posttoday
ต่ออายุมาตรการอุ้มเอสเอ็มอี

ต่ออายุมาตรการอุ้มเอสเอ็มอี

20 สิงหาคม 2557

อุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) เห็นชอบมาตรการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จากเดิมจะสิ้นสุดภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2557 โดยให้ขยายเวลามาตรการส่งเสริมการลงทุนแก่เอสเอ็มอีออกไปอีกเป็นระยะเวลา 3 ปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2560 เพื่อเพิ่มศักยภาพและความเข้มแข็งของผู้ประกอบการให้ก้าวสู่ระดับสากลมากยิ่งขึ้น

อุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) เห็นชอบมาตรการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จากเดิมจะสิ้นสุดภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2557 โดยให้ขยายเวลามาตรการส่งเสริมการลงทุนแก่เอสเอ็มอีออกไปอีกเป็นระยะเวลา 3 ปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2560 เพื่อเพิ่มศักยภาพและความเข้มแข็งของผู้ประกอบการให้ก้าวสู่ระดับสากลมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เห็นควรให้กำหนดมาตรการส่งเสริม โดยให้พิจารณาประเภทกิจการเอสเอ็มอีจากร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนในระยะ 7 ปี (25582564) โดยเลือกเฉพาะ 35 ประเภทกิจการที่เอสเอ็มอีมีศักยภาพทางการแข่งขันและสามารถยกระดับประสิทธิภาพในการผลิตและการบริการได้

นอกจากนี้ ยังพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ตามคุณค่าของประเภทกิจการตามร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนในระยะ 7 ปี (25582564) โดยให้การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้น 2 ปี จากเกณฑ์ปกติ เพื่อสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันให้เอสเอ็มอีไทย ส่วนสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมตามคุณค่าของโครงการ (Meritbased Incentive) ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด

ขณะเดียวกันที่ประชุมยังเห็นชอบมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต โดยกระตุ้นให้กิจการที่ดำเนินการอยู่แล้วมีการลงทุนเพิ่มขึ้นในด้านต่างๆ ได้แก่ 1.ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อประหยัดพลังงาน 2.ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อใช้พลังงานทดแทน 3.ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม 4.ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และ 5.ลงทุนเพิ่มด้านวิจัย พัฒนา และออกแบบวิศวกรรมเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ

สำหรับโครงการที่ลงทุนเพิ่มตามมาตรการนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรทุกเขต ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี ในสัดส่วนร้อยละ 50% ของมูลค่าเงินลงทุนในการปรับปรุง โดยจะต้องยื่นขอรับส่งเสริมภายใต้มาตรการนี้ภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2560

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ขยายเวลาของมาตรการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ออกไปอีก 3 ปี โดยเป็นมาตรการที่ครอบคลุมทุกประเภทกิจการที่อยู่ในข่ายให้การส่งเสริมการลงทุน และจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค. 2560 เช่นเดียวกัน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการสำหรับเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะครอบคลุมการลงทุนในพื้นที่จังหวัด ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และจังหวัดสตูล รวมทั้งพื้นที่ในอำเภอจะนะ อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอเทพา จังหวัดสงขลาด้วย

สำหรับคุณสมบัติของรถยนต์อีโคคาร์ ระยะที่ 2 นี้มีกำหนดเปลี่ยนแปลงจากระยะที่ 1 คือ เป็นรถยนต์ประเภทเครื่องยนต์เบนซิน ไม่เกิน 1,300 ซีซีและเครื่องยนต์ดีเซลไม่เกิน 1500 ซีซี พร้อมกำหนดให้ใช้น้ำมันอี 85 และบี 10 แตกต่างจากโครงการระยะที่ 1 ที่กำหนดเครื่องยนต์ดีเซลไม่เกิน 1400 ซีซี

นอกจากนั้น อีโคคาร์2 จะต้องมีอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกิน 4.3 ลิตรต่อ 100 กม. ต่างจากระยะที่1 ที่กำหนดไม่เกิน 5 ลิตร ต่อกม. มาตรฐานมลพิษ เป็น ยูโร 5 มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ 100 กรัม/กม.จากที่ระยะที่ 1 กำหนดมาตรฐานมลพิษ ยูโร 4 มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ 120 กรัม/กม.

สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้มากที่อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยจะต้องเลื่อนเป้าหมายการผลิตรถยนต์รวมที่คาดว่าจะสามารถผลิตได้ครบ 3 ล้านคัน ในปี 2560 ออกไปอีก 12 ปี เนื่องจากเศรษฐกิจทั่วโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร ขณะเดียวกันกำลังซื้อภายในประเทศเองก็ไม่ดีเช่นกัน

ทั้งนี้ หากประเทศไทยสามารถผลิตรถยนต์รวมทั้งส่งออกและจำหน่ายภายในประเทศได้ 3 ล้านคันตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็จะทำให้ไทยขยับขึ้นมาเป็นฐานการผลิตรถยนต์อันดับ 9 ของโลก จากปัจจุบันอยู่อันดับ 10 รองจากจีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมนี เกาหลีใต้ อินเดีย บราซิลและแม็กซิโก

นอกจากนี้ โครงการรถยนต์ประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) เฟส 2 ที่หวังว่าจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นยอดขายรถยนต์ภายในประเทศให้เพิ่มสูงขึ้นก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งตามกำหนดรถอีโคคาร์เฟส 2 จะต้องทยอยออกสู่ตลาดในช่วงปี 25592560 แต่ล่าสุดเพิ่งอนุมัติเพียง 1 รายจากที่ยื่นไปทั้งหมด 10 ราย

“หาก คสช.เร่งรัดการเบิกจ่ายใช้งบประมาณออกมา รวมทั้งเร่งรัดการพิจารณาอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในโครงการอีโคคาร์เฟส 2 ให้ครบโดยเร็ว ก็น่าจะเป็นปัจจัยบวกในการช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและยอดขายรถยนต์ในประเทศให้เพิ่มขึ้น” สำหรับคุณสมบัติของรถยนต์อีโคคาร์ ระยะที่ 2 นี้มีกำหนดเปลี่ยนแปลงจากระยะที่ 1 คือ เป็นรถยนต์ประเภทเครื่องยนต์เบนซิน ไม่เกิน 1,300 ซีซีและเครื่องยนต์ดีเซลไม่เกิน 1500 ซีซี พร้อมกำหนดให้ใช้น้ำมันอี 85 และบี 10 แตกต่างจากโครงการระยะที่ 1 ที่กำหนดเครื่องยนต์ดีเซลไม่เกิน 1400 ซีซี

นอกจากนั้น อีโคคาร์2 จะต้องมีอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกิน 4.3 ลิตรต่อ 100 กม. ต่างจากระยะที่1 ที่กำหนดไม่เกิน 5 ลิตร ต่อกม. มาตรฐานมลพิษ เป็น ยูโร 5 มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ 100 กรัม/กม.จากที่ระยะที่ 1 กำหนดมาตรฐานมลพิษ ยูโร 4 มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ 120 กรัม/กม.

สุรพงษ์ กล่าว

ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม คสช. ครั้งที่ 11 ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และหัวหน้า คสช. เป็นประธาน ได้อนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องลดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่...) รวม 2 ฉบับ เพื่อส่งเสริมการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (อีโคคาร์) ระยะที่ 2

สาระสำคัญของประกาศฉบับใหม่นั้นจะลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์อีโคคาร์สำหรับเครื่องเบนซินและดีเซลจะคิดอัตราภาษี 14% และเฉพาะที่ใช้เชื้อเพลิงประเภท อี85 และบี10 จะคิดอัตราภาษี 12% จากอัตราปัจจุบันที่จะมีผลไปจนถึงสิ้นปี 2558 ที่ 17%

สำหรับปีนี้ทางกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงเป้ายอดการผลิตรถยนต์รวมอยู่ที่ 2.2 ล้านคัน โดยเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายภายในประเทศ 1 ล้านคัน ลดลงจากเดิมที่คาดส่าจะผลิตได้ 1.3 ล้านคัน และเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 1.2 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3%

อย่างไรก็ดี ในส่วนของนลาดส่งออกนั้น ยังต้องเฝ้าจับตาดูอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีหลายตลาดที่มีอัตราการขยายตัวลดลง โดยเฉพาะตลาดยุโรป แอฟริกา ออสเตรเลียและเอเชีย

ขณะที่ตลาดส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดีอยู่คือ ตลาดอเมริกาเหนือและตะวันออกกลาง โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลางมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นมากถึง 32% และส่วนใหญ่เป็นการส่งออกไปในกลุ่มของรถกระบะปิคอัพ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท