posttoday
ตุลาการภิวัฒน์ในสหรัฐอเมริกา

ตุลาการภิวัฒน์ในสหรัฐอเมริกา

19 สิงหาคม 2557

สหรัฐอเมริกาถือกำเนิดขึ้น ณ วันประกาศเอกราช เป็นอิสระจากเจ้าอาณานิคมอังกฤษเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2319 หลังจากนั้นกลุ่ม “อาณานิคมเดิม” ทั้ง 13 แห่ง ก็ต้องทำสงครามปลดแอกกับอังกฤษต่อมาอีกหลายปี สงครามปฏิวัติของอเมริกาซึ่งเริ่มต้นที่เมืองเล็กซิงตัน เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2318 สิ้นสุดลง โดยอังกฤษต้องยอมจำนนที่เมืองยอร์คทาวน์เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2324

สหรัฐอเมริกาถือกำเนิดขึ้น ณ วันประกาศเอกราช เป็นอิสระจากเจ้าอาณานิคมอังกฤษเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2319 หลังจากนั้นกลุ่ม “อาณานิคมเดิม” ทั้ง 13 แห่ง ก็ต้องทำสงครามปลดแอกกับอังกฤษต่อมาอีกหลายปี สงครามปฏิวัติของอเมริกาซึ่งเริ่มต้นที่เมืองเล็กซิงตัน เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2318 สิ้นสุดลง โดยอังกฤษต้องยอมจำนนที่เมืองยอร์คทาวน์เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2324

หลังจากนั้นกลุ่มอาณานิคมเดิมได้รวมตัวกัน “อย่างหลวมๆ” เป็นสมาพันธ์ภายใต้ “กฎบัตรแห่งสมาพันธ์” (Articles of Confederations) โดย “รัฐบาลกลาง” ที่ตั้งขึ้นมีอำนาจอย่างจำกัด

บรรดา “บิดรผู้ให้กำเนิด” (Founding Fathers) ของสมาพันธ์เริ่มตระหนกตกใจและรู้ว่าถ้าคงสภาพสมาพันธ์ไว้เช่นนั้น จะไม่สามารถแม้แต่ดำรงอยู่ต่อไปได้นาน เมื่อเกิด “กบฏเชส์” (Shays Rebellion) ขึ้นในมลรัฐแมสซาชูเซตส์ โดยประชากรชาวนาชาวไร่ที่ประสบความเดือดร้อน

ต่อมาเชส์ได้ยกขบวนกลุ่มหนึ่งไปยังเมืองสปริงฟีลด์ เพื่อเข้ายึดปืนในคลังแสงสรรพาวุธมาแจกจ่ายให้แก่พวกของตัวไว้ต่อสู้กับกองกำลังของรัฐบาล แต่ยึดไม่สำเร็จ ทางการของรัฐได้เข้าปราบปรามอย่างรุนแรง แต่เหตุการณ์กว่าจะสงบลงได้ก็ต้องยืดเยื้อไปจนถึงเดือน ก.พ. 2330

นอกจากกบฏเชส์แล้ว สมาพันธ์ยังต้องเผชิญกับปัญหาอื่นๆ ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับดินแดนทางตะวันตก ปัญหาด้านการต่างประเทศ และปัญหาความมั่นคงภายในอื่นๆ กลุ่มผู้นำพยายามแก้ปัญหานี้โดยการจัดประชุมช่วงกลางเดือน ก.ย. 2529 ที่เมืองแอนนาโปลิส มลรัฐแมรีแลนด์ แต่มีมลรัฐต่างๆ เข้าร่วมเพียง 5 มลรัฐ จึงต้องเตรียมให้มีการประชุมใหม่ โดยนัดประชุมที่เมืองฟิลาเดลเฟียในวันที่ 14 พ.ค. 2330

การประชุมครั้งนั้น ผู้เป็นต้นคิดและเตรียมการประชุมได้เชิญ จอร์จ วอชิงตัน ซึ่งเป็น “วีรบุรุษของชาติ” มาเป็นประธาน และเพื่อให้การประชุมมีความ “ขลัง” และ “ศักดิ์สิทธิ์” รวมทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์ด้วย ในการเดินทางมาถึงของ จอร์จ วอชิงตัน จึงมีพิธีแห่แหนไปในเมืองเป็นที่เอิกเกริก การประชุมครั้งนั้นกลายเป็นเหตุการณ์ที่ “พลิกโฉมประวัติศาสตร์” ของสหรัฐอเมริกา เพราะการประชุมจากเดิมเพื่อมาตกลงแก้ปัญหาบางเรื่องกลายเป็นการ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ขึ้นจนเป็น “นวัตกรรมทางการเมืองการปกครอง” ที่ยิ่งใหญ่ เป็นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์ฉบับแรกของโลก ที่เป็นรากฐานสำคัญทำให้สหรัฐอเมริกาสามารถพัฒนาจนเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ของโลกสืบต่อมาจนทุกวันนี้

รัฐธรรมนูญที่ใช้เวลาราว 4 เดือนร่างขึ้น เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่กะทัดรัด กำหนดองคาพยพแห่งรัฐและอำนาจหน้าที่ โดยมีการแบ่งแยกอำนาจและมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลอย่างเหมาะสมระหว่างอำนาจอธิปไตยทั้งสาม คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ และที่สำคัญคือสามารถหาจุดลงตัวในการสร้างสมดุลของมลรัฐต่างๆ กำหนดให้ทุกรัฐมีวุฒิสมาชิกจำนวนเท่ากัน แต่จำนวนผู้แทนราษฎรให้มีจำนวนตามสัดส่วนของประชากรในแต่ละมลรัฐ

เมื่อร่างเสร็จ กำหนดให้แต่ละมลรัฐไปดำเนินการลงมติเป็นรายมลรัฐ โดยจะประกาศใช้เมื่อมีมลรัฐเกินกึ่งหนึ่ง คือ 7 จาก 13 มลรัฐมีมติรับ

เมื่อร่างเสร็จ ยังมีผู้ไม่เห็นด้วยกับบางมาตราและบางถ้อยคำ แต่คณะผู้นำเห็นว่าร่างที่ส่งไปให้แต่ละมลรัฐลงมติ จะต้องเป็นร่างที่ได้รับ “ฉันทมติ” (Consensus) จากคณะผู้ร่าง จึงมีการ “วางแผน” ให้สมาชิกอาวุโสที่มีชื่อเสียงคือ เบนจามิน แฟรงคลิน ซึ่งขณะนั้นอายุถึง 71 ปีแล้ว เป็นผู้อภิปรายนำเพื่อโน้มน้าวให้ทุกคนรับร่าง เบนจามิน แฟรงคลิน เริ่มด้วยโวหารที่ “เหนือชั้น” บอกว่า เขาไม่ชอบร่างรัฐธรรมนูญนี้ เพราะยังมีหลายจุดที่ยังไม่ถูกใจ แต่โดยรวมแล้วก็เห็นว่าเป็นร่างที่ดีและขอให้ทุกคนรับรอง ปรากฏว่ายังมีสมาชิกที่ทั้ง “เจ้าความคิด” และ “เจ้าโวหาร” ขออภิปรายแก้ไข แต่ในที่สุดที่ประชุมก็มี “ฉันทมติ” ออกมาจนได้ เมื่อประธานคือ จอร์จ วอชิงตัน ซึ่งตลอดการประชุมทั้ง 4 เดือน จะทำหน้าที่เป็นประธานที่สงบเสงี่ยม พูดน้อยที่สุด ได้ลุกขึ้นยืน แล้วขอให้ทุกคนยุติการเสนอแก้ไข เพราะไม่มีทางจะทำให้ถูกใจทุกคน ทุกประโยค ทุกวรรคตอนได้

ด้วยบารมีของ จอร์จ วอชิงตัน ที่ประชุมจึงมีมติเป็นเอกฉันท์รับรองร่าง มติที่เป็นเอกฉันท์คือการส่ง “สาร” ที่สำคัญให้แก่ประชาชนในมลรัฐต่างๆ มีมติรับรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งจะต้องมีประชาชนใน 7 มลรัฐขึ้นไปมีมติรับรอง รัฐธรรมนูญจึงจะประกาศให้เป็นเครื่องมืออันสำคัญยิ่งที่จะสร้างประเทศให้แข็งแกร่งต่อไปได้

ต่อมามลรัฐต่างๆ ก็มีมติรับรองร่างรัฐธรรมนูญนี้จนครบ 7 รัฐ แต่มีการรอจนได้มติจาก 9 รัฐแล้ว จึงประกาศใช้

การประชุมที่ฟิลาเดลเฟียครั้งนั้นเดิมเรียกว่า “การประชุมใหญ่ที่ฟิลาเดลเฟีย” (Philadelphia Convention) แต่เพราะมีผลให้เกิดรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสำคัญยิ่ง ต่อมาจึงเรียกการประชุมครั้งนั้นว่า “การประชุมใหญ่ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2330” (The Constitutional Convention 1787

ในการอภิปรายเพื่อโน้มน้าวให้ที่ประชุมรับรองร่างรัฐธรรมนูญ เบนจามิน แฟรงคลิน ได้ชี้ชวนให้ผู้เข้าประชุมดูภาพเขียนบนฉากหลังของประธานคือ จอร์จ วอชิงตัน ซึ่งเป็นภาพพระอาทิตย์กำลังจะขึ้น แล้วกล่าวว่า เป็นการยากสำหรับช่างภาพที่จะเขียนภาพให้เห็นความแตกต่างระหว่างดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้นกับดวงอาทิตย์ที่กำลังตก ตัวเขาเองตลอดเวลาที่เข้าร่วมประชุมก็มีความหวังขึ้นๆ ลงๆ เมื่อมองภาพนั้นก็ไม่สามารถจะบอกได้ว่าพระอาทิตย์กำลังจะขึ้นหรือกำลังจะตก แต่บัดนี้เขามีความสุขที่รู้ว่ามันคือภาพพระอาทิตย์ที่กำลังขึ้น ไม่ใช่พระอาทิตย์ที่กำลังตก

เบนจามิน แฟรงคลิน กล่าวถูกต้อง เพราะนับแต่นั้นพระอาทิตย์เหนือท้องฟ้าสหรัฐก็ทอแสงค้างฟ้าอย่างยิ่งใหญ่มาจนทุกวันนี้ และคนอเมริกันจำนวนมากกล่าวขานถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า “มหัศจรรย์แห่ง ฟิลาเดลเฟีย” (Miracle at Philadelphia)

แต่รัฐธรรมนูญก็คือรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญสหรัฐสามารถเป็นเครื่องมือสร้างสหรัฐให้ยิ่งใหญ่ได้นั้น ก็ด้วยบารมีผู้นำ ผู้มีหน้าที่ในทุกองคาพยพที่รัฐธรรมนูญกำหนด และที่สำคัญคือประชาชนอเมริกันล้วนมีส่วนในการทำให้รัฐธรรมนูญศักดิ์สิทธิ์และเป็นเครื่องมือสร้างและพัฒนาชาติอย่างแท้จริง กลไกสำคัญกลไกหนึ่งที่สหรัฐใช้ในการสร้าง พัฒนา และปฏิรูปการเมืองการปกครองจน “เข้ารูปเข้ารอย” และยิ่งใหญ่มาถึงปัจจุบัน คือ กลไก “ตุลาการภิวัฒน์” (Judicial Review)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท