
ออมสิน...ขอแยกบัญชีสนองนโยบายรัฐ
ออมสินเตรียมเสนอคลังขอแยกบัญชีดำเนินการตามนโยบายรัฐ หลังถูกใช้ให้อุ้มตั้งแต่เอสเอ็มอี สหกรณ์ ยันรัฐวิสาหกิจที่มีผลดำเนินงานขาดทุน
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
ออมสินเตรียมเสนอคลังขอแยกบัญชีดำเนินการตามนโยบายรัฐ หลังถูกใช้ให้อุ้มตั้งแต่เอสเอ็มอี สหกรณ์ ยันรัฐวิสาหกิจที่มีผลดำเนินงานขาดทุน
ธัชพล กาญจนกูล รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า คณะทำงานเพื่อพิจารณาการแยกบัญชีโครงการตามนโยบายรัฐ (พีเอสเอ) ได้หารือเพื่อเตรียมความพร้อมโครงการที่จะเสนอคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ได้พิจารณาโครงการที่ธนาคารต้องการเสนอขอแยกเป็นบัญชีพีเอสเอ
เบื้องต้นมี 4 โครงการ คือ การช่วยเหลือสภาพคล่องให้ระบบสหกรณ์ กรณีของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่มีการหารือระหว่างอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับทางกระทรวงการคลัง เพื่อขอให้ธนาคารออมสินปล่อยกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ 2,000 ล้านบาท ซึ่งทางธนาคารยื่นเงื่อนไขขอให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นต้องทำแผนฟื้นฟูมาเสนอก่อน เพื่อให้มั่นใจเรื่องทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจนจากนี้ โดยทางกรมส่งเสริมสหกรณ์รับเรื่องไปหารือกับกระทรวงการคลังและทาง คสช. ถึงเรื่องการส่งแผนฟื้นฟูที่ชัดเจนให้แล้วเสร็จก่อน
สำหรับมาตรการระยะสั้นที่จะให้ธนาคารออมสินปล่อยกู้ให้สมาชิกสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบ ก็จะแยกระหว่างกลุ่มที่มีรายได้ประจำ สามารถยื่นเรื่องขอสินเชื่อในโครงการธนาคารประชาชนได้ ส่วนผู้เกษียณที่ฝากเงินกับสหกรณ์และได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่มีรายได้ หากต้องการให้ปล่อยกู้จริงจะต้องขอให้แยกบัญชีพีเอสเอแน่นอน เพราะถือเป็นกลุ่มเสี่ยง
สำหรับกรณีที่สอง ได้แก่ การปล่อยกู้จำนวน 1.5 หมื่นล้านบาท ให้กับโรงงานที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบ เช่น โรงงานถุงมือยาง ล้อรถ เพื่อขยายโรงงานผลิตสินค้าให้มากขึ้นในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เป็นเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินกู้ที่มีระยะเวลา (เอ็มแอลอาร์) ลบ 4% ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 6.875% ดังนั้นผู้มากู้จ่ายเพียง 2.875% เท่านั้น ที่เหลือ 4% รัฐออกให้ โดยคาดว่าจะเริ่มปล่อยกู้ได้ในช่วงเดือน ก.ย.นี้
ขณะที่โครงการที่สาม ได้แก่ โครงการความร่วมมือกับ 6 องค์กรในการปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอี ที่มีวงเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท แยกเป็นวงเงินสินเชื่อ 8,000 ล้านบาท และแผนการตั้งกองทุนร่วมทุน หรือเวนเจอร์แคปปิตอลอีก 2,000 ล้านบาท โดยจะปล่อยกู้รายละไม่เกิน 10 ล้านบาท มีทั้งเงินกู้ระยะสั้นและเงินกู้ระยะยาว ซึ่งถือเป็นโครงการที่เสี่ยงเพราะเน้นกลุ่มเอสเอ็มอีที่เพิ่งเริ่มดำเนินกิจการ ยังไม่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมากนัก ซึ่งตามปกติการปล่อยกู้ประเภทนี้จะมีลูกหนี้เสียราว 2025% และโครงการสุดท้าย ได้แก่ การปล่อยเพื่อเสริมสภาพคล่องให้รัฐวิสาหกิจที่มีผลประกอบการขาดทุน เช่น กรณีของบริษัท การบินไทย ที่เสนอขอสภาพคล่อง แต่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเรื่องหลักประกันหรือผู้ค้ำประกัน เพราะหากเป็นการกู้ที่ไม่มีหลักประกันธนาคารจะได้รับความเสี่ยงค่อนข้างมาก







