
เปิดร่าง กม.คุมม็อบห้ามปิดทำเนียบ สภา สนามบิน
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ภาพการชุมนุมปิดล้อมสถานที่ราชการสัญลักษณ์ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา เรื่อยไปถึงสนามบิน กำลังจะกลายเป็น “อดีต” ไปแล้ว
ล่าสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ยุคท็อปบู๊ต คสช. ปัดฝุ่นร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ที่เคยผลักดันมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์เรื่อยไปถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่ไม่สำเร็จ เตรียมดันเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อีกครั้งเพื่อควบคุมสารพัดม็อบให้อยู่ในกรอบ และความสงบเรียบร้อยโดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของกฤษฎีกา
สแกนเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.... ฉบับนี้ สาระสำคัญเพื่อควบคุมการชุมนุมสาธารณะเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ ไม่กีดขวางทางหลวง หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องไม่ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเกินคาดหมาย หรือละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น และไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง
เนื้อหาในมาตรา 8 ระบุว่า การชุมนุมสาธารณะภายในรัศมี 500 เมตร จากปริมณฑลของสถานที่ดังต่อไปนี้จะกระทำมิได้ (1) ที่ประทับของพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไป (2) ที่พำนักของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (3) ที่พำนักของพระราชอาคันตุกะ ให้ สตช.ประกาศเป็นพื้นที่ห้ามชุมนุมสาธารณะเด็ดขาด
ต่อเนื่องที่มาตรา 9 ระบุว่าการชุมนุมสาธารณะต้องไม่กีดขวางการเข้าออก หรือการเปิดทำการตามปกติของสถานที่ดังต่อไปนี้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาสถานที่ดังต่อไปนี้ (1) รัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล ศาล (2) สถานที่ทำการของหน่วยงานของรัฐ (3) โรงพยาบาล สถานศึกษา และศาสนสถาน (4) ท่าอากาศยาน ท่าเรือ สถานีรถไฟ หรือสถานีขนส่งสาธารณะ (5) สถานทูตหรือสถานกงสุล (6) สถานที่ทำการขององค์การระหว่างประเทศ
พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดให้ผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมมีหนังสือแจ้งการชุมนุมต่อ “ผู้รับแจ้ง” คือ หัวหน้าสถานีตำรวจแห่งท้องที่ที่มีการชุมนุมก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 48 ชั่วโมง กรณีผู้รับแจ้งเห็นว่าการชุมนุมสาธารณะใดไม่เป็นการชุมนุมโดยสงบหรือไม่เป็นไปตามกำหนด ให้ผู้รับแจ้งยื่นคำขอต่อศาลเพื่อมีคำสั่งห้ามการชุมนุมโดยไม่ชักช้า และให้ศาลพิจารณาคำขอเป็นการด่วนและคำสั่งของศาลเป็นที่สุด
อย่างไรก็ตาม กรณีผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะไม่สามารถแจ้งการชุมนุมได้ภายในกำหนดให้มีหนังสือแจ้งการชุมนุมพร้อมคำขอผ่อนผัน ต่อผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในกรุงเทพมหานคร หรือ ผวจ.ในจังหวัดอื่น ก่อนเริ่มการชุมนุม
สำหรับเนื้อหาในหมวด 3 เรื่องหน้าที่ของ “ผู้จัดการชุมนุม” และ “ผู้ชุมนุม” ถือเป็นอีกมาตรการสำคัญที่เข้ามาจัดระเบียบการชุมนุม เริ่มตั้งแต่มาตรา 16 ผู้จัดการชุมนุมมีหน้าที่ ดูแลและรับผิดชอบการชุมนุมสาธารณะให้เป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ และไม่ขัดขวางประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ
มาตรา 17 ผู้ชุมนุมมีหน้าที่ดังนี้ ไม่ก่อให้เกิดความไม่สะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ ไม่ปิดบังหรืออำพรางตน ไม่พาอาวุธเข้าไปในที่ชุมนุม ไม่บุกรุกหรือทำให้ทรัพย์สินเสียหาย ไม่ใช้กำลังประทุษร้าย
มาตรา 18 และ 19 กำหนดว่า ถ้าผู้จัดการชุมนุมจะเดินขบวน หรือเคลื่อนย้ายต้องได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้าสถานีตำรวจ และผู้ชุมนุมต้องเลิกชุมนุมภายใน 24 ชั่วโมง ตามที่แจ้ง ถ้าจะขยายเวลาก็ต้องแจ้งอีกครั้ง
สำหรับหมวด 4 การคุ้มครองความสะดวกและความปลอดภัยของประชาชน โดยมาตรา 20 ระบุว่า ให้หัวหน้าสถานีตำรวจแห่งท้องที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะ และผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าสถานีตำรวจ เป็นเจ้าพนักงานอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะนั้น และอาจแจ้งพนักงานฝ่ายปกครอง หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งท้องที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะ หรือหน่วยงานประชาสัมพันธ์ของรัฐ หรือเอกชนในท้องที่นั้นเพื่อทราบด้วยก็ได้
ส่วนบทลงโทษผู้จัดการชุมนุมสาธารณะที่กระทบต่อความสะดวกของประชาชน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท และหากเชิญชวน หรือนัดหมายให้ผู้อื่นเข้าร่วมการชุมนุมสาธารณะ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ปณิธาน วัฒนายากร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า ในยุครัฐประหารอาจประกาศใช้ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ได้ แต่รัฐบาลชุดหน้าจะสามารถบังคับใช้กฎหมายได้แค่ไหน จะมีการยอมรับกันหรือไม่ ฉะนั้นต้องคิดให้รอบด้านทั้งการดูแลผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบชุมนุม หรือการจำกัดสิทธิการชุมนุมที่เข้มงวดเกินไปต้องดูความเหมาะสม เพราะหากปิดกั้นเกินไปจะเกิดปัญหาอื่นมาอีก สุดท้ายต้องดู พ.ร.บ.ว่าเหมาะสมกับสังคมไทยด้วยหรือไม่ เพราะประเทศที่จะใช้กฎหมายพวกนี้ได้ดี ต้องเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยพัฒนาแล้ว







