
ยุโรปส่อเผชิญยุคเงินฝืดฤทธิ์คว่ำบาตรสกัดเฟ้อฉุดโต
ทำเอานักลงทุนทั่วโลกรู้สึกหนาวจับไข้ขึ้นมาทันทีทันใด เมื่อสำนักงานสถิติแห่งเยอรมนี (เดอ สแตติส)
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ทำเอานักลงทุนทั่วโลกรู้สึกหนาวจับไข้ขึ้นมาทันทีทันใด เมื่อสำนักงานสถิติแห่งเยอรมนี (เดอ สแตติส) เปิดเผยรายงานเมื่อวันที่ 13 ส.ค.ว่า อัตราเงินเฟ้อของประเทศในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 0.8% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี หรือนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2010 ทั้งๆ ที่ตัวเลขเงินเฟ้อดังกล่าวเพิ่งจะปรับตัวกระเตื้องขึ้นแตะ 1% เมื่อเดือน มิ.ย.ก่อนหน้า
ในวันเดียวกัน ยังมีรายงานจากซอว์ (ZEW) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดบรรยากาศความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของนักลงทุนในเยอรมนีล่าสุด ที่แตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 20 เดือนจาก 27.1 จุดในเดือน มิ.ย. มาอยู่ที่ 8.6 จุดในเดือน ก.ค. อีกทั้งยังปรับตัวดิ่งแรงมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อเยอรมนีน่าจะปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 18.2 จุด
เหตุที่นักลงทุนและนักธุรกิจ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ ต้องหนาวสะท้านเมื่อรับทราบข้อมูลตัวเลขข้างต้นทั้งหมด เป็นเพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นปัจจัยที่สามารถบ่งชี้เบื้องต้นได้ว่า เศรษฐกิจของภูมิภาคยุโรปกำลังเดินเข้าสู่ภาวะชะลอตัว ที่อาจร้ายแรงถึงขั้นหวนคืนสู่ภาวะถดถอยเหมือนเมื่อช่วงไม่กี่ปีก่อนหน้านี้
คราวนี้ยังพ่วงด้วยปัจจัยคุกคามที่น่าวิตกยิ่งกว่าอย่าง “ภาวะเงินฝืด” ซึ่งร้ายแรงถึงขนาดที่เคยทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นกลายเป็นทศวรรษที่สูญหาย คือไม่สามารถเติบโตได้เลยถึง 10 ปี และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่อาจฟื้นตัวเติบโตได้อย่างเต็มที่
ทั้งนี้ อย่างที่ทราบกันดีว่า ภาวะเงินฝืดก็คือการที่ราคาสินค้าและบริการปรับตัวลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง โดยแม้จะฟังดูเข้าทีและเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคที่จะได้ใช้สินค้าและบริการในราคาถูก แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของวงจรอุบาทว์
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ภาวะเงินฝืดทำให้ผู้บริโภคในตลาดไม่ใช้จ่ายเงินเพราะต้องการรอให้สินค้าลดราคาลงอีก ขณะที่ภาคธุรกิจจำเป็นต้องประหยัดต้นทุนชะลอการลงทุนใช้จ่ายเพื่อประคับประคองกิจการที่ขาดสภาพคล่องเนื่องจากคนไม่ซื้อ รวมถึงการตัดลดแรงงาน ภาวะว่างงานจึงสูง และเมื่อไม่มีงานก็ยิ่งต้องประหยัดเข้าไปอีก จนกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมหยุดชะงักไม่สามารถเติบโตต่อไปได้
ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ยุคเงินฝืดถาวร ทั่วโลกจึงได้เห็นอีซีบีทุ่มสุดตัวแบบที่ไม่เคยทำมาก่อนในประวัติศาสตร์ ด้วยการตัดลดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดที่ 0.15% และเปิดเผยแผนผ่อนคลายทางการเงินสำหรับกรณีฉุกเฉิน โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าภูมิภาคยุโรปกำลังเข้าสู่วิกฤตเงินฝืดอย่างแท้จริง
ถามว่าเพราะเหตุใดข่าวร้ายทางลบของเยอรมนีถึงสามารถสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจของยุโรปได้ คำตอบก็คือ เพราะเศรษฐกิจแดนเมืองเบียร์แห่งนี้คือหัวเรือใหญ่ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และเป็นเสาหลักที่คอยประคับประคองเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (อียู) โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศผู้ใช้เงินสกุลยูโร (ยูโรโซน)
คราสเทน เบรซสกี นักเศรษฐศาสตร์จากไอเอ็นจี ระบุว่า การเติบโตที่อ่อนแอของเยอรมนี จะส่งผลต่อการค้าภายในภูมิภาค เนื่องจากเยอรมนีเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่หลายประเทศในยุโรปต้องพึ่งพา ดังนั้นเมื่อพี่ใหญ่รวนย่อมส่งผลต่อการค้าและการส่งออกของประเทศอื่นๆ ต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่นั่นเอง
ในส่วนของสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจเยอรมนีเดินหน้าเข้าสู่ภาวะย่ำแย่ สวนทางกับแนวโน้มเมื่อช่วงต้นปี 2014 ที่นักวิเคราะห์และนักลงทุนรู้สึกเชื่อมั่นอย่างสุดใจว่าเศรษฐกิจของเยอรมนีและภูมิภาคยุโรปกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากวิกฤตหนี้สาธารณะได้อย่างช้าๆ สืบเนื่องจากปัจจัยที่นักวิเคราะห์แทบทุกสำนักออกโรงเตือนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
ไม่ว่าจะเป็น 1) การเติบโตของเศรษฐกิจโลกรวมถึงยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐ ไม่ได้แกร่งพอที่จะหวังพึ่งได้ แถมเศรษฐกิจจีนเองก็มีสัญญาณชะลอตัว และ 2) ประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะวิกฤตในยูเครนที่ทวีความตึงเครียดจนนำไปสู่การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับรัสเซีย ประเทศคู่ค้าลำดับต้นๆ ของยุโรป รวมถึงเยอรมนี ที่แดนหมีขาวเป็นตลาดส่งออกสินค้าด้านการเกษตรและเครื่องจักรอุตสาหกรรมหนักที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับเศรษฐกิจเยอรมนี
แน่นอนว่า สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจยุโรปมาอย่างต่อเนื่อง ย่อมทำใจได้ดีแล้วในระดับหนึ่งว่าเศรษฐกิจของยุโรปอาจไม่สามารถฟื้นตัวในอัตรารวดเร็วดังใจหวัง แต่กรณีที่ยุโรปมีแววว่าจะพลิกสู่ “ภาวะเงินฝืด” นี้ นับเป็นประเด็นน่าวิตกตัวใหม่ที่ได้แรงซ้ำมาจากการใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย
ก่อนหน้านี้ไม่กี่สัปดาห์ รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) หนึ่งในปัจจัยบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อของฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ติด 5 อันดับต้นของยุโรป ได้แสดงให้เห็นการเติบโตในอัตราที่น่าผิดหวัง ทำให้อัตราเงินเฟ้อโดยเฉลี่ยในอียูอยู่ที่ 0.5% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ธนาคารกลางแห่งยุโรป(อีซีบี) ตั้งเป้าไว้ที่ 2% ค่อนข้างห่างไกล
กระนั้น แม้จะน่าเป็นห่วง แต่ความเห็นจากนักวิเคราะห์สะท้อนไปในทางเดียวกันว่ายังไม่น่าวิตกจนเกินไป เพราะเยอรมนียังดีอยู่ ทว่า ดูเหมือนนักวิเคราะห์และนักลงทุนจะเบาใจไม่ได้อีกแล้ว เมื่อเงินเฟ้อของเยอรมนีล่าสุดฟ้องชัดแล้วว่า ปัจจัยเงินฝืดไม่ใช่เรื่องไกลตัว และกำลังคุกคามเศรษฐกิจของยุโรปเข้ามาเรื่อยๆ
แถมผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งยังตั้งข้อสังเกตว่า อัตราเงินเฟ้อของอียูอยู่ต่ำกว่าระดับ 1% นับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2013 หรือเกือบ 1 ปี ซึ่งเป็นเวลานานพอที่จะทำให้ยุโรปเสี่ยงตกเข้าสู่ยุคเงินฝืดถาวร อีกทั้งเป็นอีซีบีเองที่เคยกล่าวไว้ว่าอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ต่ำกว่า 1% ถือเป็นสัญญาณสะท้อนความเสี่ยงของการตกเข้าสู่ภาวะเงินฝืดที่ค่อนข้างชัดเจนแน่นอน
สถานการณ์เศรษฐกิจของยุโรปในห้วงเวลานี้ จึงดูเหมือนว่ายากแน่แล้วที่จะหนีพ้นจากชะตากรรมของภาวะเงินฝืด ที่น่ากลัวว่าจะส่งผลให้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกสั่นสะเทือนกันอีกระลอก







