
ชงแก้ศาลฎีกานักการเมือง
เปิดช่องอุทธรณ์อ้างเพื่อความทันสมัยประชาธิปัตย์อัดยับถอยหลังเข้าคลอง
เปิดช่องอุทธรณ์อ้างเพื่อความทันสมัยประชาธิปัตย์อัดยับถอยหลังเข้าคลอง
ชง สนช.ปฏิรูปศาลฎีกาคดีอาญานักการเมือง ยกเลิกระบบศาลเดียวใช้ระบบสองศาลแทน
นายสมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางฝ่ายวิชาการของศาลมีความคิดที่จะเสนอให้แก้ไขร่าง พ.ร.บ.การพิจารณาคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2542 โดยจะมีการเพิ่มศาลอุทธรณ์มาอีกชั้นแทนที่จะเป็นศาลฎีกาเพียงศาลเดียว และหากหลายฝ่ายเห็นด้วยก็จะเสนอเข้าสภาเร็วๆ นี้
“เท่าที่ผมได้คุยกับผู้พิพากษาหลายท่านเห็นว่าน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงให้มันทันสมัยเหมาะสมขึ้น และยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เอื้อนักการเมืองบางคน เพราะศาลอุทธรณ์ก็ทำหน้าที่เด็ดขาดเช่นกันหากตัดสินแล้วไม่อนุญาตให้ฎีกาได้ก็จบที่ชั้นนี้เลย ระบบก็จะไม่ต้องถูกกล่าวอีกว่ามีศาลเดียวเหมือนที่นักการเมืองมักจะกล่าวหากัน” นายสมชาย กล่าว
อย่างไรก็ตาม ต้องมีการแก้ไขปรับปรุงทุกองคาพยพทั้งกำหนดระยะเวลาเร่งทำงานไม่ให้ยืดเยื้อหลายปี
ด้าน นายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. กล่าวว่า หากจะมีการแก้ไขจากระบบศาลเดียวให้เป็นสองศาลถือว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่และไม่ขัดข้อง แต่ควรมีการตีกรอบเวลาในกระบวนการพิจารณาให้มีประสิทธิภาพและให้เสร็จภายใน1 ปี เพื่อชี้ให้เห็นว่าคนที่กระทำการทุจริตคอร์รัปชั่นจะต้องถูกลงโทษให้เห็นเป็นตัวอย่างด้วยความรวดเร็ว
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จะเป็นการถอยหลังเข้าคลองมากกว่า และรัฐบาลเพื่อไทยมีการคุยกันมานานแล้วแต่ผลักดันไม่สำเร็จ ไม่ทราบว่าจะมาสำเร็จเอาในสมัยคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือไม่
“ผมกังวลว่า คสช. ยังใหม่กับเรื่องเหล่านี้ จึงต้องระวังอย่าไปเข้าทางคนเหล่านี้ มิเช่นนั้นสิ่งที่เราทำมาพังหมด ต้องเริ่มต้นใหม่หมด” นิพิฏฐ์ กล่าว
ด้านสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้เผยแพร่หนังสือเวียนคำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ไปยังหน่วยงานต่างๆ โดยระบุว่า ร่างกฎหมายที่เสนอ สนช.ควรสอดคล้องกับหลักการ 3 ประการ ดังนี้ 1.ต้องเป็นการแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่แท้จริงของการบังคับใช้กฎหมาย 2.พึงระวังการแก้ไขกฎหมายที่เป็นการเพิ่มอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และ 3.ให้มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจถึงหลักการและเหตุผลในการตรากฎหมาย







