
ลูกแรงงานต่างด้าว!
ดร.จุฬาภรณ์ มาเสถียรวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ อธิบายว่า จากรายงานของ ITUC หรือ International Trade Union Confederationระบุในปี 2014 นี้
ดร.จุฬาภรณ์ มาเสถียรวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ อธิบายว่า จากรายงานของ ITUC หรือ International Trade Union Confederationระบุในปี 2014 นี้
“ไทยมีการดูแลแรงงานอยู่ในระดับ 4 ซึ่งเกณฑ์มีอยู่ 5 ระดับ และระดับ 5 เป็นระดับต่ำสุด” เด็ดกว่านั้น ITUC ระบุว่า ไทย “ละเมิดสิทธิแรงงาน...อย่างเป็นระบบ!”
แปลว่า เราให้ความสนใจกับการคุ้มครองสิทธิและประกันคุณภาพชีวิตน้อยจริงๆ จังๆ
ดัชนีชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมของมหานครในทวีปเอเชียนั้น เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ต้องถือว่าคนกรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวน้อยติดอันดับต่ำสุดๆ
ทีนี้มาดูเรื่องเด็ก สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ประมาณการว่า เรามีเด็กในภาวะยากลำบากอยู่จำนวนมาก เท่าที่แจกแจงได้มี เด็กกำพร้า 9 หมื่นคน เด็กในสถานพินิจ 6 หมื่นคน เด็กในชนบทห่างไกล 1.6 แสนคน เด็กไร้สัญชาติ 3 แสนคน เด็กพิการ 1.7 ล้านคน เด็กยากจน 3 ล้านคน เด็กในพื้นที่ความรุนแรง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อีก 5 หมื่นคน
ที่เหลือยังไม่ได้แจงนับออกมา เช่น เด็กเร่ร่อน เด็กถูกบังคับขายแรงงาน เด็กติดสารเสพติด เด็กติดเชื้อ HIV รวมทั้งเด็กที่เป็นลูกหลานแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองมาตามพ่อแม่ และที่เกิดในไทย แต่ไร้ตัวตนในทางทะเบียนอีก ซึ่ง สสค.คาดว่าน่าจะมีถึง 2.5 แสนคน
ดังนั้น ถ้าหากผู้ขายแรงงานในไทยถูกละเมิดสิทธิแรงงาน...อย่างเป็นระบบ คิดดูเถิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเด็กลูกแรงงานต่างด้าวที่ไร้อำนาจต่อรอง เพราะแม้แต่ผู้ปกครองก็ถูกละเมิดสิทธิแรงงาน
หนักไปกว่านั้น...ถ้าเด็กเหล่านั้นไม่มีเหลือแม้กระทั่งผู้ปกครอง!
แล้วเขาจำนวนมากเหล่านี้ จะโตขึ้นมาเป็นอะไรในสังคมไทย...ผลักดันส่งกลับหรือ? จะไปไหนได้ในเมื่อพวกเขาไม่มีความผูกพันกับที่ไหนๆ เลย นอกจาก...เมืองไทย
นานๆ ที เราจะได้รับรู้ความสามารถเด่นๆ ของเด็กไทยยากไร้ และเด็กต่างด้าวไร้สัญชาติว่ามีความสามารถอย่างนั้นอย่างนี้ พับจรวดได้เก่งจนส่งประกวดนานาชาติได้ เล่นกีฬาได้เด่นจนมีโอกาสได้รับเชิญไปแสดงตัว หรือไปแข่งขันในที่ต่างๆ หรือคัดเขียนภาษาไทยได้สวยงามจนเป็นข่าวคราวโด่งดัง
นับว่าน่าชื่นชม...ถ้าเราให้โอกาสเด็กๆ พวกเขาจะสามารถแสดงศักยภาพออกมา ให้เห็นพลังบวกได้อีกแยะ...เกินคาด
สังคมไทยเคยมองแรงงานต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองมาว่าเป็นภาระล้วนๆ และมุ่งหมายจะเล่นงานพวกเขาในฐานะคนเข้าเมืองผิดกฎหมายอยู่นาน
จนต่อมาเกือบปี 2544 ทัศนคติก็เปลี่ยนไป...จากมองว่าเป็นภาระก็เริ่มมองว่าเป็นความจำเป็น...ไม่ใช่จำเป็นของเขานะ...แต่เป็นความจำเป็นของเรา...เดี๋ยวนี้เรารับได้แล้วที่จะเห็นคนขายของในตลาดสด คนเสิร์ฟในร้าน คนบริการเติมน้ำมัน คนรับจ้างแต่งสวน เป็นแรงงานต่างด้าวแทบทั้งนั้น
อย่างไรก็ตาม ทัศนคตินี้ยังไปไม่ถึงเด็กๆ ต่างด้าวทั้งที่ไร้และไม่ไร้สัญชาติ ที่ว่าไปไม่ถึงนั้นไม่ได้บอกเฉพาะว่าเป็นด้านบวกเท่านั้นที่ยังไม่ถึง แต่รวมด้านลบด้วยคือ ยังไม่ได้นึกว่าจะเอายังไงดี เพื่อกำหนดระดับมาตรฐานสังคม
หลายโรงเรียนต่างจังหวัดที่มีเด็กต่างด้าวเข้าเรียนมากๆ ผู้ปกครองไทยบางกลุ่มก็ห่วงว่า ลูกตัวกำลังถูกห้อมล้อมด้วยเด็กต่างด้าวมากไปหรือเปล่า บ้างก็ย้ายลูกไทยหนี ซึ่งพอเข้าใจได้ แต่นโยบายที่เหมาะสมในเรื่องนี้นั้น ไม่ว่าจะจากรัฐหรือจากมาตรฐานที่สังคมบัญญัติเองก็ยังไม่ค่อยมี ความไม่ลงตัวแบบนี้ไม่ได้เกิดแต่ในไทยแต่ในอีกหลากหลายแห่งทั่วโลก อย่างไรก็ตามดร.จุฬาภรณ์ รายงานกระแสความเคลื่อนไหวในระดับสากลซึ่งมีการประชุมถอดบทเรียนไว้ว่า
1.เด็กลูกแรงงานต่างด้าวในโลก ล้วนจะกลายเป็นพลเมืองและกำลังสำคัญของพื้นที่ต่างๆ ในอนาคต ดังนั้นประเทศต่างๆ จึงควรมีนโยบายพัฒนาคนกลุ่มนี้ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และวัฒนธรรม
2.การจัดการศึกษาให้เด็กกลุ่มนี้ ต้องคำนึงถึงมิติของพวกเขาเป็นหลัก หลักสูตรและวิธีการที่ใช้กับเด็กปกติที่เป็นพลเมืองของชาติอยู่แล้ว บ่อยครั้งไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่เด็กลูกแรงงานต่างด้าวเหล่านี้จะเผชิญ และมักต้องเผื่อความพร้อมด้านอาชีพมากกว่า พวกเขายังต้องมีความเป็นนานาชาติ มีความบูรณาการกับเวลาของชีวิตปัจจุบันของพวกเขา เข้าใจบทบาทด้านชาติพันธุ์ของเขา
ฟังดูแล้วเหมือนภาระไหมครับ แต่ลองสงบใจถามตัวเองใหม่...ถ้าไม่ทำเช่นนี้...เราสามารถหวังให้เด็กๆ เหล่านี้กลายเป็นหนุ่มสาวแบบปกติได้แค่ไหน เงื่อนไขที่ยากในการดำเนินกิจกรรมให้เด็กกลุ่มนี้ คือ พ่อแม่เด็ก ซึ่งมักมีทัศนคติที่หวาดระแวงว่าเด็กจะถูกพรากไป หรือจะถูกจับกุม อีกส่วนคือการประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงกลุ่มทำได้ยาก ด้วยภาษาที่แตกต่าง ทัศนคติที่แตกต่างต่อการศึกษา
เราคนไทยเจ้าของประเทศ...ต้องเข้าใจว่ากระแสการหลั่งไหลเข้ามาของแรงงานข้ามชาติ และกระแสความต้องการแรงงานของไทยนั้น...ไม่หมดไปแน่นอน... อย่างมากก็เปลี่ยนจากภูมิภาคหนึ่งไปเป็นมาจากอีกภูมิภาคหนึ่ง
เราจึงต้องปรับทัศนคติด้วยเหมือนกัน







