คนไทยกับการอุ้มบุญ
“อุ้มบุญ” เป็นวัฒนธรรมไทยแท้แน่นอน
“อุ้มบุญ” เป็นวัฒนธรรมไทยแท้แน่นอน
ไม่งั้นคณะ คสช.และคณะรัฐประหารทั้งหลาย (รวมทั้งการกำเนิดและพัฒนาการอะไรที่ผิดปกติในบ้านเมืองนี้) คงไม่สามารถอยู่รอดเติบใหญ่อยู่ในสังคมไทยมาได้จนถึงทุกวันนี้
ใครนะช่างคิดคำว่า “อุ้มบุญ” คำนี้ ?
วันก่อนจึงได้รับคำตอบจาก “คนข้างกาย” อรรถาธิบายว่า คำนี้เป็นคำที่มีมาแต่โบราณ แต่มีความหมายไปอีกทางหนึ่งไม่เหมือนที่นำมาใช้กันในปัจจุบัน คือสมัยก่อนจะแปลว่า “การเกิดของคนทั้งหลาย” ด้วยเหตุที่คนไทยนับถือศาสนาพุทธ จึงมีความเชื่อว่าคนที่จะมาปฏิสนธิในครรภ์มารดานั้นล้วนแต่เป็น “ผู้มีบุญ” เพราะต้องสร้างสมบุญกุศลหรือบารมีมาไม่มากก็น้อย
หมายความว่า ถ้าไม่มีบุญก็ไม่ได้มาเกิด
หรือถ้าจะมองแบบคนสมัยใหม่ ก็ขอให้เรานึกถึงภาพของคุณแม่หรือผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ เธอเหล่านี้จะเฝ้าทะนุถนอมลูกในครรภ์อย่างระมัดระวัง จะเดินเหินนั่งยืนก็ต้องเอาใจใส่ จะกินอะไรจะดื่มอะไรก็ต้องเลือกสรร ฯลฯ เด็กที่อยู่ในท้องจึงเหมือนผู้มีบุญอยู่ในที เพราะผู้ให้กำเนิดต้องประคบประหงมเป็นพิเศษ ถ้าไม่มี “บุญ” แล้วจะได้รับการปรนนิบัติที่ดีเลิศอย่างนี้ได้อย่างไร
ราว 20 กว่าปีก่อนมีข่าวคุณตั๊กมยุรา ธนะบุตร ดาราสาวสวย (ผู้เขียนเป็นแฟนคลับของเธอมาตั้งแต่ พ.ศ. 2528 และเคยไปเมืองจีนด้วยกัน ตอนที่ผู้เขียนตามท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ไปฉลองครบรอบ 10 ปี ความสัมพันธ์ไทยจีน เพราะตอนนั้นคุณตั๊กเป็นสะใภ้ของ พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา รมว.ต่างประเทศ) ประสบอุบัติเหตุไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ แฟนคลับหลายคนจึงเสนอให้เธอทำ “อุ้มบุญ” โดยให้น้องสาวเป็นคนอุ้มท้องให้
แต่ไม่น่าจะสำเร็จ เพราะเรื่องนี้เงียบหายไป
ผู้เขียนแต่งงานเมื่อ พ.ศ. 2532 เจ้าบ่าวก็ต้องถือว่าแข็งแรง เพราะอายุแค่ 30 ส่วนเจ้าสาวก็อายุต่างกันแค่ 2 ปี ปีที่ 1, 2, 3 ก็ไม่ได้กังวลอะไร เพราะยังไม่อยากมีลูกให้เป็นภาระ แต่พอเริ่มสร้างตัวได้ก็คิดที่จะมีลูก ทว่าไม่สำเร็จ จึงไปปรึกษาคุณหมอที่คลินิก (ใหญ่) แห่งหนึ่งแถวถนนหลังสวน ท่านก็แนะนำให้ทำ “กิฟท์” คือเอาไข่ของภรรยามาผสมกับสเปิร์มของเรา แล้ว “เพาะ” หรือเลี้ยงให้เติบโตเป็นทารก ซึ่งมีวิธีเลี้ยง 2 แบบ คือ ให้โตในหลอดแก้วที่สร้างบรรยากาศให้เหมือนว่าทารกนั้นอยู่ในครรภ์ กับฝากไข่ที่ผสมเชื้อแล้วนั้นกับหญิงอื่น ที่เรียกว่า “อุ้มบุญ”
แต่พอถามราคาค่าทำ “กิฟท์” ก็ต้องเลิกคิด
อย่างที่คนไทยแต่โบราณเขาเชื่อกันแหละครับ “ถ้าเขา (หรือเธอ) มีบุญก็ต้องได้เกิด” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนนี้ (ที่ปัจจุบันอยู่ชั้นปี 2 คณะวิทยาศาสตร์ เอกฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะได้โควตาโอลิมปิกดาราศาสตร์) ก็มาเกิดแบบบังเอิญ (ซึ่งต้องขอสงวนขั้นตอนไว้เป็นความลับของครอบครัว) ซึ่งพออายุได้ 5 เดือน (ม.ค. 2538) ก็พาไปกราบท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ที่เราให้ลูกเรียกว่า “ปู่” (เพราะเราเรียกท่านว่าพ่อ) ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ซึ่งยังสวมท่อออกซิเจน เนื่องจากยังพักฟื้นอยู่ได้ลูบหัวแล้วพูดสั้นๆ แต่ฟังได้ชัดเจนว่า “เลี้ยงให้ดีๆ”
ผู้เขียนเชื่อว่าทหารคือ “ผู้มีบุญ” ในสังคมไทย
เพราะเมื่ออยากจะคิดจะทำอะไรก็ดูสำเร็จราบรื่นไปหมด ทั้งยังได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญและโอบอุ้มจากผู้คนทั้งหลายด้วยดี เหมือนคนไทยช่วย “อุ้มบุญ” ทหารเรื่อยมากระนั้น
มีนักวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับ “วัฒนธรรมทางการเมือง” วิเคราะห์ว่า การที่ในประเทศไทยทหารสามารถเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองได้อย่างง่ายดายนี้ ก็เป็นเพราะว่าเรามีความเป็น “อำนาจนิยม” ซึ่งเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองที่สำคัญของคนไทยมาแต่โบราณกาล อันหมายถึงบุคลิกภาพที่ “สุดโต่ง” ไปทั้งสองด้านของคนไทยคือ ทั้ง “เกรงกลัว” (หลีกหนี) และ “ชื่นชอบ” (แสวงหา) ในอำนาจทุกๆ อย่าง จึงทำให้ทหารในฐานะผู้ครอบครองอำนาจทางการปกครองของไทย ได้รับการยอมรับด้วยดีในทุกครั้งที่กระทำการยึดอำนาจรัฐ
ในอดีตคนไทยอาจจะมีความเป็นอำนาจนิยมที่ค่อนข้างจะ “ไร้เหตุผล” คือยอมสยบให้ทหารในทุกกรณีหรือชื่นชมอย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่มาในยุคนี้แม้เราจะเห็นคนไทยทั้งประเทศ (ไม่ว่าสีเสื้อและความซ่าระดับใด) จะยอม “ก้มหัว” ให้กับทหารอย่าง “ศิโรราบ” แต่ถ้าหากได้พิจารณาลงไปลึกๆ ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นการยอมรับและเชื่อฟังโดย “ปลาสนาการ” หรือไม่
ทหารก็คง “มีความรู้” ในเรื่องเหล่านี้อยู่เช่นกัน
จากบทเรียนในประวัติศาสตร์ คณะรัฐประหารทุกคณะมีความยากลำบากอย่างมากในการ “บริหารจัดการอำนาจ” เพราะการยึดอำนาจแม้จะทำได้ง่าย แต่การที่จะใช้อำนาจหรือที่เรียกว่า “การบริการจัดการอำนาจ” ให้ประสบความสำเร็จหรือได้ผลอย่างที่คณะรัฐประหารตั้งเป้าหมายไว้นั้น ค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก จนถึงขั้น “เป็นไปไม่ได้”
เหมือนการอุ้มบุญที่ทำให้เกิดง่ายแต่เลี้ยงยาก
ขณะนี้คนไทยกำลังช่วยกันปกป้องดูแลและ “อุ้มชู” คณะ คสช.ด้วยดีอย่างเป็นพิเศษ เพราะคาดหวังว่าคณะ คสช.ก็คงจะไป “อุ้มบุญ” หรือทำคลอด “การปฏิรูปประเทศ” ให้เป็นไปด้วยดี “อย่างเป็นพิเศษ” ด้วยเช่นกัน อย่างน้อยก็คงไม่ปล่อยหรือทำให้บ้านเมือง “ฉิ...หาย” เหมือนในยุคของพี่น้องตระกูลหนึ่งที่ผ่านมา (แต่ไม่แน่ใจว่าจะทำลายล้างตระกูลการเมืองนี้หรือไม่)
ในฐานะเราคนไทยที่เป็น “พ่อแม่อุ้มบุญ” ด้วยการฝากไข่ยอมให้ทหารเอาเชื้อมาผสม ก็ปรารถนาเป็นที่สุดว่า “ลูก” (อันมีนัยหมายถึง “อนาคต”) ของเราที่ยอมให้ทหารมา “ฝากเชื้อ” บ่มเพาะไว้ในวันนี้ จะเติบโตเป็นพลเมืองดี ซื่อสัตย์ ไม่โกงกิน ขยัน อดทน มีความพอเพียง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือกัน และรักษาขนบธรรมเนียมอันดีงามของไทยไว้ตราบนานเท่านาน
อนึ่ง ในการอุ้มบุญ ในทางวิทยาศาสตร์ท่านว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาพันธุ์ เพราะสามารถลบ “ยีนด้อย” และสร้าง “ยีนเด่น” ให้เกิดการวิวัฒนาการที่ดีและสมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้น เช่น การรักษาโรคบางอย่าง หรือทำให้มนุษย์นี้แข็งแรง ปราศจากโรคภัย และอายุยืน ไม่ตายง่ายๆ
ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ที่ผู้เขียนขอเรียกว่า “รัฐธรรมนูญฉบับอุ้มบุญ” เมื่ออ่านมาตรา 35 ที่วางเค้าโครงการปฏิรูปประเทศอย่างละเอียดแล้ว ก็พอจะมองเห็น DNA หรือสายพันธุ์ในอนาคตของคนไทยหลังการปฏิรูป (หากสำเร็จ) ได้ว่า จะต้องเป็น “อารยชน” แน่นอน
ก็ขอให้ช่วยกัน “อุ้ม” อย่าได้มี “อารยะขัดขืน”







