
หมดคราบวิกฤตซับไพรม์ ศก.มะกันโตเดี่ยวสวนตลาดโลก
เศรษฐกิจของสหรัฐสามารถยืนหยัดอย่างแข็งแกร่ง ถึงแม้ทั่วโลกจะเผชิญกับภาวะความวุ่นวายด้านวิกฤตภัยคุกคามก็ตาม
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
เศรษฐกิจของสหรัฐสามารถยืนหยัดอย่างแข็งแกร่ง ถึงแม้ทั่วโลกจะเผชิญกับภาวะความวุ่นวายด้านวิกฤตภัยคุกคามก็ตาม ทั้งวิกฤตยูเครนที่นับว่าเป็นความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับสหรัฐที่เลวร้ายที่สุดในยุคหลังสงครามเย็น ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในแอฟริกายังไม่มีทีท่าว่าจะควบคุมได้ ฯลฯ
ยืนยันได้จากดัชนีชี้วัดตลาดหลักทรัพย์เมืองลุงแซมที่ทะยานขึ้นไปทำสถิติใหม่ติดต่อกันหลายสัปดาห์ในช่วงที่ผ่านมา นับเป็นตัวบ่งชี้ว่าสุขภาพของเศรษฐกิจสหรัฐปรับตัวดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา และกำลังกลายเป็นมนต์เสน่ห์ใหม่ในการดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลกเข้าสู่สหรัฐ จนแทบไม่เหลือเค้าของชาติจุดเริ่มต้นแห่งวิกฤตซับไพรม์ ที่ทำให้บรรยากาศเศรษฐกิจอึมครึมไปตลอดช่วง 20092014 อีกต่อไป
นอกจากนี้ สหรัฐยังนับเป็นชาติเดียวในโลกที่เศรษฐกิจดูดีอย่างโดดเด่น ขณะที่กลุ่มชาติเศรษฐกิจขนาดใหญ่รายอื่นๆ อาทิ จีน สหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่น ยังคงเผชิญอยู่กับปัญหาความซบเซา
รัฐบาลกรุงปักกิ่งต้องพยายามต่อสู้กับความซบเซาของสัดส่วนการลงทุนและการปล่อยสินเชื่อที่ลดลงจากการปฏิรูปเศรษฐกิจ ถึงแม้ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายจะคาดว่าจีนจะกลายเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกตัวใหม่หลังวิกฤตซับไพรม์ปี 2008 ก็ตาม
ด้านผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของญี่ปุ่นออกมาไม่ดีนัก เนื่องจากการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีการค้าก่อนหน้านี้ ทำให้การบริโภคภายในญี่ปุ่นในไตรมาส 2 ซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกันสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ยังคงเผชิญกับผลกระทบของการคว่ำบาตรที่ตนเป็นผู้ก่อ ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับช่วงที่กำลังเสี่ยงกับเศรษฐกิจถดถอยพอดี
สหรัฐจึงนับเป็นชาติเดียวในขณะนี้ที่เศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่งเป็นดาวเด่น ท่ามกลางบรรยากาศความมืดมนของเศรษฐกิจทั่วโลก
สำหรับเหตุผลที่เศรษฐกิจสหรัฐสามารถยืนหยัดต้านทานภาวะเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ได้ ก็ด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งชนิดยากที่จะหาชาติใดในโลกเทียบได้ นอกจากนี้ยังมีตลาดบริโภคภายในขนาดใหญ่ทำให้เป็นเรื่องยากที่เศรษฐกิจสหรัฐจะผันผวนไปตามเศรษฐกิจโลก
ยืนยันได้จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มักให้ความสำคัญใช้ “การจ้างงาน” เป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจเป็นอันดับต้นๆ เนื่องจากการจ้างงานเป็นแรงผลักดันการบริโภคภายในที่สำคัญอย่างชัดเจน ซึ่งปรากฏว่าในปีนี้สัดส่วนการจ้างงานเมืองลุงแซมเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉลี่ยอยู่ที่ราว 2.3 แสนตำแหน่ง/เดือน ขณะที่ในปีก่อนหน้าอยู่ที่ราว 3.5 หมื่นตำแหน่งเท่านั้น
ไดแอน สวอนค์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของวาณิชธนกิจ เมซิโรว ไฟแนนเชียล แสดงความเห็นว่า เฟดจะยังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนกว่าจะได้เห็นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสัดส่วนการเติบโตของรายได้ที่แท้จริง
นอกจากนี้ รายได้ของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี “สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ 500” ยังปรากฏมีกำไรในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นราว 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งนับเป็นไตรมาสที่กำไรโตสูงที่สุดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นับเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นวิ่งขึ้นไปทำ “นิวไฮ” อย่างต่อเนื่อง
สำหรับปัจจัยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ นโยบายกระตุ้นของเฟด ทั้งการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตลาดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หรือที่รู้จักกันในนามนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) และนโยบายคงอัตราดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์
ในปัจจุบันแม้เฟดจะปรับลดการใช้คิวอีเหลือเพียง 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ/เดือน จากเดิมที่ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ/เดือน ทว่าเฟดยังคงใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำต่อไป นับเป็นการกระตุ้นให้การขอสินเชื่อเพื่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจทำได้ง่ายขึ้น
ด้านนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อกันว่า ทางเฟดจะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจนกว่าจะถึงช่วงกลางปี 2015 ซึ่งสะท้อนว่าสหรัฐยังคงแรงหนุนทางเศรษฐกิจเช่นนี้ได้อีกเกือบปี
กระนั้นก็ตาม แม้จะเป็นที่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้จะฟื้นตัวดีสวนกระแสโลก แต่ยังเป็นที่กังขาสำหรับนักวิเคราะห์โดยทั่วไปว่าเศรษฐกิจสหรัฐในขณะนี้จะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนหรือไม่?
ก็เนื่องด้วย อันที่จริงตลาดแรงงานสหรัฐที่ฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดนั้น กลับเป็นสัดส่วนที่เติบโตจากแรงงานที่เข้าไปอยู่ในตำแหน่งงานชั่วคราวเสียมากกว่าในตำแหน่งงานประจำ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีความมั่นคงและสามารถถูกเลิกจ้างได้ตลอดเวลา ฉะนั้นตัวเลขสถิติการจ้างที่ถึงแม้จะออกมาดูดีก็ตาม แต่ยังคงแฝงไปด้วยความไม่น่าไว้วางใจ
ยิ่งไปกว่านั้น สภาพคล่องที่ทางเฟดหวังใช้อัดฉีดเพื่อเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น กลับไปกระจุกตัวอยู่ในตลาดทุนและตลาดการเงินจากการเก็งกำไรของนักลงทุนเสียมากกว่าจะถูกใช้ไปในการขับเคลื่อนการค้าและการลงทุนที่แท้จริง กรณีดังกล่าวทำให้ตลาดทุนของสหรัฐเผชิญความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะเกิดภาวะฟองสบู่ เนื่องจากตลาดหุ้นเติบโตอย่างไม่สอดคล้องกับสภาพจริงทางเศรษฐกิจ
ริชาร์ด ฟิสเชอร์ ประธานเฟด สาขาดัลลาส เคยแสดงความกังวลต่อกรณีดังกล่าวว่า แม้ตลาดจะมีภาวะความผันผวนต่ำ แต่เจ้าตัวก็ไม่คิดว่าตลาดหุ้นสหรัฐกำลังอยู่ในสภาวะที่ดี
นอกจากนี้ ด้านบทวิเคราะห์ของเอพีได้ระบุว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคสหรัฐยังเปลี่ยนไปจากช่วงก่อนวิกฤตปี 2009 อย่างเห็นได้ชัด โดยชาวอเมริกันมีพฤติกรรมประหยัดมากขึ้น ซึ่งหมายความว่าสินค้าต่างๆ ไม่ได้ขายง่ายเหมือนแต่ก่อน
นอกจากนี้เศรษฐกิจสหรัฐที่เติบโตอย่างโดดเด่น ขณะที่เศรษฐกิจของชาติอื่นๆ บนโลกยังคงซบเซานั้น แม้จะมีแง่ดีในการสร้างข้อเปรียบเทียบเพื่อดึงดูดนักลงทุนในช่วงนี้ ทว่าหากมองในระยะยาวและพิจารณาจากสถานการณ์โลกในยุคโลกาภิวัตน์ เศรษฐกิจสหรัฐย่อมไม่สามารถจะเติบโตโดดเดี่ยวเช่นนี้ต่อไปได้นานนัก หากเศรษฐกิจประเทศอื่นยังคงซบเซา เนื่องจากการค้าการลงทุนในปัจจุบันนั้นสัมพันธ์กันทั้งโลก
ยิ่งไปกว่านั้นเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่มีแรงขับเคลื่อนอย่างเพียงพอที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจทั้งโลกเติบโตตามอีกด้วย ด้วยความที่เงินส่วนใหญ่ไปโตอยู่ที่ตลาดเงินและตลาดทุนอย่างที่ได้ระบุไปแล้ว
ฉะนั้น แม้ขณะนี้เศรษฐกิจสหรัฐจะโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็น่าเชื่อว่าจะเป็นเพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น สำหรับในระยะยาวหากทั่วโลกยังไม่ฟื้น ก็นับว่าเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐจะถูกดึงสู่ภาวะซบเซาอีกครั้ง







