคาดว่าต้นปี 2558 จะมียอดผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่า 1,200 ร้านค้าที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกจากปัจจุบันมีอยู่ที่ 360 ร้านค้า
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะใช้งบหลัก 10 ล้านบาทในการพัฒนาระบบอีคอมเมิร์ช เพื่อรแงรับการขยายธุรกิจไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนในอีก 2 ปีนับจากนี้ ซึ่งประเทศแรกที่ให้ความสนใจ คือ กัมพูชา สิงคโปร์ และมาเลเซีย โดยหลังจากเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องคาดว่าจะมียอดการใช้จ่ายผ่านระบบอีคอมเมิร์ชของบริษัทไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาทต่อปี







