posttoday
คสช.กินรวบปฏิรูป

คสช.กินรวบปฏิรูป

15 สิงหาคม 2557

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ใกล้เป็นรูปเป็นร่างเข้าไปทุกทีแล้วสำหรับ “สภาปฏิรูปแห่งชาติ”(สปช.) หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาสมาชิก สปช. ตามประเด็นของการปฏิรูป11 ด้าน จำนวน 11 คณะอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา

ตามขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการเปิดรับสมัครสมาชิก สปช. ซึ่งมีกำหนดระหว่างวันที่ 14 ส.ค.-2 ก.ย. จากนั้น กกต.จะทำการตรวจสอบคุณสมบัติว่ามีผู้สมัครแต่ละคนมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 หรือไม่ ก่อนส่งให้คณะกรรมการสรรหาทั้ง11 คณะพิจารณาคัดเลือกต่อไป

เมื่อคณะกรรมการสรรหาได้รับรายชื่อที่ผ่านการตรวจคุณสมบัติแล้ว คณะกรรมการสรรหา สปช. แต่ละคณะจะต้องประชุมกันเพื่อเลือกให้เหลือ 50 คน ในแต่ละด้านรวม 550 คนเพื่อส่งให้ คสช.คัดเลือกให้เหลือ 173 คน เพื่อนำไปรวมกับสมาชิก สปช.จากส่วนจังหวัดจำนวน 77 คน และนำมาประกอบกันเป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติจำนวน 250 คน ในขั้นตอนสุดท้าย

แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น คสช.คงต้องเผชิญกับแรงเสียดทานอยู่ไม่น้อย เมื่อโครงสร้างคณะกรรมการสรรหา สปช.ในแต่ละด้านไม่ค่อยเป็นที่ประทับใจเท่าไหร่นัก เนื่องจาก คสช.ส่งขุมกำลังตัวเองมาคุมทุกคณะ

เริ่มตั้งแต่ด้านการเมืองปรากฏชื่อ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ประธานคณะที่ปรึกษา คสช. ด้านปกครองท้องถิ่น มีชื่อของ “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” รองประธานที่ปรึกษา คสช. ด้านการศึกษา “ยงยุทธ ยุทธวงศ์”ที่ปรึกษา คสช. ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน “วิษณุ เครืองาม” ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม “พรเพชร วิชิตชลชัย” ที่ปรึกษา คสช. ด้านเศรษฐกิจ “ณรงค์ชัย อัครเศรณี”ที่ปรึกษา คสช.

ด้านพลังงาน “ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล” รองประธานที่ปรึกษา คสช. ด้านสื่อสารมวลชน “พล.อ.นพดล อินทปัญญา” ที่ปรึกษา คสช.ด้านสังคม “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ที่ปรึกษา คสช. และด้านอื่นๆ “พล.อ.ดาว์พงษ์รัตนสุวรรณ” ที่ปรึกษา คสช.

ไม่มีใครปฏิเสธว่าในภาวะไม่ปกติเช่นนี้มีความจำเป็นที่ คสช.จะต้องใช้อำนาจให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยเฉพาะการรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับประเทศ ป้องกันไม่ให้มีผู้ไม่หวังดีมาก่อความไม่สงบ แต่มีคำถามว่าควรใช้อำนาจดังกล่าวกับกระบวนการปฏิรูปประเทศและการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการปฏิรูปประเทศและการจัดทำรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนอยู่พอสมควร เพราะภารกิจนี้ไม่ได้จบลงตรงที่แค่การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่การจะทำอย่างไรเพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับกระบวนการปฏิรูปประเทศต่างหากเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

แม้ว่าด้านหนึ่งในแต่ละคณะจะประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ ก็ตาม แต่มีคำถามว่าด้วยโครงสร้างที่มีคนของ คสช.เข้ามาคุมในคณะกรรมการสรรหาแบบนี้ จะทำให้กระบวนการสรรหาสมาชิก สปช.ได้รับการยอมรับและจะนำไปสู่การปฏิรูปในแต่ละด้านที่ คสช.วางหลักการเอาไว้ได้อย่างแท้จริง

ตัวอย่างของคณะกรรมการสรรหาที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด คือ “คณะกรรมการสรรหาด้านพลังงาน” เพราะมีอดีตผู้บริหาร ปตท. ซึ่งเป็นบริษัทที่ถูกตำหนิในเรื่องการบริหารกิจการพลังงาน เข้าร่วมเป็นกรรมการสรรหา ได้แก่ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ พละ สุขเวช และวิเศษ จูภิบาล จึงไม่แปลกที่จะเริ่มมีการพูดถึงความสิ้นหวังในการปฏิรูปพลังงานออกมา

“เมื่อพิจารณาบุคคลที่มีส่วนคัดเลือก สปช.ด้านพลังงานแล้ว คาดเดาได้ว่าจะมีการวางตัวบุคคลเอาไว้แล้ว เพื่อให้เกิดการปฏิรูปพลังงานตามโรดแมปที่กำหนดไว้แล้วล่วงหน้า โดยกีดกันประชาชนไม่ให้เข้าร่วมในวงปฏิรูป การปฏิรูปในทิศทางที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต้องการให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด แทนที่ผลประโยชน์จะตกอยู่ในกลุ่มทุนเท่านั้น” ท่าทีจาก รสนา โตสิตระกูล อดีต สว.กทม. หนึ่งในผู้ที่ออกมาเรียกร้องการปฏิรูปพลังงาน

ไม่ต่างอะไรกับ “คำนูณ สิทธิสมาน”อดีต สว.สรรหา ที่แสดงออกผ่านทางเฟซบุ๊กแบบสั้นๆ แต่แฝงไปด้วยการไม่เห็นด้วยกับ คสช.ว่า “เห็นอนาคตประเทศไทยในด้านการปฏิรูปพลังงานชัดเจนกันแล้วนะ ไม่อำพรางไม่อ้อมค้อม (และไม่เกรงใจ)”

หรือแม้แต่ พระพุทธะอิสระ ที่ออกตัวเชียร์ คสช.มาตลอดก็ยังส่ายกับหน้าหน้าตาของคณะกรรมการสรรหาด้านพลังงานเช่นกัน

“ไม่ว่าจะเป็นมุมใดมันก็ดูไม่ดีสำหรับภาพลักษณ์ของ คสช.โดยรวมจะเป็นจุดอ่อน ...โดยเฉพาะคณะกรรมการสรรหาด้านพลังงาน ซึ่งรายชื่อของคณะกรรมการสรรหาแต่ละคนล้วนแต่มีปฏิสัมพันธ์อันดีกับบริษัทพลังงานที่มีปัญหา ที่สังคมสงสัยว่าเอาเปรียบสังคมมาตลอดเวลาและด้วยรายชื่อของบุคคลที่สังคมสงสัยในด้านพลังงานนี้แหละ อาจจะทำให้กระแสการต่อต้านลุกโชนขึ้น”

โครงสร้างของคณะกรรมการสรรหาที่ คสช.ประกาศออกมา อาจจะไม่มีผลต่อสถานะและความมั่นคงทางการเมืองของ คสช. แต่ในระยะยาวเป็นเรื่องที่ คสช.ต้องประสบกับปัญหาอย่างหนัก ซึ่งหนึ่งในปัญหาที่ คสช.ต้องเผชิญ คือ กระบวนการทำลายความชอบธรรมของการปฏิรูปประเทศ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานับตั้งแต่ คสช.ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ได้ทำให้ คสช.มีจุดอ่อนขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อยในเรื่องกระบวนการปฏิรูป ไล่มาตั้งแต่การเปิดทางให้ คสช.มีอำนาจพิเศษผ่านมาตรา 44 มาจนถึงการไม่ยอมให้ประชาชนออกเสียงประชามติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เพียงแค่จุดอ่อนดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่ คสช.แก้ต่างได้ยากอยู่แล้ว เพราะ คสช.ไม่ได้สร้างเกราะคุ้มกันให้กับการปฏิรูปประเทศตั้งแต่ต้น ยิ่งมาเจอกับตำหนิในคณะกรรมการสรรหาสมาชิก สปช.เข้าไปอีก ไม่ต่างอะไรกับการต้องเจองานยากเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

เหนืออื่นใดก้าวที่พลาดของ คสช. จะเป็นช่องให้ฝ่ายการเมืองที่เตรียมเข้าสู่อำนาจผ่านการเลือกตั้งในอนาคต ใช้เสียงข้างมากเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ คสช.ได้แบบไม่เจอกับกระแสต่อต้านมากเหมือนกับในอดีต

ปัญหาทั้งหมดนี้หาก คสช.ปล่อยไว้ไม่เร่งแก้ไขหรือไม่สร้างความเชื่อมั่นขึ้นมา การปฏิรูปประเทศคงจะจบลงตรงที่การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น โดยประเทศไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเหมือนอดีตที่ผ่านมา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท