
สนช.หนุนงบปี58กระตุ้นการพัฒนาประเทศ
สนช.เห็นด้วยหลักการงบประมาณปี58 หวังตอบโจทย์การแก้ปัญหา-ปฏิรูปประเทศ-ผลักดันเศรษฐกิจ
สนช.เห็นด้วยหลักการงบประมาณปี58 หวังตอบโจทย์การแก้ปัญหา-ปฏิรูปประเทศ-ผลักดันเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 18 ส.ค. ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ชี้แจงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 วงเงิน 2.57 ล้านล้านบาท ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีสนช. แสดงความประสงค์จะอภิปรายทั้งสิ้น 17 คน ซึ่งได้จัดเวลาให้อภิปรายคนละ 10 นาที โดยมีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช. คนที่1 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม
นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สนช.อภิปรายว่า ปัญหาส่วนหนึ่งคือการจัดสรรงบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนาซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ประเทศที่มีรายได้ปานกลางพัฒนาได้ ดีใจที่ปีนี้งบประมาณด้านวิจัยและการพัฒนาเพ่ิมขึ้นแต่ควรเน้นว่า โจทย์วิจัยควรมาจากประชาชนผู้ต้องกาารใช้งานวิจัยไม่ใช่มาจากฝั่งผู้วิจัย และเน้นวิจัยทั้งเนื้อหา และระบบ
นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สนช. กล่าวว่า ยุทธศาสตร์การฟื้นฟูความเชื่อมั่นเร่งรัดวางพื้นฐานดีงาม ในส่วนนโยบายปรองดอง กระจายอยู่ในกระทรวงกลาโหม 54 ล้านบาท มหาดไทย 296 ล้านบาท แรงงาน 26 ล้านบาท ซึ่งเห็นว่ายังมีกลไกสำคัญกลุ่มใหญ่คือกรมการศึกษานอกโรงเรียน ซึ่งดูแลคน 1.6 ล้านคน มีศูนย์การศึกษาพื้นที่ 8,000 แห่ง ทั่วประเทศ จึงอยากให้ผลักดันเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการปรองดอง
ในส่วนปัญหาเยาวชนไทย ติดยาเสพติด 1.2 ล้านคน ท้องก่อนวัย 1.3 แสนคน ต้องคดีปีละ 3 หมื่น แต่จะเห็นว่างบเยาวชนที่กระจายไปในการจัดกิจกรรมแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะงบสภาตำบลเพียงปีละ 8 ล้านบาท ทั้งที่มีถึง 8000 แห่ง จึงอยากให้ให้ความสำคัญกับส่วนนี้ เพ่ิมเติม นอกจากนี้ส่วนของงบประมาณการดูแลบุคคลไร้สัญชาติ เกือบ 2 แสนคน แต่ในระบบประกันสุขภาพมีการตั้งงบไว้รอบรับ 9.9 หมื่นคนจึงไม่น่าจะเพียงพอ
นายวัลลภ กล่าวอภิปรายพร้อมแสดงภาพตัวอย่างเครื่องเล่น ในศูนย์ประจำตำบล พร้อมระบุว่าจากการตรวจสอบเครื่องเล่นเด็ก "ชุดป้อมปืนใหญ่สไลเดอร์" ราคาข้างนอกขาย 2-4 หมื่นล้านบาท แต่ในงบประมาณ ปี 2558 สูงถึง 9.8 แสนบาท ซึ่งอยู่ในงบกรมการท่องเที่ยว เป็นงบลงทุนค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง หลายชุดรวม 600 กว่าล้านบาทและเรื่องนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจึงไม่อยากให้เกิดเหตุซ้ำรอยนี้อีก
นายสนิท อักษรแก้ว สนช. กล่าวว่า อยากเห็นบ้านเมืองไปสู่การพัฒนาด้วย 2 ยุทธศาสตร์ คือ 1.ยุทธศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ 2.ยุทธศาสรตร์พัฒนาการวิจัยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์แรกถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะไทยตั้งอยู่ในภูมิศาสตร์อันสมบูรณ์ แต่ระบบการจัดการไม่ค่อยกระทัดรัด มีการบุกรุก ไม่เกรงกลัวกฎหมาย จึงเป็นเรื่องดีหากเอาจริงตามคำประกาศหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ส่วนยุทธศาสตร์ที่สอง ถือว่ามีการแข่งขันเรื่ององค์ความรู้ พื้นฐานการวิจัย แต่ไทยการแก้ไขไม่ยึดองค์ความรู้ ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้น งบประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท ถือว่ายังน้อย เพราะการวิจัยต้องใช้เวลา ซึ่งในการตัดสินไม่อยู่บนองค์ความรู้ทำให้บ้านเมืองเสียหาย ดังนั้น อยากให้มีงบวิจัยมากขึ้น และงบประมาณที่ทำถือว่าบูรณาการจริงๆ แต่ต้องบูรณาการเรื่องกิจกรรมชัดเจน และส่วนตัวไม่ขัดข้องและเห็นชอบในการรับหลักการครั้งนี้
นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ สนช. กล่าวว่า สิ่งที่คาดหวังให้สำเร็จคือการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะชัดเจนว่าอาเซียนเปิดตัวในปี 2558 แต่งบประมาณที่ตั้งเพิ่มจากปีที่ผ่านมา 5 หมื่นล้านบาทรวม 2.5 ล้านบาท ถามว่าจะรองรับการเติบโตอาเซียนได้อย่างไร
นอกจากนี้ การทำให้เอสเอ็มอีได้รับประโยชน์ เพราะเอสเอ็มอีถือว่ามีศักยภาพในการลงทุน และการเปิดตลาดใหม่ จะเพิ่มประสิทธิภาพการวิจัยตามมาอีกมาก และทำอย่างไรให้เอสเอ็มอีไปสู่ตลาดใหม่ ขณะที่ตลาดเก่าเช่นในประเทศ ก็ต้องได้รับการแก้ไข
ส่วนการลงทุนเรื่องรถไฟรางคู่ ส่วนตัวให้การสนับสนุนเพราะมีศักยภาพ อีกทั้ง กระทรวงคมนาคมได้งบเพิ่มเติม แต่ไม่แน่ใจตอบโจทย์ได้หมดหรือไม่ และการจัดเก็บภาษีบุคคลธรรมดา ด้วยการขยายฐานส่วนตัวเห็นด้วย แต่ภาษีนิติบุคคล ควรจะมีการศึกษาให้ดีจากต่างประเทศในเรื่องดังกล่าว เพราะอาจทำให้จัดเก็บได้น้อยกว่าที่ควรเป็น
ขณะที่ นายสมชาย แสวงการ สนช. งบประมาณที่ผ่านมาค่อนมีปัญหา เพราะข้าราชการทุกกระทรวงตั้งไว้เผื่อไปทุจริต จึงทำให้บ้านเมืองเดินต่อไปไม่ได้ แต่ครั้งนี้เป็นเรื่องดีที่มีการตั้งงบตรงจากกระทรวง โดยไม่มีการตั้งเผื่อการทุจริตไว้ แต่ควรวางแผนประเทศจะเดินไปทิศทางไหน จากประเทศด้อยพัฒนา กำลังพัฒนา เพราะไทยถือเป็นประเทศเกษตรกรรม
ส่วนเรื่องระบบโลจิสติกส์รถไฟรางคู่ ส่วนตัวเห็นด้วยเพราะพอเพียงต่อการขนส่งสินค้า รวมทั้งเชื่อมต่อไปยังต่างประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น นอกจากนี้ อยากฝากกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องสถาบันและความมั่นคงประเทศช่วยป้องกัน เพราะสถาบันอยู่คู่แผ่นดินไทยมานาน ดังนั้น งบที่จะดำเนินการที่ผ่านมาๆ เป็นการลูบหน้าปะจมูก จึงเป็นหน้าที่หน่วยงานเกี่ยวข้องช่วยอธิบายให้คนรุ่นใหม่รับทราบ







