
ซึมยาว
สะเทือนเศรษฐกิจโลกกันอีกครั้ง หลังจากที่เมื่อวานนี้สองเขตเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่แห่งกลุ่มยูโรโซนประกาศตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2 ประเทศแรกคือ เยอรมนี ติดลบไป 0.2% ขณะที่ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของกลุ่มยูโรโซน เศรษฐกิจก็เติบโตที่ 0% ติดต่อกัน 2 ไตรมาสแล้ว และก่อนหน้านั้น อิตาลี เขตเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของกลุ่มยูโรโซนก็ติดลบไป 0.2% แล้วเช่นกัน
สะเทือนเศรษฐกิจโลกกันอีกครั้ง หลังจากที่เมื่อวานนี้สองเขตเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่แห่งกลุ่มยูโรโซนประกาศตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2 ประเทศแรกคือ เยอรมนี ติดลบไป 0.2% ขณะที่ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของกลุ่มยูโรโซน เศรษฐกิจก็เติบโตที่ 0% ติดต่อกัน 2 ไตรมาสแล้ว และก่อนหน้านั้น อิตาลี เขตเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของกลุ่มยูโรโซนก็ติดลบไป 0.2% แล้วเช่นกัน
สรุป อันดับ 12 ของกลุ่มยูโรโซนนั้นเศรษฐกิจไม่มีการเติบโต และยังเสี่ยงต่อการถดถอย
มองกันในภาพกว้างๆ ไปดูเขตเศรษฐกิจหลักๆ ของโลกนั้นดูเหมือนว่ามีแต่สหรัฐเท่านั้นที่อาจจะไปรอด แต่ก็ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะฉุดให้โลกเดินหน้าต่อไปได้ จีนก็อยู่ในภาวะเชื่องช้าแบบทรงๆ ครับ ส่วนญี่ปุ่นในไตรมาส 2 ก็ติดลบไป 0.2% เช่นเดียวกัน
แน่นอนว่าเศรษฐกิจหลักของโลกเหล่านี้กำลังอยู่ในภาวะชะงักตัวก็ย่อมจะส่งผลกระทบต่อประเทศผู้ส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่อยู่ในภาวะเซื่องซึมตามไปด้วย
ที่สำคัญก็คือ ตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวเลขของช่วงไตรมาส 2 เท่านั้น ส่วนไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โลกระอุไปด้วยวิกฤตต่างๆ นั้น ก็คาดว่าจะไม่สู้ดีนัก
โดยเฉพาะสถานการณ์ยูเครน ที่ทำให้รัสเซียและโลกตะวันตกเกิดการปะทะกันอย่างแรงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานี้ คาดว่าในที่สุดผลจากการใช้มาตรการตอบโต้กันไปมาน่าจะส่งผลต่อยุโรปอีกไม่น้อย
ขณะที่วิกฤตในอิรักที่กำลังเกิดการสู้รบอยู่อย่างหนักนั้น แม้ว่าจะยังไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อปริมาณน้ำมันในตลาดโลก แต่ปัญหาในอิรักก็ส่งผลกระทบทางจิตวิทยาไปยังตลาดน้ำมันเช่นกัน และมีส่วนที่ทำให้บรรยากาศเศรษฐกิจโลกอึมครึมไปด้วย ไม่แปลกครับที่สำนักงานพลังงานสากล (ไออีเอ) จะออกมาบอกเมื่อเร็วๆ นี้ว่าปริมาณน้ำมันโลกจะล้นตลาดและความต้องการน้ำมันจะลดลง
ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายยังจะต้องเจอกับความเสี่ยงกับการที่ธนาคารกลางสหรัฐจะสิ้นสุดการใช้นโยบายคิวอี ซึ่งคาดว่าน่าจะมาถึงในช่วงเดือน ต.ค.นี้ ซึ่งแน่นอนว่าการสิ้นสุดการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวจะยิ่งทำให้เงินทุนต่างชาติไหลกลับไปยังสหรัฐมากขึ้นกว่าเดิม เป็นสิ่งที่ชาติกำลังพัฒนาต้องเร่งปรับตัวและหาทางรับมือไว้แต่เนิ่นๆ
บรรยากาศของเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลังนี้จึงน่าจะซึมยาวสวนทางกับอุณหภูมิทางการเมืองโลกที่ร้อนฉ่าเสียเหลือเกินครับ n







