
อย่าประมาท"เพื่อไทย"แผนสงบรอเลือกตั้ง
ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่เข้าสู่โหมดของการปฏิรูปประเทศ ทั้งผ่านกระบวนการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ภายใต้การควบคุมดูแลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีประเด็นหนึ่งเป็นที่น่าสนใจว่า ณ เวลานี้ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเพิ่งถูกยึดอำนาจจาก คสช.และในฐานะที่เป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่มีสิทธิถูกปฏิรูป กำลังคิดอะไรอยู่และเตรียมวางหมากทางการเมืองอย่างไรต่อไป
ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่เข้าสู่โหมดของการปฏิรูปประเทศ ทั้งผ่านกระบวนการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ภายใต้การควบคุมดูแลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีประเด็นหนึ่งเป็นที่น่าสนใจว่า ณ เวลานี้ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเพิ่งถูกยึดอำนาจจาก คสช.และในฐานะที่เป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่มีสิทธิถูกปฏิรูป กำลังคิดอะไรอยู่และเตรียมวางหมากทางการเมืองอย่างไรต่อไป
กล่าวคือจังหวะการเดินของพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน ต่างจากในอดีตพอสมควร เพราะการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ได้ปรากฏความเคลื่อนไหวต่อต้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ค่อนข้างแรง จนนำมาสู่การสร้างมวลชนสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในนาม “กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” (นปช.) ที่เป็นฐานสนับสนุนพรรคเพื่อไทยที่ยังไม่สามารถใช้อำนาจใดมาสลายได้
ก่อนอื่น พล.อ.สมเจตน์ พาย้อนกลับไปในอดีตว่า พรรคการเมืองในอดีตเวลาถูกกองทัพปฏิวัติแล้วทุกอย่างก็จบไม่มีการต่อต้าน อย่างที่เห็นในกรณีของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกทหารยึดอำนาจเมื่อปี 2534 เวลานั้น พล.อ.ชาติชาย ไม่ได้ต่อสู้แต่อย่างใด แต่เลือกที่จะเดินทางออกไปต่างประเทศ เพื่อให้ประเทศเดินต่อไป พอกลับมาอีกทีเกือบได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่สำหรับการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะมีการปลุกกระแสการต่อต้านจนเกิดความแตกแยกอย่างที่เห็นอยู่
“พล.อ.ชาติชาย เมื่อปี 2534 ก็ออกไปต่างประเทศ พอกลับมาอีกทีเกือบจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศชาติก็ไม่เกิดความแตกแยกอย่างมากมาย แต่ระบอบทักษิณกลับคิดสู้ โดยคิดว่าตัวเองมีฐานจากประชาชนผ่านการหว่านประชานิยม เมื่อต่อสู้ ทำให้ประเทศเกิดความแตกแยกมากมาย อย่างนี้มันไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศไทย”
แต่ถึงแม้ปัจจุบันพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงจะไม่มีความเคลื่อนไหวต่อต้านการทำงานของ คสช. ดังจะเห็นได้จากเครือข่ายของพรรคเพื่อไทยโดยเฉพาะอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่างให้ความร่วมมือกับ คสช.เป็นอย่างดี ในการเข้ามารายงานตัว รวมไปถึงยังเดินทางกลับประเทศไทยตามที่ได้ให้สัญญาไว้กับ คสช. ก็ไม่สามารถทำให้ พล.อ.สมเจตน์มีความคิดไว้วางใจพรรคเพื่อไทยได้ เพราะเห็นว่าพรรคเพื่อไทยพยายามต้องการใช้ความสงบเพื่อรอเวลาให้ถึงเวลาเลือกตั้งเร็วๆ
“ผมคิดว่าเนี่ย คือ นักการเมือง เขารู้จักหลบ เวลาภัยแรงมาเขาจะหลบ เขาไม่สู้ เขาจะสงบนิ่ง แต่รอวันฟื้น เหมือนกับการรักษาโรค ถ้าคุณใช้ยาไม่ถูก โรคก็จะกลับมาอีก นักการเมืองในทางการเมืองเป็นอะไรที่ คสช.ต้องเข้าใจ การเมืองมีอ่อนมีแข็ง ยามที่ คสช.มีอำนาจเขาหลบเขาไม่มาสู้หรอก หลบเพื่อรอวันที่เขาจะฟื้นขึ้นมา”
พล.อ.สมเจตน์ ขยายความอีกว่า เขาหลบเพื่อรอวันที่เขาจะฟื้นขึ้นมา แต่เขาไม่ได้กลัว ไม่ได้เกรง นักการเมืองไทยทำอะไรก็ได้เพื่อขอให้ได้ประโยชน์ วันใดก็ตามถ้า คสช.ไม่สามารถปฏิรูปประเทศที่จะขจัดนักการเมืองที่ไม่ดีได้ ปัญหาก็จะกลับมาอีก
“สงบนิ่งคอยเวลา กลับฟื้นคืนมา แค่นั้นเอง หาก คสช.ไม่สามารถวางพื้นฐานของการปฏิรูปประเทศเพื่อแก้ไขวิกฤตได้ การเมืองก็กลับมาเหมือนเดิมไม่มีอะไรดีขึ้นกว่าเดิม”
อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของ พล.อ.สมเจตน์ คิดว่า ถึงแม้ คสช.จะใช้มาตรการปฏิรูปประเทศด้วยยาแรงขนาดไหน ก็ไม่อาจสามารถแก้ไขปัญหา หรือโค่นระบอบการเมืองที่ไม่ดีได้ทั้งหมด เพราะปัญหาฝังรากลึกมานาน ทุกอย่างต้องใช้เวลา คงไม่อาจแก้ไขได้ในเวลาอันรวดเร็ว เพียงแต่ต้องแก้ไขให้ปัญหาเหลือน้อยที่สุด เพื่อให้คนดีได้มีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศ
“ถ้าไม่ทำให้หมดก็ต้องทำให้เหลือน้อย หมดมันคงไม่หมดหรอก แต่ต้องทำให้เหลือน้อย อย่าลืมนะว่าเราไม่สามารถทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ แต่เรามีวิธีการที่จะให้คนไม่ดีไม่มีโอกาสมาบริหารประเทศ คุณไม่ดี คุณก็ต้องไม่มาบริหารประเทศ”
“หมดมันคงไม่หมด แต่ก็ต้องทำให้ดีที่สุด เมื่อก่อนไม่มีการเอาตะแกรงมาร่อนกันเลย คนถูกเว้นวรรคการเมืองยังเอาบรรดารัฐมนตรีไปประชุมที่บ้านและนั่งหัวโต๊ะได้ ทั้งที่คุณต้องเว้นวรรคการเมือง เหตุการณ์เหล่านี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก ดังนั้นในความคิดผมรัฐธรรมนูญของประเทศไทยยิ่งยกร่างมันยิ่งมีเนื้อหาเพิ่มขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ เหตุที่รัฐธรรมนูญต้องยาวเพราะนักการเมืองไทยชอบอ้างกฎหมายเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์”
ถ้าในอนาคตพรรคเพื่อไทยสามารถกลับมาชนะเลือกตั้งได้อีก จะถือว่าเป็นความล้มเหลวของการปฏิรูปหรือไม่? พล.อ.สมเจตน์ ตอบว่า “ผมไม่ได้มองตรงนั้น ทั้งในเรื่องที่การกลับมาของพรรคเพื่อไทยจะเป็นความล้มเหลว หรือพรรคเพื่อไทยไม่ได้กลับมาคือความสำเร็จ แต่ผมมองว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยกลับมาแล้ว พรรคเพื่อไทยเลือกนักการเมืองที่ดีๆ เข้ามาเป็นผู้บริหาร ผมถือว่าเป็นความสำเร็จ
แต่ถ้ายังเอานักการเมืองที่ต่ำกว่ามาตรฐานเหมือนเก่าๆ มีหน้าที่เหมือนเป็นพนักงานมาคอยยกมือ แบบนี้ต่างหากที่ถือว่าล้มเหลว และถ้าพรรคเพื่อไทยยังเป็นของนายทุนพรรคก็ถือว่าล้มเหลว ซึ่งระบบพรรคการเมืองต้องได้รับการปฏิรูป”
สุดท้าย พล.อ.สมเจตน์ ส่งความปรารถนาดีเตือนไปยัง คสช.ว่า หลังจาก คสช.หมดอำนาจเมื่อไหร่ จะต้องเจอกับกระบวนการเอาคืนอย่างแน่นอน ดังนั้นทางเดียวที่จะเป็นเกราะป้องกัน คสช.ได้ คือ การสร้างผลงานและสร้างความชอบธรรมให้ได้รับการยอมรับจากประชาชน
“คสช.ต้องไม่เปิดแผลเอาไว้ เพราะ คสช.มีภารกิจบริหารประเทศเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ดังนั้น คสช.ต้องพึงระมัดระวังในการทำงานที่ต้องให้เกิดความถูกต้องชอบธรรม เพื่อไม่ให้เกิดแผลให้อีกฝ่ายกลับมาเช็กบิลได้” พล.อ.สมเจตน์ ทิ้งท้าย







