
หนี้ท่วมหัว
...จิตติมา ชวลิตนิมิตกุล
"คำว่าช็อกยังน้อยไป ถ้าผมประมาททำไฟไหม้ร้านเอง จะเสียใจน้อยกว่านี้ ถ้าเป็นเพื่อนๆร้านอื่นทำไฟไหม้ ผมก็จะเสียใจน้อยกว่านี้........."
อดิเทพ อิงคุทานนท์ เจ้าของร้านแว่นตาจิออร์จิโอ สยามสแควร์ซอย 4 เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการหลายร้อยร้านย่านสยามสแควร์ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเหตุการณ์วางเพลิงเมื่อค่ำคืนวันที่ 19 พ.ค.
เขานั่งจับเข่าคุยที่ชั้นใต้ดิน ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยย้อนว่า วันนั้น ที่เกิดเรื่อง เขาจับตาสถานการณ์ตั้งแต่ 14.00 น. พอช่วงสามทุ่มคืนนั้น ได้ทราบข่าวจากโทรทัศน์ ว่าโรงหนังสยามถูกไฟไหม้ คิดว่าคงไหม้แถวหน้าโรงหนัง แต่พอผ่านไปช่วง ตี 23 รู้ว่ามีความพยายามเผาสยามอีกรอบ พอตี 45 ถึงรู้ว่าร้านไปแล้ว
ตอนนั้นคำว่าช็อกยังน้อยไป เพราะความรู้สึกนั้น
“ช็อก...ยิ่งกว่าช็อก” เนื่องจากสินค้าในร้านเป็นแว่นตาแบรนด์เนมมูลค่าสูง ถูกสต๊อกไว้ในร้านนับพันชิ้น เพราะไม่คาดคิดว่าเหตุร้ายนี้จะเกิดขึ้นได้ ส่วนความเสียหายนั้นเฉพาะสินค้าหมดไป 23 ล้านบาท รวมอาคาร อุปกรณ์เครื่องมือเบ็ดเสร็จราวๆ 35 ล้านบาทเจ้าของร้านจิออร์จิโอ เล่าว่า ตลอดช่วงการชุมนุมที่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 12 มี.ค.เป็นต้นมา จิออร์จิโอ ยังคงเปิดร้านขายของตามปกติ ซึ่งก็เหมือนๆกับเพื่อนๆในละแวกเดียวกัน เพราะไม่รู้ว่าปิดร้านแล้วจะไปทำอะไรที่ไหน ซึ่งการมาเปิดร้านก็ถือเป็นการเฝ้าร้านด้วย คอยดูทรัพย์สินไปด้วย ระหว่างนี้ ก็ยังให้พนักงานในร้านมาทำงานเหมือนเดิม ไม่มีการลดการจ้างงานลง เพื่อนๆร้านอื่นๆก็ทำเช่นเดียวกัน เพื่อให้ลูกจ้างได้มีงานทำไม่ตกงาน
“
ตลอดช่วงการชุมนุมร้านเราเปิดตลอด ไม่เคยปิด จนกระทั่งรัฐบาลสั่งให้คนในพื้นที่ออกมา เราถึงต้องออก แต่พอออกมาได้ 1 อาทิตย์เท่านั้น ร้านก็ไปเลย ไฟไหม้ร้าน แว่นตาโดนขโมย” อดิเทพ เล่าผลกระทบที่ตามมาคือ หนี้ท่วมหัวเพียงชั่วข้ามคืน เพราะแว่นตาที่โดนขโมยไปนั้นมีจำนวนร่วมพันชิ้น และแต่ละชิ้นสนนราคาตั้งแต่ 5,000 บาท ไปจนถึง 2 หมื่นบาท สินค้าเหล่านี้รับมาจากดีลเลอร์โดยอาศัยเครดิต ยังไม่ได้ชำระค่าสินค้าด้วยซ้ำ กลับโดนฉกไปหมด
"แว่นตาแบรนด์เนม ต้นทุนเราสูง แต่กำไรเราไม่มาก อันนึงกำไร 1,0001,500 บาทเท่านั้น เน้นขายทำปริมาณ เรากินส่วนต่างแพงไม่ได้ เดี๋ยวนี้โดนแว่นก๊อปตีตลาด เศรษฐกิจไม่ดี ขายได้น้อยอยู่แล้ว พอมีชุมนุม ขายแทบไม่ได้เลยตลอด 2 เดือน เปิดร้านมีค่าใช้จ่าย แต่ลูกค้าไม่เข้า ทุนที่มีเริ่มร่อยหรอ ตัวเลขติดลบ พอชุมนุมเลิก ไฟไหม้ ของถูกขโมย กลายเป็นหนี้เลย ต้องกู้เงินมาใช้หนี้อย่างเดียว" อดิเทพ เล่า
พ่อค้าผู้ไม่ย่อท้อ ยอมรับว่า ตอนนี้ยังมึนๆงงๆสงสารเพื่อนๆที่โดนหนักกว่า ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่คิดไว้แล้วว่า ตัวเองจะดิ้นรนทุกวิถีทาง จะเข้าไปคุยกับดีลเลอร์ที่ไปรับสินค้ามาขาย เข้าไปคุยกับธนาคาร 2 แห่ง ซึ่งไปกู้เงินมาก่อนหน้านี้ เพื่อขอประนอมหนี้ เรียกว่าเป็นหนี้ที่ไหนจะไปเจรจาให้หมด ยังไม่รวมถึงต้องหาเงินกู้ก้อนใหม่มาตั้งต้นทำมาหากินกันใหม่ด้วย ซึ่งก็คงประกอบวิชาชีพเดิม คือ ขายแว่นตา
พร้อมกันนั้น จะวิ่งเรื่องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล ถ้ามีจัดสรรเงินกู้ ก็อยากได้เงินกู้ที่ไม่ต้องชำระเงินต้น 12 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ และอยากให้รัฐบาลช่วยคุยกับบริษัทประกันให้ยืดหยุ่นหน่อย ประกันอัคคีภัยอยากให้ช่วยชดเชยสินไหม โดยไม่เคร่งครัดว่าไหม้เพราะจลาจล หรือก่อการร้าย จะไม่จ่าย อย่างน้อยจ่ายบางส่วนก็ได้ หรือให้รัฐบาลช่วยชดเชยส่วนนี้
ทั้งหมดนี้จะไม่ขอเอาตัวรอดคนเดียว จะขอแก้ไขปัญหาไปพร้อมเพื่อนผู้ร่วมชะตากรรมรายอื่นๆ ซึ่งชะตากรรมเจ้าของร้าน ย่อมหมายถึงชะตากรรมลูกจ้างในร้านด้วย
ว่าแล้วเจ้าของร้านแว่นตา ก็ไล่เรียงรายชื่อให้ฟังว่าใครบ้างที่เสียหาย มีร้านลีฟวิ่ง ดอลล์ ร้านแทงโก้ ร้านกาโต้ เฮาส์ ร้านบอย ทีเชิ้ต ร้านเทปเก่าแก่อินเตอร์ มิวสิค ... นั่งไล่ชื่อได้สักแป๊บ ก็หยุด เพราะมีเยอะจริงๆ
"ร้านค้าแถวนี้ เป็นแลนด์มาร์คทั้งนั้น คือ ถ้าใครอยากซื้อแว่นมาร้านผม อยากกินมะม่วงมาร้านแมงโก้ แทงโก้ อยากตัดชุดราตรีต้องไปร้านบิกินี่ ลูกค้าจะตั้งใจมาสยามสแควร์ และเจาะจงถ้าซื้อไอ้นู่นต้องร้านนู้น ซื้อไอ้นี่ต้องร้านนี้ ร้านพวกนี้ไปหมดแล้ว"
อดิเทพ ได้ลุกขึ้นมาเป็นตัวตั้งตัวตี รวบรวมรายชื่อเพื่อนๆเท่าที่จะทำได้ซึ่งได้มา 150 รายชื่อ เดินเรื่องเข้าพบ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ราบ 11 เวลา 11.00 น.ของวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา แม้ต้องผิดหวังเพราะกำหนดการถูกยกเลิก 1 ชั่วโมงก่อนเวลานัด ซึ่งอดิเทพ เล่าภายหลังว่า ที่ต้องการพบนายกฯ เพราะผู้ประกอบการทุกราย อยากได้ความมั่นใจ อยากให้นายกฯปลอบขวัญและยืนยันเรื่องความช่วยเหลือ เพราะลำพังการกรอกข้อมูลลงกระดาษ ไม่ได้ทำให้สบายใจขึ้นมา แต่อดิเทพตั้งใจจะขอพบตัวแทนจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อรับฟังแนวทางความช่วยเหลือ พร้อมจะเสนอให้จุฬาฯ จัดสรรพื้นที่ขายของชั่วคราว ช่วยให้ผู้ประกอบการที่ยังมีสินค้าเหลือในสต๊อก ได้นำออกมาขาย อดิเทพเริ่มเล็งๆไว้แล้วว่า พื้นที่ลานจอดรถหน้าฮาร์ดร็อกคาเฟ่ เป็นพื้นที่ๆเหมาะสม
"สยามเป็นหัวใจ เป็นรายได้หลัก ขายของไม่ได้ รายได้ไปหมด ใจจริงอยากกลับมาขายที่เดิม แต่จากสายตา ร้านไม่น่าซ่อมแซมได้ แต่จุฬาฯมีแผนก่อนหน้านี้อยู่แล้วว่าอีก 2 ปีจะทำใหม่ ก็ไม่รู้จุฬาฯจะว่าอย่างไร"
ตลอดการสนทนา อดิเทพ พูดไป ก็หัวเราะขำๆ เขาบอกว่าพยายามทำหน้าให้ยิ้มแย้มเข้าไว้ ไม่เครียด แต่ข้างในนั้นทุกข์ทนจนยากจะอธิบาย
“
คำว่าช็อกยังน้อยไป ถ้าผมประมาททำไฟไหม้ร้านเองจะเสียใจน้อยกว่านี้ ถ้าเป็นเพื่อนๆร้านอื่นทำไฟไหม้ ผมก็จะเสียใจน้อยกว่านี้.....แต่นี่...เขาจงใจวางเพลิงคนไทยด้วยกันเอง” อดิเทพ ทิ้งท้ายอย่างเจ็บปวด






