
"ระพี สาคริก"เตือนระวังโจร
ไม่เช่นนั้นแล้วในอนาคตอันไม่ไกลนัก เราคงได้เห็นโจรสวมหน้ากากปล้นแผ่นดินไทย
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
ความตอนหนึ่งที่ปรากฏในเฟซบุ๊กส่วนตัวของศาสตราจารย์ ระพี สาคริก นักวิชาการอาวุโส เมื่อวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา ให้ภาพความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับ “ประเทศไทย” จากพฤติกรรมกลุ่มบุคคลที่ท่านนิยามไว้ว่าเป็น “โจรปล้นแผ่นดิน”
นั่นเพราะลึกลงไปใต้ผืนแผ่นดิน มี “ทองคำ” มูลค่ามหาศาลหลบตัวอยู่
“ผมขอเรียนว่าเราพบ ‘ทางแม่’ แร่ทองคำหลายร้อยตันอยู่ในผืนแผ่นดินไทย ซึ่งควรถือสิทธิโดยคนไทยทั้งชาติ ก่อนที่มนุษย์ผู้โลภมากจะเอาไปครองเพื่อส่งขายให้คนต่างชาติ ไม่เช่นนั้นแล้วในอนาคตอันไม่ไกลนัก เราคงได้เห็นโจรสวมหน้ากากปล้นแผ่นดินไทย เพราะกอบโกยเอาไปขายให้ชาวออสเตรเลีย ข่าวนี้เป็นข่าวที่เชื่อถือได้”
“...ทองคำ 600-700 ตัน ถ้าจะขุดก็ควรขนไปเก็บไว้ในท้องพระคลัง เพราะทองคำเป็นแร่ที่ใช้เป็นหลักประกันเศรษฐกิจของชาติ ซึ่งทั่วโลกยอมรับ”
ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมพบว่าเหมืองทองแห่งนี้อยู่ที่ จ.พิจิตร ค้นข้อมูลเบื้องต้นจากเว็บไซต์กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม ทำให้ทราบว่าตั้งอยู่ที่ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ สัมปทานโดย บริษัท อัคราไมนิง รีซอร์สเซส
บริษัทแห่งนี้รับประทานบัตรใน จ.พิจิตร รวมแล้ว 8 ฉบับ โดย 3 ฉบับแรก เริ่มตั้งแต่วันที่ 19 มิ.ย. 2543 สิ้นสุดวันที่ 18 มิ.ย. 2563 รวมพื้นที่กว่า 866 ไร่ และอีก 5 ฉบับ เริ่มในวันที่ 21 ก.ค. 2551 หมดอายุวันที่ 20 ก.ค. 2571 รวมพื้นที่กว่า 1,307 ไร่
เอกสารสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ นร 1104/0094 ลงวันที่ 12 ม.ค. 2552 เรื่อง นโยบายการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ ระบุว่า บริษัท อัคราไมนิงฯ จ่ายค่าภาคหลวงให้กับรัฐเพียง 383.82 ล้านบาท จากแร่ทองคำและแร่เงินที่ผลิตได้ในปี 2544-2550 มูลค่ากว่า 1.2 หมื่นล้านบาท
ข้อมูลจาก A Euromoney Institutional Investor Company (EMIS) พบว่า บริษัท อัคราไมนิงฯ เป็นบริษัทในเครือ Kingsgate Consolidated Limited ประเทศออสเตรเลีย
สำหรับผลกระทบของการดำเนินกิจการเหมืองแร่ จากการตรวจสารพิษในสิ่งแวดล้อมบริเวณพื้นที่ พบการปนเปื้อนของโลหะหนักและ สารพิษ และยังพบอีกว่าจะมีการขยายสัมปทานพื้นที่การทำเหมือง เป็นเหตุให้นักวิชาการจากสองสถาบันการศึกษาชั้นนำอย่างมหาวิทยาลัยรังสิตและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกันตั้งคณะทำงานขึ้น เพื่อศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
อาภา หวังเกียรติ ผู้ช่วยคณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และอาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรังสิต หนึ่งในทีมวิจัย เล่าว่า กระบวนการทำเหมืองทองคำในพื้นที่ จ.พิจิตร นั้นมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่การเริ่มกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นที่เกิดจากการระเบิดภูเขา การเอาสินแร่มาแยกเป็นทองคำ ซึ่งจะทำให้น้ำมีสภาพเป็นกรด โลหะส่วนเกินที่หลุดออกมาสู่สิ่งแวดล้อมจากกระบวนการสกัด หรือ แม้กระทั่งของเสียที่ถูกกักเก็บไว้ในบ่อกักเก็บของเสีย ก็ยังหลุดออกมาปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม
“ผู้ที่ได้รับผลกระทบก็คือชาวบ้านในชุมชน ซึ่งพบว่ามีอัตราการป่วยเป็นมะเร็งและอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น ถือว่าไม่มีความคุ้มค่าเมื่อพิจารณาจากผลประโยชน์ที่คนในพื้นที่หรือ คนไทยได้รับ” อาจารย์อาภา สรุปความ
นักวิชาการดีกรีดอกเตอร์รายนี้ บอกอีกว่า อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของเหมืองแร่คือผลประโยชน์ไม่ได้ตกอยู่ในเมืองไทย แต่กลับตกอยู่กับชาวต่างชาติที่ได้รับสัมปทานไป และแม้ว่า จ.พิจิตร จะเป็นแหล่งแร่ทองที่ดีที่สุดในประเทศ แต่ทุกการขุดแร่ 1,000 กิโลกรัม จะได้ทองคำหนักเพียง 18 กรัมเท่านั้น ซึ่งถือว่า “ได้ไม่คุ้มเสีย” หากเทียบกับผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งหมด
“เดิมทีก็ได้รับผลกระทบอยู่แล้ว เกรงว่าหากมีการขยายพื้นที่ผลกระทบก็จะยิ่งขยายออกไปเป็นวงกว้าง จึงมีการทำเรื่องร้องเรียนไปยังทางจังหวัด และเรื่องก็ถูกส่งต่อไป ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ แล้ว”อาภา ระบุ







