posttoday
ปัญหาแรงงาน...ท้าทายเศรษฐกิจไทย

ปัญหาแรงงาน...ท้าทายเศรษฐกิจไทย

15 สิงหาคม 2557

ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากปัญหาวิกฤตการเมืองภายในประเทศ ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เริ่มกลับมาผลิตในระดับปกติหลังจากที่มีคำสั่งซื้อทั้งจากต่างประเทศ และความต้องการในประเทศที่เพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจนตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ดีต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อไปในอนาคต

ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากปัญหาวิกฤตการเมืองภายในประเทศ ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เริ่มกลับมาผลิตในระดับปกติหลังจากที่มีคำสั่งซื้อทั้งจากต่างประเทศ และความต้องการในประเทศที่เพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจนตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ดีต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อไปในอนาคต

อย่างไรก็ดี ปัญหาหนึ่งที่พบในปัจจุบันภายหลังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ที่สะท้อนจากความคิดเห็นผู้ประกอบการ คือการขาดแคลนแรงงาน ทั้งที่มีทักษะและไม่มีทักษะ และนักลงทุนต่างชาติที่ผมได้มีโอกาสพบปะด้วยยังได้แสดงความกังวลต่อปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานมีฝีมือ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

ตัวเลขอัตราการว่างงานซึ่งสะท้อนภาวะตลาดแรงงานในปี 2557 อยู่ที่ 0.9% ซึ่งเป็นระดับต่ำมาก หลายท่านอาจสงสัยว่า เหตุใดตลาดแรงงานไทยในปัจจุบันจึงตึงตัวมาก ผมวิเคราะห์ว่า สาเหตุหนึ่งของการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมคือการย้ายแรงงานจากภาคอุตสาหกรรมสู่ภาคเกษตรโดยเฉพาะในช่วงที่ราคาสินค้าเกษตรดีในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ เนื่องจากอุปทานในตลาดโลกปรับลดลงมากจากภัยธรรมชาติต่างๆ และนโยบายอุดหนุนภาคการเกษตรของภาครัฐ ขณะที่ความต้องการบริโภคยังขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้แรงงานภาคเกษตรได้รับผลตอบแทนที่ดี การทำงานในภาคอุตสาหกรรมจึงมีความน่าสนใจน้อยลง

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการชี้ให้เห็นถึงปัญหาความไม่สอดคล้องในเรื่องของทักษะและประสบการณ์ของแรงงานกับความต้องการของตลาด (Skill Mismatch) เนื่องจากตลาดขาดแคลนแรงงานมีฝีมือและประสบการณ์ โดยเฉพาะแรงงานช่างระดับอาชีวะ ในขณะที่แรงงานจบใหม่ส่วนใหญ่นิยมการศึกษาระดับปริญญาตรี และแรงงานยังนิยมเข้าสู่ภาคบริการสูงขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากลักษณะงานที่สบาย

ตัวเลขสัดส่วนของคนว่างงานที่ไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานต่อตลาดแรงงานมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องมาระยะหนึ่งแล้ว พร้อมกับสัดส่วนแรงงานในภาคบริการที่สูงขึ้นมาก จากเดิมที่เคยต่ำกว่าสัดส่วนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม สะท้อนปัญหาตึงตัวของตลาดแรงงานและเหตุผลของการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่ชัดเจนขึ้น

หากพิจารณาลึกๆ แล้ว สาเหตุ 2 ประการข้างต้น อาจจะยังไม่ใช่แก่นของปัญหาการขาดแคลนแรงงานหากเราเปรียบเทียบการขยายตัวทางเศรษฐกิจกับการขยายตัวของแรงงานตั้งแต่ในช่วงปี 2543 เป็นต้นมา จะพบว่าเศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยปีละประมาณ 4.4% ขณะที่อัตราการสะสมทุน(Capital Accumulation) ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตตัวหนึ่งขยายตัวค่อนข้างต่ำโดยเฉลี่ยปีละ 2.7% และแรงงานซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตอีกตัวหนึ่งนั้นปรับเพิ่มในอัตราเฉลี่ยปีละประมาณ 1.5% ในขณะที่แนวโน้มของอัตราการว่างงานปรับลดลงมาตลอดตั้งแต่ปี 2543 จนมาสู่ระดับที่ต่ำกว่า 1% ในปัจจุบัน

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจขยายตัวเร็วกว่ากำลังแรงงานและการสะสมทุน ดังนั้นปัญหาที่แท้จริงคือการขยายตัวของการสะสมทุนที่ต่ำและไม่ทันการขยายตัวของเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความต้องการแรงงานมากขึ้นเพื่อมาทดแทนปัจจัยทุนในการผลิต โดยเฉพาะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ยังพึ่งพาแรงงานค่อนข้างมาก ทั้งภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม

บางท่านอาจคิดว่าปัญหานี้สามารถแก้ได้ไม่ยาก เพียงเพิ่มกำลังแรงงานในประเทศให้มากขึ้น ที่ผ่านมาภาคธุรกิจได้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการใช้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่วิธีนี้ไม่ใช่การแก้ปัญหาในระยะยาว และจากโครงสร้างประชากรไทยในปัจจุบันที่อัตราการเพิ่มของประชากรเฉลี่ยต่อปีต่ำกว่า 1% จะไม่สามารถเอื้อให้ประชากรใหม่ที่เข้าสู่กำลังแรงงานไปทดแทนแรงงานที่จะเกษียณได้ทัน สะท้อนว่าจำนวนประชากรไทยวัยแรงงานนับวันมีแต่จะคงที่หรือลดลงเท่านั้น จึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานตามความต้องการภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยแบบเดิมได้

ปัญหานี้ก็จะเป็นอุปสรรคที่สำคัญขึ้นเรื่อยๆ ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจหากไม่รีบแก้ไข เมื่อเศรษฐกิจไม่สามารถเพิ่มจำนวนแรงงานให้เพียงพอต่อความต้องการ วิธีแก้ไขคือการเพิ่มความสามารถในการผลิตต่อหน่วยแรงงาน (Labor Productivity) ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพหรือความสามารถของแรงงานนั่นเอง ทั้งทางตรงคือการอบรมเพิ่มทักษะและการศึกษา และทางอ้อมโดยการใช้เครื่องจักรหรือเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ดังนั้นการแก้ปัญหาที่มุ่งหวังการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ภายใต้ข้อจำกัดแรงงานที่ขยายตัวช้าลงนั้น เศรษฐกิจไทยจะต้องยกระดับการผลิต เปลี่ยนจากการพึ่งพาแรงงานไร้ฝีมือราคาถูก มาเป็นแรงงานเครื่องจักร มุ่งสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้นและสร้างมูลค่าเพิ่ม

ดังนั้น ผมมองว่า เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องลงทุนใน3 ด้าน คือ การลงทุนในเครื่องจักร การลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการลงทุนพัฒนาแรงงานด้านทักษะและการศึกษา เพื่อสร้างแรงงานที่มีผลิตภาพสูงและสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้เพื่อให้การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วพร้อมไปกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ประเทศไทยควรมีแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและกลยุทธ์ที่ชัดเจน มีนโยบายสนับสนุนต่างๆ ที่ไปในทิศทางเดียวกันเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนในเทคโนโลยีเครื่องจักรและแรงงาน และมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจไปในทิศทางที่สอดคล้องกันครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท