posttoday
เลือกตั้งเร็วไม่ใช่คำตอบ

เลือกตั้งเร็วไม่ใช่คำตอบ

17 สิงหาคม 2557

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นหนึ่งในสถาบันทางการเมืองที่มีภารกิจนำพาประเทศไปสู่การปฏิรูปและสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นตามที่หลายฝ่ายคาดหวังเอาไว้

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย / เลอลักษณ์ จันทร์เท

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นหนึ่งในสถาบันทางการเมืองที่มีภารกิจนำพาประเทศไปสู่การปฏิรูปและสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นตามที่หลายฝ่ายคาดหวังเอาไว้ เพื่อไม่ให้การเมืองกลับมาสู่วงจรเดิมๆ อีก

แต่กระนั้นความหวังที่หลายฝ่ายตั้งเอาไว้กลับถูกท้าทายอย่างหนัก เมื่อหน้าตาของสมาชิก สนช.ที่ออกมากลับมีทหารสวมสูทเดินเข้าสภาเกินกว่าครึ่ง ทหารอาจจะเก่งในเรื่องการรบและการวางยุทธศาสตร์เพื่อรักษาความมั่นคง จึงไม่แปลกที่จะถูกตั้งข้อสังเกตว่าการรัฐประหารครั้งนี้อาจจะเสียของซ้ำรอยแบบเมื่อปี 2549 อีกครั้ง

อย่างไรก็ดี ในทัศนะ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ที่ปัจจุบันเป็นสมาชิก สนช.และในอดีตเคยเป็นฟันเฟืองให้กับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เมื่อครั้งทำหน้าที่ในตำแหน่งหัวหน้าคณะสำนักงานเลขาธิการ คมช.และเป็นสนช.ในปี 2549 กลับให้มุมมองกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่าการทำงานของ สนช.ในครั้งนี้จะดีกว่าในอดีต และช่วยให้การปฏิรูปประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ พล.อ.สมเจตน์ เริ่มวิเคราะห์จากตัวประธานและรองประธาน สนช.ที่จะมีส่วนสำคัญต่อการทำงานของ สนช.ในทิศทางที่ดีว่า การทำงาน สนช.ในปัจจุบันคิดว่าจะมีประสิทธิภาพอย่างมาก เพราะได้บุคคลที่มีคุณภาพเข้ามาทำหน้าที่บริหาร สนช. เช่น ท่านพรเพชร วิชิตชลชัย ก็เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ เป็นผู้พิพากษามาก่อน และเป็น สนช.เมื่อปี 2549 มาด้วย และเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน

“ส่วนท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ก็เป็นนักกฎหมายใหญ่ อดีตรองประธานวุฒิสภาและว่าที่ประธานวุฒิสภา รวมทั้งเคยมีบทบาทในการพยายามแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่ผ่านมา และท่านพีระศักดิ์ พอจิต แม้ท่านอาจจะใหม่แต่ในอดีตเคยเป็นอัยการและผ่านประสบการณ์การเมืองในระดับท้องถิ่นมาแล้ว ดังนั้นคิดว่าการทำงานของ สนช.จะเดินหน้าได้อย่างสวยงามและมีความเป็นเอกภาพ”

ขณะเดียวกัน อีกปัจจัยหนึ่งที่อาจมีส่วนช่วยให้ สนช.สามารถสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนได้ คือ การรู้เท่ากันบริบทการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้ สนช.รู้ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร

“สนช.ปี 2549 ความตื่นรู้ในเรื่องต่างๆ ไม่ค่อยเท่าไหร่ เพียงรู้แต่ว่าเป็นเพียงแค่การปฏิวัติตามปกติ ที่เมื่อปฏิวัติแล้วก็มี สนช.ออกกฎหมาย ไปร่างรัฐธรรมนูญ นำไปสู่การเลือกตั้ง จบภารกิจกลายเป็นวังวนปกติ แต่ สนช.ยุคนี้มีบริบทแตกต่างกัน เพราะ สนช.มีภารกิจมากขึ้น

โดยเฉพาะในเรื่องการปฏิรูปประเทศ หลังจากเกิดกระแสมวลมหาประชาชนที่ไม่ยอมรับรัฐบาล ที่สร้างความเสียหายให้ประเทศจนนำมาสู่การเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูป เพราะฉะนั้น สนช.ชุดนี้จึงแตกต่างกับ สนช.ปี 2549 โดยสิ้นเชิง เพราะภารกิจเยอะขึ้น มีสำนึกเยอะขึ้น”

พล.อ.สมเจตน์ ย้ำถึงหน้าที่และภารกิจหลักของ สนช. ว่า ต้องย้อนกลับไปดูรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 6 ที่กำหนดให้ สนช.ทำหน้าที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี ตรวจสอบรัฐมนตรี อภิปรายรัฐบาล เพียงแต่ลงมติไม่ได้เท่านั้น

อีกทั้งยังทำหน้าที่เสนอร่างพระราชบัญญัติเพื่อเป็นกลไกสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดินและการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะการต้องนำร่างกฎหมายที่เสนอมาจากสภาปฏิรูปแห่งชาติมาพิจารณา หรือแม้แต่การใช้อำนาจในฐานะวุฒิสภาอย่างการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมือง ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งเรื่องเข้ามา

“การเข้ามาเป็น สนช.ครั้งนี้ไม่ใช่การเข้ามาเพื่อการตอบแทน เป็นการเข้ามาแก้ไขวิกฤตประเทศชาติให้เดินไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นความรู้สึก สนช.ปัจจุบันต้องมีจิตสำนึกรู้หน้าที่ต่างๆ ที่เข้ามาทำงานมากกว่า สนช.ปี 2549”

จำเป็นหรือไม่ที่การปฏิรูปประเทศผ่านการตรากฎหมายครั้งนี้ต้องทำให้สุดขั้วเพื่อแก้ปัญหาให้เด็ดขาด หรือต้องทำแบบประนีประนอมเพื่อไม่สร้างความขัดแย้งใหม่ในอนาคต? พล.อ.สมเจตน์ ตอบเสียงดังฟังชัดว่า “หากเป็นเรื่องของประเทศชาติจะต้องประนีประนอมบนพื้นฐานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่ใช่ประนีประนอมกับคนทำความผิด คนที่ทำความผิดไปแล้วจะประนีประนอมได้ โดยเฉพาะความผิดคดีอาญาที่สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สิน แบบนี้ประนีประนอมไม่ได้

“จะสุดหรือไม่สุดต้องอย่าลืมปัญหารากเหง้าของประเทศ ที่เกิดมาตั้งแต่ปี 2544 ถึงปัจจุบันรวมประมาณ 13 ปี ดังนั้นปัญหารากเหง้าหยั่งลึกคงจะไปแก้ภายในช่วงปีสองปีไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อย่างน้อยที่สุด คือ คสช.ต้องมีความเข้าใจเพื่อนำไปสู่การวางรากฐานและปักรากแห่งการปฏิรูปให้ชัดเจนและให้คนมาสืบทอดต่อไปได้ ซึ่งวิธีการต่างๆ กำหนดมาแล้วว่าควรจะปฏิรูปอะไรบ้าง จะทำอย่างไรไม่ให้นักการเมืองเลวๆ ที่คอร์รัปชั่น โกงกิน ทุจริตการเลือกตั้ง เข้ามามีอำนาจบริหารประเทศ”

พล.อ.สมเจตน์ เห็นว่าการปฏิรูปประเทศควรต้องมีหลัก 4 ประการด้วยกัน ประกอบด้วย 1.ระบบการเลือกตั้งที่ต้องบริสุทธิ์ ยุติธรรม หยุดการทุจริตการเลือกตั้ง ผู้ซื้อเสียงต้องไม่มีโอกาสเข้ามาเป็นตัวแทนประชาชน เพื่อให้คนดีเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎรและเป็นผู้บริหารประเทศ

2.ขจัดปัญหาคอร์รัปชั่น ปัจจุบันไทยมีอันดับความโปร่งใสไม่ค่อยดีนัก เพราะมีการเรียกรับผลประโยชน์เป็นจำนวนมาก ดังนั้นจะต้องทำไม่ให้คนที่กระทำความผิดทุจริตกลับมามีอำนาจได้อีก

3.ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมให้น้อยสุด อย่าให้ประชาชนติดใจในรสชาติของประชานิยมมากเกินไปจนเสียหายต่อระบอบเศรษฐกิจการคลัง ขณะเดียวกันต้องดูแลประชาชนให้อยู่ดีกินดีเพื่อกันไม่ให้ประชาชนถูกครอบงำโดยระบบประชานิยมไปตลอด 4.ปฏิรูปข้าราชการ โดยจะต้องให้ข้าราชการเล็งเห็นความสำคัญถึงการให้บริการแก่ประชาชน ไม่ใช่บริการนักการเมือง จะต้องบังคับใช้กฎหมายให้เท่าเทียมกัน ไม่ใช่คุกมีไว้ขังคนจน ส่วนคนรวย คนมีบารมีไม่ต้องติดคุก

ระยะเวลาที่มีอยู่ประมาณ 1 ปีถึง 1 ปีครึ่ง จะปฏิรูปทั้ง 4 เรื่องทันหรือไม่? พล.อ.สมเจตน์ ตอบให้ข้อคิดว่า “ต้องวางหลักให้มั่นคงส่วนจะแก้ให้ได้เลยหรือไม่ ยอมรับว่าคงไม่ได้ทั้งหมด แต่ต้องวางหลักให้เป็นพันธสัญญาต่อไปเรื่อยๆ ให้คุณต้องทำ”

“ระยะเวลา ปีสองปีคงทำอะไรได้ไม่มาก ถ้าใช้เวลามากเกินไปความต้องการประชาธิปไตยก็จะกลับอีก เดี๋ยวในที่สุดก็จะสะท้อนกลับเข้ามาอีก โดยทั่วไปผมว่าประชาชนโดยทั่วไปอย่าใจร้อน ถ้าใจร้อนว่าจะต้องเลือกตั้งโดยเร็ว ก็อยากเปรียบเสมือนว่าเวลาคุณป่วยเป็นไข้เข้าโรงพยาบาล คุณรักษาครึ่งๆ กลางๆ ก็ไม่หายสักที คุณเลี้ยงไข้เอาไว้ ออกมาคุณต้องเจ็บหนักกว่าเดิมอีก และพอเข้าไปในที่สุดคุณจะเสียหายถึงชีวิต

แต่ถ้าคุณรักษาให้มันดี มันโอเค ร่างกายแข็งแรงออกมาต่อสู้กับภายนอกได้ แต่ต้องเป็นเวลาพอสมควร มากเกินไปคุณก็หมดเงิน ก็อยู่ที่ต้องใช้เวลาพอสมควรในการรักษาเยียวยา

แต่ไม่ใช่การเลี้ยงไข้ โดยจะต้องดำเนินการเพื่อให้ประเทศชาติเห็นโครงสร้างเห็นการปฏิรูป ว่าเมื่อปล่อยมือแล้วประเทศชาติจะเดินหน้าอย่างแน่นอน ไม่ใช่เมื่อปล่อยมือไปแล้วแต่กลับไปสู่การเลือกตั้งที่คนไม่ดีเข้ามาอีกมันก็แย่” พล.อ.สมเจตน์ ย้ำ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ