
ดึง ขสมก. เข้าฟื้นกิจการด่วนแห่งที่7
การประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือ ซูเปอร์บอร์ด ครั้งที่ 2 โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ได้มีมติให้ดึงองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เข้าฟื้นฟูกิจการเป็นแห่งที่ 7 และตีกลับแผนฟื้นฟู 4 รัฐวิสาหกิจ
การประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือ ซูเปอร์บอร์ด ครั้งที่ 2 โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ได้มีมติให้ดึงองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เข้าฟื้นฟูกิจการเป็นแห่งที่ 7 และตีกลับแผนฟื้นฟู 4 รัฐวิสาหกิจ
รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุม คนร. ว่า การประชุมซูเปอร์บอร์ดได้พิจารณาแผนฟื้นฟูของรัฐวิสาหกิจ 4 แห่ง คือ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศ (เอสเอ็มอีแบงก์) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) บริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม โดยบริษัท การบินไทย และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ขอเลื่อนส่งแผนฟื้นฟูเนื่องจากดำเนินการไม่ทัน
ทั้งนี้ ได้ตีกลับแผนฟื้นฟูของรัฐวิสาหกิจทั้ง 4 แห่ง เนื่องจากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองแผนการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจ ที่มี พล.ท.อนันตพร กาญจนรัตน์ ปลัดบัญชีทหารบก เป็นประธาน ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าทั้ง 4 แห่งจำเป็นต้องทำแผนให้มีความชัดเจนในข้อเท็จจริงต่างๆ ทั้งด้านข้อมูลทรัพย์สินและข้อพิพาททางกฎหมายก่อน คนร.จึงได้มีมติให้ดำเนินการจ้างบุคคลภายนอกมาทำการสำรวจทรัพย์สินและหนี้สิน (ดิวดิลิเจนต์) อย่างละเอียด โดยให้ดำเนินการให้เสร็จภายใน 3 เดือน ก่อนนำกลับมาเสนอให้พิจารณาอีกครั้งและนำกลับไปทำเป็นแผนฟื้นฟูฉบับเต็มให้เร็วที่สุด
ได้มีมิติให้รัฐวิสาหกิจทั้ง 4 แห่ง ที่ยื่นแผนการแก้ไขปัญหาเข้ามายัง คนร. ให้ไปดำเนินการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะองค์กรและประเมินทรัพย์สินและหนี้สินขององค์กรว่าครบถ้วนและมีอยู่จริง(Due Diligence) โดยต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 3 เดือน ก่อนการพิจารณาแผนแก้ไขปัญหาอีกครั้ง โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.)ประสานงานกับคณะกรรมการทุกหน่วยงานในการปรับปรุงแผนต่อไป
ทั้งนี้ มติดังกล่าวสืบเนื่องจากการประชุม คนร. ครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2557 ได้ให้รัฐวิสาหกิจที่มีปัญหา 6 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศ( เอสเอ็มอีแบงก์) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) บริษัท กสท โทรคมมนาคม จำกัด(มหาชน) และการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) จัดส่งแผนการแก้ไขปัญหาส่งให้ คนร. พิจารณา ซึ่งได้มีการส่งให้ คนร. พิจารณา 4 แห่ง โดยอนุกรรมการกลั่นกรองแผนการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจ ที่มีพลโท อนันตพร กาญจนรัตน์ ปลัดบัญชีทหารบก เป็นประธาน ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าทั้ง 4 แห่งจำเป็นต้องทำแผนให้มีความชัดเจนในข้อเท็จจริงต่างๆ ทั้งด้านข้อมูลทรัพย์สินและข้อพิพาททางกฎหมายก่อน คนร. จึงได้มีมติให้ดำเนินการจ้างบุคคลภายนอกมาทำดิวดิลิเจนท์ดังกล่าว
“คนร.เห็นว่าทั้ง 4 หน่วยงานต้องตรวจสอบฐานะตัวเองก่อนว่าสุขภาพตัวเองเป็นอย่างไร เพื่อว่า คนร.ที่เป็นหมอจะได้รู้ว่าจะรักษาคุณอย่างไร จะให้แค่ทานยา หรือผ่าตัดเล็ก ผ่าตัดใหญ่ก็หาย ภายใน 3 เดือนนี้ต้องทำมาให้เรียบร้อย หลังจากนั้นก็จะเร่งจัดทำแผนฟื้นฟูฉบับเต็มให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด” นายรังสรรค์ กล่าว
รังสรรค์ กล่าวว่า คนร.ได้เสนอให้นำเอา ขสมก.มาอยู่ภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการเร่งด่วนเป็นแห่งที่ 7 เนื่องจาก ขสมก.มีแผนจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 3,183 คัน เพื่อทดแทนรถเดิมมูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท แต่กลับมีผลประกอบการขาดทุน จึงสั่งการให้บอร์ด ขสมก.จัดทำแผนการแก้ไขปัญหาองค์กรให้อนุกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาภายใน 15 วันเพื่อเสนอต่อ คนร.ต่อไป
ทั้งนี้ ผลประกอบการของ ขสมก.ในปี 2556 ขาดทุน 5,337 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสะสม 9.21 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ คนร.ยังได้มีมติเห็นชอบตัดสิทธิประโยชน์ของบอร์ดรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง เช่น บริษัท การบินไทย ธนาคารออมสิน ที่ตัดเงินค่างบรับรอง และสิทธิพิเศษอื่นๆ จำนวนมาก
ทางด้าน กุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า บอร์ด คนร.มอบหมายให้ สคร.จัดทำหลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินบริจาคของรัฐวิสาหกิจเพื่อเสนอ คนร.พิจารณาในโอกาสต่อไป ทั้งนี้เนื่องจากที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานที่ใช้เงินไปกับการบริจาคการกุศลและซีเอสอาร์จำนวนมาก จึงควรทำหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน เพื่อประโยชน์สาธารณะใช้จ่ายขององค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
นอกจากนี้ที่ประชุมฯยังได้รับทราบการดำเนินการของคณะอนุกรรมการ 3 ชุด ด้าน ได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ที่มีพลโทอนันตพร กาญจนรัตน์ ปลัดบัญชีทหารบกเป็นประธานที่รายงานผลการพิจารรษแผนแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจ 4 แห่ง
2.คณะอนุกรรมการกำหนดยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจ ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธานอนุกรรมการ ซึ่งคณะอนุกรรมการได้รายงายความคืบหน้าในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจว่า ภายในเดือน ก.ย.2557 ว่าจะสามารถจัดทำรายงานเกี่ยวกับการกำหนดบทบาทที่ชัดเจนของรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง ที่จะมีต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต รวมทั้งความจำเป็นในการเพิ่มบทบาท ปรับลด หรือบุบรวมบางรัฐวิสาหกิจที่มีบทบาทน้อยลง เพื่อจัดทำแผนทิศทางการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจตามบทบาทในระยะยาวต่อไปและ
3.คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบกำกับดูแลและระบบบรรษัทภิบาลของรัฐวิสาหกิจ ที่มีนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เป็นประธานอนุกรรมการ ได้รายงานว่าคณะอนุกรรมการฯจะมีการนำเสนอมาตรการเร่งด่วน เช่น การปฏิรูปการกำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs)การสร้างความโปร่งใสของการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ แนวทางการแต่งตั้งกรรมการ ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งการวางระบบจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใสของรัฐวิสาหกิจ ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพ.ย. 2557 และจะมีการทำแผนระยะยาวเพื่อเป็นโร้ดแมปเพื่อกำกับรัฐวิสากิจภายใน 1 ปี
ซึ่งจะทำให้มีรัฐวิสาหกิจที่ต้องแก้ไขปัญหาเพิ่มเป็น 7 แห่ง แต่ทั้งนี้จะไม่กระทบกับแผนการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 3,183 คัน เนื่องจากดังกล่าวถือเป็นแผนเพิ่มประสิทธิภาพการบริการให้แก่ประชาชน
นอกจากนี้ คนร. ยังได้มีมติเห็นชอบตัดสิทธิตามที่รัฐวิสาหกิจหลายแห่ง เช่น บริษัท การบินไทยฯ ธนาคารออมสิน ได้เสนอ โดยให้ยกเลิกสิทธิประโยชน์ในรูปแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการของรัฐวิสาหกิจและสิทธิประโยชน์พิเศษ เช่นค่ารับรอง สิทธิประโยชน์สนามกอล์ฟ หรือตั๋วเครื่องบินในประเทศ และต่างประเทศฟรีปีละ 10 ใบสำหรับบอร์ดการบินไทย ให้ต่อไปนี้เหลือเพียงเงินรายเดือนและเบี้ยประชุม
โดยให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจแห่งอื่นๆ ไปดำเนินการให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์เบิกจ่าย วงเงินสำหรับสิทธิประโยชน์ให้ชัดเจน ส่วนสิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่น เบี้ยเลี้ยง รถประจำตำแหน่ง หากจะมีต้องพิจารณาให้เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจนั้นเท่านั้น
นายรังสรรค์ กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้พิจารณาเปลี่ยนแปลงงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ 10 แห่ง โดยเห็นชอบให้ลดวงเงินเบิกจ่ายของทั้ง 10 แห่ง จาก 5.41 หมื่นล้านบาท เป็น 4.63 หมื่นล้านบาท หรือลดลง 7,767 ล้านบาท และเร่งให้รัฐวิสาหกิจเร่งเบิกจ่ายโครงการที่เป็นประโยชน์กับประชาชนโดยเร็ว โดยการปรับลดดังกล่าวพิจารณาภายใต้เกณฑ์ 3 ข้อ ได้แก่ 1.การทำโครงการใหม่ต้องสอดคล้องกับนโยบายและภารกิจหน้าที่ความพร้อมในการดำเนินการและความจำเป็นเร่งด่วน 2.การเพิ่มงบลงทุนจะพิจารณาเฉพาะกรณีที่ผูกพันสัญญาหรือเริ่มการจัดซื้อจัดจ้างแล้ว และ 3.การปรับลดงบประมาณจะพิจารณาให้เกิดความประหยัด หรือไม่มีความจำเป็นหรือซ้ำซ้อน
นายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการ สคร. กล่าวว่า ที่ประชุม คนร. มีมติมอบหมายให้ สคร.จัดทำหลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินบริจาคของรัฐวิสาหกิจเพื่อเสนอ คนร. พิจารณาในโอกาสต่อไป ทั้งนี้เนื่องจากที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานที่ใช้เงินไปกับการบริจาคการกุศลและซีเอสอาร์จำนวนมากจึงควรทำหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน เพื่อประโยชน์สาธารณะใช้จ่ายขององค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
นอกจากนี้ที่ประชุมฯยังได้รับทราบการดำเนินการของคณะอนุกรรมการ 3 ชุด ด้าน ได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ที่มีพลโทอนันตพร กาญจนรัตน์ ปลัดบัญชีทหารบกเป็นประธานที่รายงานผลการพิจารรษแผนแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจ 4 แห่ง
2.คณะอนุกรรมการกำหนดยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจ ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธานอนุกรรมการ ซึ่งคณะอนุกรรมการได้รายงายความคืบหน้าในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจว่า ภายในเดือน ก.ย.2557 ว่าจะสามารถจัดทำรายงานเกี่ยวกับการกำหนดบทบาทที่ชัดเจนของรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง ที่จะมีต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต รวมทั้งความจำเป็นในการเพิ่มบทบาท ปรับลด หรือบุบรวมบางรัฐวิสาหกิจที่มีบทบาทน้อยลง เพื่อจัดทำแผนทิศทางการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจตามบทบาทในระยะยาวต่อไปและ
3.คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบกำกับดูแลและระบบบรรษัทภิบาลของรัฐวิสาหกิจ ที่มีนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เป็นประธานอนุกรรมการ ได้รายงานว่าคณะอนุกรรมการฯจะมีการนำเสนอมาตรการเร่งด่วน เช่น การปฏิรูปการกำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs)การสร้างความโปร่งใสของการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ แนวทางการแต่งตั้งกรรมการ ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งการวางระบบจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใสของรัฐวิสาหกิจ ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพ.ย. 2557 และจะมีการทำแผนระยะยาวเพื่อเป็นโร้ดแมปเพื่อกำกับรัฐวิสากิจภายใน 1 ปี
ขสมก. ผลประกอบการในปี 2556 ขาดทุน 5,337 ล้านบาท ขาดทุนสะสม 9.21 หมื่นล้านบาท โครงการลงทุนในอนาคตการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 3,183 วงเงิน 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. สั่งการให้จัดซื้อให้แล้วเสร็จภายในปี 2558 และให้กระทรวงคมนาคมไปพิจารณาจัดซื้อล็อตแรกภายในปีนี้ แต่ไม่ระบุว่าให้จัดซื้อกี่คัน วงเงินเท่าใด
คลัง ตีกลับแผนฟื้นฟูไอบแงก์ ชี้ขายหนี้เสีย 1







