posttoday
ข้อคิดที่ได้จากการทำวิจัยที่ Harvard 1 ปี

ข้อคิดที่ได้จากการทำวิจัยที่ Harvard 1 ปี

14 สิงหาคม 2557

ในปีที่ผ่านมานี้ ผมดีใจที่ได้รับโอกาสไปทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัยให้กับนักเศรษฐศาสตร์สองท่านที่ Harvard Kennedy School of Government และได้เห็นการใช้เศรษฐศาสตร์แก้ปัญหาสังคมด้วยวิธีใหม่ๆ ทั้งสองท่านนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญในคนละแขนง ท่านหนึ่งเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา ส่วนอีกท่านเชี่ยวชาญด้านนโยบายพลังงาน สุขภาพและสิ่งแวดล้อม ส่วนผมมีหน้าที่ช่วยเขียนโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติและเขียนบทความ หนึ่งปีนี้สั้นนิดเดียวแต่ได้เห็นและเรียนรู้อะไรมากมายเกี่ยวกับวงการ Policymaking และวงการเศรษฐศาสตร์แขนงใหม่ ผมสรุปบทเรียนย่อๆ มาแชร์ให้เพื่อนๆ อ่านครับ

ในปีที่ผ่านมานี้ ผมดีใจที่ได้รับโอกาสไปทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัยให้กับนักเศรษฐศาสตร์สองท่านที่ Harvard Kennedy School of Government และได้เห็นการใช้เศรษฐศาสตร์แก้ปัญหาสังคมด้วยวิธีใหม่ๆ ทั้งสองท่านนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญในคนละแขนง ท่านหนึ่งเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา ส่วนอีกท่านเชี่ยวชาญด้านนโยบายพลังงาน สุขภาพและสิ่งแวดล้อม ส่วนผมมีหน้าที่ช่วยเขียนโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติและเขียนบทความ หนึ่งปีนี้สั้นนิดเดียวแต่ได้เห็นและเรียนรู้อะไรมากมายเกี่ยวกับวงการ Policymaking และวงการเศรษฐศาสตร์แขนงใหม่ ผมสรุปบทเรียนย่อๆ มาแชร์ให้เพื่อนๆ อ่านครับ

ความสำคัญของงานวิจัยและการใช้หลักฐานเพื่อพัฒนาสังคม

สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นกับตาที่ Harvard Kennedy School คือคนที่ผมได้พบปะพูดคุย ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ นักเรียน นักธุรกิจ หรือนักการเมือง ต่างเห็นความสำคัญของงานวิจัยต่อการพัฒนานโยบายรัฐและโครงการการพัฒนาองค์กรทั้งในภาคเอกชนและภาค Non profit อย่างมาก แทบจะทุกมิติของนโยบายรัฐถูกนำมาชำแหละและวิจัยอย่างลึกซึ้งที่นี่ เพื่อหาข้อเท็จจริงว่านโยบายแต่ละนโยบายมีประโยชน์และโทษแค่ไหนต่อสังคม

แม้ว่าโรงเรียนนี้จะขึ้นชื่อว่าเน้นการผลิต Policymaker กับนักการเมือง ขณะนี้กำลังมีเทรนด์ที่จ้างนักเศรษฐศาสตร์เข้ามาเป็นอาจารย์ที่นี่มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากทั้งภาครัฐและเอกชนในหลายประเทศต้องการนักเรียนที่สามารถเข้าใจหลักฐานที่มาจากการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อที่จะให้ทุกฝ่ายรู้ถึงผลกระทบที่แม่นยำว่า หากทำนโยบายนี้แล้ว ฝ่ายไหนได้อะไร ฝ่ายไหนเสียอะไร พวกเขาจะได้มาถกเถียงกันได้อย่างมีเหตุผลและสามารถตัดสินใจได้ว่านโยบายนี้มีประโยชน์คุ้มค่าใช้จ่ายหรือไม่

จะได้ล้มเลิกนโยบายที่ไม่เวิร์กเท่าที่คิดไว้หรือพัฒนานโยบายที่พิสูจน์แล้วว่าเวิร์กต่อไป เมื่อรู้ว่าอะไรเวิร์กอะไรไม่เวิร์กอย่างแน่ชัด บริษัท องค์กร เมือง สังคม และประเทศก็จะสามารถปรับตัวและเจริญไปได้อย่างมีทิศทาง ดังนั้นการเจาะวิเคราะห์ข้อมูลอันมหาศาลและทำการทดลอง (คล้ายการทำการทดลองหาประสิทธิภาพของยา) เพื่อหาหลักฐานจึงกลายเป็นอีกจุดที่นักเศรษฐศาสตร์ “สายพันธุ์ใหม่” สามารถเข้ามามีบทบาทอันสำคัญต่อการพัฒนาสังคมได้นั่นเอง

ยกตัวอย่างง่ายๆ ครับ ในปีที่ผ่านมานี้ผมได้มีโอกาสช่วยทำโปรเจกต์วิจัย “นโยบาย Snow days” ที่รัฐแมสซาชูเซตส์จ้างหนึ่งในอาจารย์ของผม เพื่อหาผลกระทบของการสั่งปิดโรงเรียนในวันที่หิมะตกหนักทั้งๆ ที่ Snow days จริงๆ แล้วเกิดขึ้นโดยเฉลี่ยปีละไม่ถึง 3 ครั้ง แต่ผมประทับใจถึงความใส่ใจของภาครัฐที่ยอมจ่ายเงินจำนวนไม่น้อยให้อาจารย์และผม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการทำนโยบาย Snow days ของตนมันไม่ทำร้ายอนาคตของเด็กๆ (สรุปผลคือการปิดโรงเรียนเพราะว่าหิมะตกหนักไม่มีผลต่อคะแนนสอบเด็ก เพราะว่าการปิดโรงเรียนแบบนี้ทำให้เด็กทุกคน ไม่ว่าจะจนหรือรวย จะบ้านไกลไม่ไกลหยุดเรียนหมดและมาเรียนคาบพิเศษตอนท้ายพร้อมกันไม่ขาดหาย ดีกว่าการไม่ปิด ซึ่งทำให้นักเรียนที่บ้านอยู่ไกลหรือนักเรียนที่พ่อแม่ไม่มีรถลุยหิมะได้ขาดเรียน ครูก็จะมีปัญหากับการสอนเด็กที่ตามไม่ทัน รวนกันไปทั้งเทอมนั่นเอง)

ถามว่า ถ้าไม่ทำวิจัยเรื่องนี้จะรู้ไหมว่า การทำการปิดโรงเรียนเวลาหิมะตกหนักมันดีหรือไม่ดี ไม่มีทางรู้อย่างแน่ชัดแน่นอนครับ ถ้ามีการทำวิจัยเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ใครจะไปรู้ อีกหน่อยอาจจะสามารถหาจุด Optimal ว่าจะปิดโรงเรียน ณ อุณหภูมิเท่าไหร่ก็เป็นได้

โลกของเศรษฐศาสตร์กำลังก้าวไปสู่ยุคของ Big Data

ผมไม่เคยคิดว่าการวิจัยในสาขาเศรษฐศาสตร์มันจะสามารถมุ่งไปในทิศทางที่ใช้ข้อมูลอย่างหนักขนาดที่ว่าเราใช้คอมพิวเตอร์ Desktop แรงๆ เครื่องเดียวเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลอันมหาศาลไม่ได้อีกต่อไป กลายเป็นว่าต้องใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์มากมายเพื่อช่วยประมวลผลให้เร็ว สมัยก่อนผมคุ้นเคยแค่กับเศรษฐศาสตร์ที่เน้นใช้ข้อมูลไฟแนนซ์ ข้อมูลทางการเงิน และดัชนี เศรษฐกิจหลักๆ ปีนี้ผมได้เห็นวิธีใหม่ๆ ที่นักเศรษฐศาสตร์งัดมาใช้คู่กับเทคนิคทางสถิติเพื่อตอบปัญหาสังคมในหลายๆ ด้านที่สมัยก่อนอาจทำไม่ได้

ตัวอย่างคือโปรเจกต์ที่อาจารย์ของผมต้องการดูว่าการเตือนภัยเกี่ยวกับคุณภาพอากาศ (ว่าระดับมลภาวะมันสูงหรือต่ำ) ทางหนังสือพิมพ์หรือทางทีวีมีผลต่อการลดการตายก่อนวัยอันควรหรือไม่ (เด็กและคนชราที่มีโรคประจำตัว เช่น หอบหืด อาจล้มป่วยหนักได้ในที่สุดมลภาวะบางชนิดเข้าไปมากเกินไป)

ผมเคยเขียนไปแล้วเรื่องภัยของมลภาวะอากาศในกรุงเทพฯ ขณะนี้เรารู้แน่ชัดแล้วว่ามลภาวะอากาศ แม้ว่าจะมีระดับต่ำลงกว่าสมัยก่อน แต่ก็ยังมีภัยต่อสุขภาพในระยะยาวและมีผลเสียต่อผลิตภาพของแรงงาน ก้าวต่อไปคือเรากำลังสงสัยว่าโครงการที่มีค่าใช้จ่ายบำรุงไม่มาก เช่น การพยากรณ์หรือเตือนภัยมลภาวะอากาศนั้น อาจจะทำให้ประชากรหลีกเลี่ยงวันที่อากาศแย่ๆ ได้ทันเวลาและช่วยชีวิตผู้คนได้มากเสียยิ่งกว่าโครงการรักษาสิ่งแวดล้อมบางโครงการที่มีค่าใช้จ่ายสูงมากๆ

ในโปรเจกต์นี้ผมต้องสู้ฟัดกับอภิมหาข้อมูลรายชั่วโมงของมลพิษทุกชนิดจากสถานีวัดมลภาวะในอเมริกาที่บันทึกไว้ตั้งแต่ก่อนผมเกิดจนถึงปัจจุบัน รวมถึงข้อมูลการตายรายวันแบ่งเป็นสาเหตุการตายทุกสาเหตุจากโรงพยาบาลของทุกเทศมณฑลในอเมริกา มันทำให้ผมตระหนักถึงคุณค่าอันมหาศาลที่ฝังลึกอยู่ในข้อมูลพวกนี้ รอคอยให้นักเศรษฐศาสตร์และนักสถิติรุ่นใหม่ร่วมกันค้นหา Cause and effect เพื่อนำผลวิจัยที่ได้มาให้ประชาชนและนักการเมืองเอามาพูดคุยกันเพื่อปรับปรุงนโยบาย เพื่อพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท