
"กองทุนอินฟราฯร่วมทุนเอกชน"เกิดยาก...ลงทุนสะดุด
แม้ว่ากระทรวงการคลังมีความพยายามผลักดันกองทุนอินฟราสตรักเจอร์ฟันด์ และการร่วมลงทุนรัฐเอกชน
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
แม้ว่ากระทรวงการคลังมีความพยายามผลักดันกองทุนอินฟราสตรักเจอร์ฟันด์ และการร่วมลงทุนรัฐเอกชน ภายใต้ พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุน (พีพีพี) เพื่อเป็นตัวช่วยในการลงทุนของประเทศ แต่ความคืบหน้าเพื่อให้ถึงเป้าหมายยังอยู่ไกล
เป็นที่รู้กันว่า การลงทุนถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปลายปีนี้และปีหน้าให้ขยายตัวในระดับสูง ทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินหน้าเต็มสูบเพื่อเร่งการลงทุนของประเทศให้มากที่สุด
ที่ผ่านมา มีการปลดล็อกการเบิกจ่ายงบประมาณ 2557 มีการเร่งทำงบประมาณปี 2558 ให้เบิกจ่ายได้ทันวันที่ 1 ต.ค. 2557มีการอนุมัติแผนการลงทุนด้านคมนาคมขนส่ง 2.4 ล้านล้านบาท แต่ทว่าการพึ่งเงินงบประมาณและเงินกู้ ไม่เพียงพอกับการลงทุนของประเทศที่มีอีกจำนวนมาก เพราะรายได้มีปัญหาจัดเก็บได้น้อย และการกู้เงินมีข้อจำกัด ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น ทำให้การลงทุนของประเทศต้องมีตัวช่วยจากกองทุนอินฟราฯ และการร่วมลงทุนพีพีพีเข้ามาช่วยเสริม แต่ทว่าการเดินหน้าทั้งสองเรื่อง ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะลงทุนได้ทันในปีนี้หรือปีหน้าหรือไม่
ในส่วนของกองทุนอินฟราฯ แม้ว่ามีการปลดล็อกข้อกฎหมายต่างๆ ให้กระทรวงการคลังเดินหน้าจัดตั้งได้แล้ว แต่การดำเนินในทางปฏิบัติ ก็ยังอยู่แค่การศึกษาความเป็นไปได้เท่านั้น
แม้ว่ากระทรวงการคลังต้องการให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ประเดิมนำโรงไฟฟ้า 2-3 แห่ง มาจัดตั้งกองทุนอินฟราฯ ภายในปีนี้ เพื่อระดมทุนจากนักลงทุนสถาบันและประชาชนทั่วไปวงเงิน2 หมื่นล้านบาท เพื่อนำเงินไปก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่แผนชัดเจนออกมา
ขณะที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยที่มีแผนขยายท่าเรือแหลมฉบังเพื่อรองรับการขยายตัวของการค้า โดยจะนำท่าเรือแหลมฉบังส่วนแรกที่มีรายได้เข้ามาอยู่แล้วมาจัดตั้งกองทุนอินฟราฯ ระดมเงินไปขยายท่าเรือ หรือบริษัท ท่าอากาศยานไทย มีแผนนำท่าอากาศยานจังหวัดภูเก็ต มาจัดตั้งกองทุนอินฟราฯ เพื่อระดมเงินทุนก่อสร้างโครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิระยะที่ 2 วงเงิน6 หมื่นล้านบาท ยิ่งห่างไกลกว่าในส่วนของ กฟผ.มากขึ้นไปอีก
ความล่าช้าส่วนหนึ่งมาจากรัฐวิสาหกิจไม่จริงจังในการตั้งกองทุนอินฟราฯ เพราะการดำเนินการยุ่งยากในการจัดตั้ง มีปัญหาข้อกฎหมาย ในการนำทรัพย์สินของรัฐไปจัดตั้งกองทุนอาจมีปัญหาตามในภายหลัง ทำให้กรรมการและผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจต่างๆ พยายามที่จะเลี่ยงถึงที่สุด ไม่เข้าไปยุ่งหากไม่จำเป็น
นอกจากนี้ ต้นทุนการระดมเงินโดยการตั้งกองทุนอินฟราฯ ยังสูงกว่าการใช้เงินงบประมาณที่ไม่มีต้นทุน หรือการกู้เงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนที่ต้องจ่ายให้กับผู้ซื้อหน่วยลงทุนกองทุนอินฟราฯทำให้รัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ยังต้องการลงทุนโดยใช้เงินงบประมาณ เงินกู้ และรายได้ของรัฐวิสาหกิจเป็นหลัก
หากดูจากแผนการบริหารหนี้ปี 2558ของกระทรวงการคลัง จะพบว่าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.4 ล้านล้านบาท ที่เบื้องต้นจะลงทุนในปีงบประมาณ 2558 จำนวน 1.5 แสนล้านบาทนั้น จะแบ่งเป็นการใช้งบประมาณ 2 หมื่นล้านบาท กู้เพื่อลงทุน6.5 หมื่นล้านบาท การร่วมลงทุนกับภาคเอกชนในรูปแบบพีพีพี 7,000 ล้านบาท
จะเห็นว่า ตามแผนแล้วไม่มีการระดมเงินจากกองทุนอินฟราฯ แสดงให้เห็นว่ากองทุนอินฟราฯ ไม่สามารถเป็นตัวช่วยการลงทุนภาครัฐในปลายนี้หรือต้นปีหน้าได้เลย
ขณะที่ตัวช่วยด้วยการร่วมลงทุนเอกชนในรูปแบบพีพีพี ตามแผนของกระทรวงการคลัง จะมีโครงการภาครัฐที่ลงทุนในรูปแบบพีพีพีในปีงบประมาณ 2558 เพียง 7,000 ล้านบาทเท่านั้น ถือเป็นสัดส่วนที่ต่ำมากคิดเป็น 5% ของเม็ดเงินลงทุนด้านคมนาคมขนส่ง 1.5แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในแง่ของข้อกฎหมายการร่วมทุนในรูปแบบพีพีพีอยู่ระหว่างเร่งออกกฎหมายลูก 78 ฉบับ เพื่อกำหนดรายละเอียดของเงื่อนไขการลงทุน และแผนยุทธศาสตร์ให้เอกชนเข้ามาร่วมงาน
กุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) หน่วยงานที่เป็นผู้รับผิดชอบกฎหมายพีพีพี ระบุว่า การออกกฎหมายลูกที่ค้างอยู่ จะเกี่ยวข้องกับการจัดทำหลักเกณฑ์และมูลค่าโครงการ โดยจะเร่งหาข้อสรุปให้เร็วที่สุดภายในปีนี้ และตั้งเป้าหมายให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในรูปแบบพีพีพีที่ 20% ของโครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด
จากตารางเวลาดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในรูปแบบพีพีพี กว่าจะเริ่มดำเนินการได้คือปีหน้า ซึ่งการดำเนินการและพิจารณาต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน หรือ 1 ปี จึงมีแนวโน้มสูงว่าจะยังไม่เห็นการลงทุนในรูปแบบพีพีพีเกิดขึ้นในปีงบประมาณ 2558
เมื่อทั้งกองทุนอินฟราฯ และการลงทุนในรูปแบบพีพีพี ยังติดปัญหาล่าช้าทำไม่ได้ ทำให้การลงทุนของประเทศบางส่วนมีปัญหาล่าช้า จากเดิมที่จะให้มาเป็นตัวช่วยเติมเต็ม กลายเป็นว่ายังไม่มีใครกล้าลองของใหม่ เพราะเกรงปัญหาที่จะตามมาทำให้ต้องรับผิดทางกฎหมาย ทำให้ตัวช่วยลงทุนแปลงสภาพเป็นตัวฉุดการลงทุนของประเทศไปในที่สุด
สำหรับการพึ่งเงินงบประมาณของประเทศเพื่อเร่งการลงทุนเพิ่มขึ้นก็ยังมีปัญหา เพราะประเทศมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรายจ่ายด้านสวัสดิการต่างๆ ที่จัดให้กับคนภายในประเทศให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ในอนาคตรายจ่ายประเทศจะเพิ่มจากการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 8% ที่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มอีกปีละ 4 หมื่นกว่าล้านบาท แต่ปัญหารายได้ของประเทศไม่พอ ทำให้ต้องเลื่อนการขึ้นเงินเดือนข้าราชการไปเริ่มเดือนเม.ย. 2558 เพื่อลดภาระงบประมาณปี 2558 เหลือเพียงครึ่งเดียว หรือ 2 หมื่นกว่าล้านบาท และค่อยไปแก้ปัญหาในปีงบประมาณปี 2559 ที่คาดว่าการเก็บรายได้ของประเทศจะได้เพิ่มขึ้น
ขณะที่การเก็บรายได้รัฐบาลยังมีปัญหาปีงบประมาณ 2557 คาดว่าจะเก็บได้ต่ำกว่าเป้าถึง 1 แสนล้านบาท ส่วนปีงบประมาณ 2558 ยังต้องลุ้นว่าจะได้ตามเป้าหรือไม่ เพราะรัฐบาลยังไม่กล้าขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวต ยังไม่เก็บภาษีที่ดิน ไม่กล้าเก็บภาษีตัวใหม่จากชาเขียว กาแฟ รวมถึงยังไม่กล้าขึ้นภาษีน้ำมันดีเซล ทำให้รายได้ของรัฐบาลยิ่งนานวันยิ่งอาการแย่มากขึ้น
ดังนั้น ปัญหาการลงทุนของประเทศที่คาดว่าปีงบประมาณ 2558 จะขยายตัวฉลุย ข้อเท็จจริงอาจไม่ได้อย่างที่คาดไว้ รายได้ของประเทศก็เก็บไม่ได้พอกับการพัฒนาประเทศ กองทุนอินฟราฯ และการร่วมทุนในรูปแบบพีพีพีก็ล่าช้าไม่เป็นไปตามแผนที่ตั้งไว้อีก
การลงทุนภาครัฐของประเทศปีหน้าจึงอาจไม่สดใส และเศรษฐกิจที่ว่าจะขยายตัวได้สูงก็มีปัญหาที่มองเห็นได้ตั้งแต่ยังไม่ทันข้ามปี







