
ปิดบัญชีขาดทุนจำนำข้าวภาระก้อนโตประเทศ
กลับมาเดินหน้าปิดบัญชีขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรกันอีกครั้ง หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
กลับมาเดินหน้าปิดบัญชีขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรกันอีกครั้ง หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งให้ รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นอนุกรรมการปิดบัญชีข้าวและสรุปผลรายงานให้ คสช.รับทราบ
รังสรรค์ออกมารับลูกเดินหน้าประชุมอนุกรรมการปิดบัญชีข้าวทันที เพื่อเก็บข้อมูลข้าวที่รับจำนำล่าสุดมาสรุปผลขาดทุน โดยเฉพาะข้อมูลของอนุกรรมการตรวจสต๊อกข้าว ที่มีม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อใช้ปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวที่ใช้เงินไปกว่า 9 แสนล้านบาท ใน 2 ปีที่ผ่านมา
แม้ว่าคณะอนุกรรมการปิดบัญชีข้าวจะยังไม่สามารถระบุว่าผลขาดทุนจำนำข้าวจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าไร เมื่อเทียบกับการปิดบัญชีล่าสุดเดือน พ.ค. 2556 ที่ขาดทุนอยู่ 3.3 แสนล้านบาท และยังมีข้าวสารหายไปอีก 3 ล้านตัน
แต่หากดูข้อมูลคณะอนุกรรมการตรวจสต๊อกข้าว พบว่าจากการตรวจสต๊อกข้าว 18 ล้านตัน เป็นขององค์การคลังสินค้า (อคส.) 14 ล้านตัน และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) 4 ล้านตัน ที่ดำเนินการไปแล้ว 90% พบว่ามีข้าวเสื่อมคุณภาพถึง 3 ล้านตัน ซึ่งจะขายได้ในราคาต่ำมาก โดยวงการค้าข้าวประเมินว่า ข้าวเสื่อมคุณภาพดังกล่าวจะขายได้ตันละไม่เกิน 5,000 บาท จากต้นทุนที่รัฐบาลรับจำนำและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตันละ 2.82.9 หมื่นบาท ทำให้รัฐบาลขาดทุนข้าวในส่วนนี้ 6.9-7.2 หมื่นล้านบาท
สำหรับข้าวที่เหลืออีก 15 ล้านตัน หากดูราคาที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ระบายขายข้าวไปแล้วประมาณ 1415 ล้านตัน ได้เงินมา 1.82 แสนล้านบาท เท่ากับเฉลี่ยแล้วขายข้าวได้ตันละ 1.2 หมื่นบาท หากคิดต้นทุนจำนำข้าวที่2.82.9 หมื่นบาท เท่ากับว่าขาดทุนตันละ1.6-1.7 หมื่นบาท
หากมีการระบาย 15 ล้านตันที่เหลือ และต้องขาดทุนตันละ 1.6-1.7 หมื่นบาท เหมือนที่ผ่านมา จะทำให้มีผลขาดทุนจากการระบายข้าวในส่วนนี้ 2.4-2.5 แสนล้านบาท
ดังนั้น หากยึดผลขาดทุน ณ เดือน พ.ค. 2556 อยู่ที่ 3.3 แสนล้านบาท รวมกับขาดทุนข้าวเสื่อมคุณภาพอีก 3 ล้านตัน อีก 6.9-7.2 หมื่นล้านบาท จะทำให้ผลขาดทุนข้าวเพิ่มเป็น 4 แสนล้านบาท และเมื่อรวมกับผลการระบายข้าวที่เหลือ 15 ล้านตัน อีก 2.4-2.5 แสนล้านบาท เท่ากับโครงการรับจำนำข้าวมีขาดทุนรวม 6.4-6.5 แสนล้านบาท ทันที
นอกจากนี้ ผลขาดทุนที่ประเมินได้ดังกล่าว ยังไม่ได้คิดกรณีข้าวหาย 3 ล้านตัน ที่จะทำให้ผลขาดทุนข้าวเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท
เท่ากับว่า ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากโครงการรับจำนำข้าวไม่ได้เกินคาดของนักวิชาการและผู้ค้าขายในวงการ ที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า โครงการรับจำนำข้าวจะขาดทุนไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท
ปัญหาที่ตามมา คือ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น ในแง่ทางการเมือง อดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ที่ปล่อยให้มีการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวสร้างความเสียหายให้กับประเทศ ทั้งที่มีการส่งหนังสือเตือนตั้งแต่เริ่มดำเนินการโครงการโดยเรื่องอยู่ระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุดส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังอยู่ระหว่างดำเนินการเอาผิดอาญากับอดีตรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องอีกหลายรายที่สร้างความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว
แต่ในแง่ของเม็ดเงินความเสียหายที่เกิดขึ้น 6.46.5 แสนล้านบาท ผู้รับผิดชอบคงหนีไม่พ้นประชาชนผู้เสียภาษีทุกคน เพราะรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศต้องนำเงินงบประมาณไปโปะความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ซึ่งต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะใช้หนี้หมดทั้งก้อน
ที่ผ่านมาปี 2540 ไทยเกิดวิกฤตการเงินประเทศ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินต้องเข้าอุ้มสถาบันการเงินและเสียหาย 1.4 ล้านล้านบาท ที่จนถึงวันนี้ยังใช้หนี้เงินต้นไม่หมด เพราะประเทศไม่มีเงินจ่าย ได้แต่จ่ายดอกเบี้ยจนภาระจะท่วมต้นเงินที่เป็นหนี้อยู่แล้ว
กรณีความเสียหายจากโครงการจำนำข้าว 6.4-6.5 แสนล้านบาท ก็ไม่ต่างจากหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ ที่ดูแล้วต้องใช้เวลาอีกนับ 10 ปี ถึงจะสางหนี้ได้หมด โดยภาระหนี้ที่แท้จริงจะเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัวเพราะมีภาระดอกเบี้ยติดตามมา
ดังนั้น ความเสียหายโครงการรับจำนำข้าวจึงเป็นงานช้างของรัฐบาลใหม่ ไม่ใช่ปิดบัญชีจะจบเรื่อง แต่เป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหา ที่จะต้องวางแผนล้างขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวให้ประเทศเสียหายน้อยที่สุด และต้องชัดเจนว่าจะล้างความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างไร เพื่อไม่ให้กระทบกับฐานะการเงินการคลังและเครดิตเรตติ้งของประเทศ
ที่สำคัญ ในช่วงที่ประเทศต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนของประเทศ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก แต่มีงบจำกัดเพราะการเก็บรายได้มีปัญหา เพราะการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีน้ำมันดีเซล แต่ไม่มีการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10%ขณะเดียวกันภาระหนี้จ่ายค่าดอกเบี้ยและเงินต้นในส่วนหนี้สาธารณะเดิมก็สูงปีละนับแสนล้านบาท การจะต้องมาจ่ายความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวเพิ่มจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ลำบาก
ที่ผ่านมาการดูแลพืชผลทางการเกษตร ที่รัฐบาลดำเนินการผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก็มีความเสียหายสูงเป็นแสนล้านบาท แม้รัฐบาลขิงแก่ปี 2550 ต้องตั้งงบจ่ายคืนให้ 8 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังเหลือหนี้เก่าที่ค้างจ่าย ธ.ก.ส.อีก 1 แสนล้านบาท ไม่นับความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวที่รอปิดบัญชีอีก 6.4-6.5 แสนล้านบาท
ภาระหนี้มหาศาลนี้กำลังจะเป็นจุดตายของฐานะการเงินการคลังของประเทศ หากไม่มีการแก้ไขอย่างเป็นระบบและโปร่งใส ความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว จึงถือเป็นบทเรียนราคาแพงของประเทศ นับจากเกิดวิกฤตทางการเงินเมื่อปี 2540 ซึ่งผู้รับผิดหนีไม่พ้นผู้เสียภาษี และเป็นอีกบทพิสูจน์ของรัฐบาลใหม่ที่ต้องไม่ให้คนที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง นายทุน เจ้าของโรงสี ที่ร่วมขบวนการทำให้ประเทศเสียหายจากโครงการนี้ลอยนวล ไม่ต้องรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น







