
รื้อระบบบบำนาญรับมือสังคมผู้สูงวัย
จากตัวเลขของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรทั้งหมด 64.8 ล้านคน
โดย...เจษฎา จี้สละ
จากตัวเลขของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรทั้งหมด 64.8 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี จำนวน 9.9 ล้านคน อายุมากกว่า 65 ปี จำนวน 6.6 ล้านคน สะท้อนให้เห็นถึงภาวะสังคมผู้สูงอายุได้อย่างชัดเจน เป็นสัญญาณเตือนให้สังคมต้องตระหนักเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง
เร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ได้จัดอภิปราย เรื่อง “การปฏิรูปเศรษฐกิจทรัพยากรมนุษย์” โดยยกประเด็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเป็นหัวข้อหนึ่งในการอภิปราย เพื่อสังเคราะห์แนวทางการปฏิรูปให้พร้อมต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
วรเวศน์ สุวรรณระดา คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า การมีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่ประชากรวัยเด็กและวัยทำงานลดลง ส่งผลโดยตรงต่อภาระของคนวัยทำงานที่ต้องแบกรับภาระในการดูแลผู้สูงอายุ ปัจจุบันสัดส่วนประชากรวัยทำงานต่อผู้สูงอายุอยู่ที่ 5:1 หมายถึง คนวัยทำงาน 5 คน เลี้ยงดูผู้สูงอายุ 1 คน หากใช้เงินดูแลเดือนละ 1 หมื่นบาท จะต้องหารกันคนละ 2,000 บาท แต่ในอีก 30 ปีข้างหน้า สัดส่วนดังกล่าวจะลดลงเหลือ 2:1 เท่ากับคนวัยทำงาน 2 คน ดูแลผู้สูงอายุ 1 คน ภาระจะเพิ่มจากคนละ 2,000 บาท เป็น 5,000 บาทแทน
นอกจากจำนวนจะเพิ่มมากขึ้นแล้วอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยก็สูงขึ้นด้วย ดังนั้นประเด็นที่ต้องคิดต่อเนื่องกันไป คือ รายได้ของผู้สูงอายุที่พ้นจากวัยทำงานไปแล้วเหล่านี้จะมาจากไหนและใครจะดูแลคนวัยนี้
“เมื่อถามผู้สูงอายุเกี่ยวกับแหล่งรายได้ที่มีอยู่ อดีตตอบว่าได้รับจากลูกเกินครึ่งแต่ปัจจุบันเหลือเพียง 40% แต่รับจากเบี้ยยังชีพสูงถึง 91% สะท้อนให้เห็นถึงแหล่งพึ่งพาที่เปลี่ยนไป นอกจากนั้นเมื่อถามว่าใครคือผู้ดูแล พบว่ามีการจ้างผู้ดูและคนรับใช้คิดเป็น 5% ชี้ให้เห็นถึงความต้องการบุคคลในส่วนนี้” วรเวศน์ กล่าว
ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนแง่มุมที่ควรผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบจัดการผู้สูงอายุ ซึ่งวรเวศน์มองว่าการปฏิรูปแหล่งรายได้นั้น ต้องส่งเสริมให้มีการออมในขณะที่ยังอยู่ในช่วงวัยแรงงาน เพื่อให้เพียงพอต่อวัยเกษียณ ประกอบเข้ากับการปฏิรูประบบบำนาญภาครัฐ
นักวิชาการผู้นี้มองว่าระบบบำนาญในปัจจุบันถือว่าครอบคลุมทุกกลุ่มแต่ทำแบบแยกส่วน คือมีทั้งระบบบำนาญสำหรับข้าราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ กองทุนประกันสังคม และเบี้ยยังชีพ แต่ปัญหาที่เกิดคือแต่ละระบบไม่มีการเชื่อมโยงกันและไม่ตอบโจทย์การทำบำนาญ เพราะส่วนใหญ่ไม่มีการร่วมจ่าย ส่งผลให้รัฐแบกรับภาระรายจ่ายมากขึ้น
วรเวศน์ขยายความต่อไปว่า ความแตกต่างกันระหว่างระบบบำนาญร่วมจ่ายและระบบบำนาญที่รัฐจ่ายให้ยังสร้างความไม่เป็นธรรม เช่น ประกันสังคมต้องจ่ายเงิน 5% ของรายได้ต่อเดือน เพื่อให้ได้เบี้ยบำนาญชราภาพ แต่สำหรับเบี้ยยังชีพผู้รับไม่ต้องร่วมจ่ายแต่ได้เงินทุกเดือน และหากเพิ่มเบี้ยยังชีพให้สูงกว่าเส้นความยากจนเข้าไปอีกจะยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะประกันสังคมจะเป็นกลุ่มที่น่าสงสารที่สุด
วรเวศน์เสนอว่าการปฏิรูปจึงควรสร้างหน่วยงานกลางในการดูแลภาพรวม เช่น จะกำหนดให้เบี้ยยังชีพในลักษณะให้เปล่าต่อไป หรือจะปรับเป็นบำนาญพื้นฐานที่ให้ผู้สูงอายุร่วมจ่าย จะสร้างความเชื่อมโยงระบบบำนาญกับระบบเบี้ยยังชีพอย่างไร กระบวนการเหล่านี้ต้องกำหนดให้ชัดเจน
ขณะที่ประเด็นเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ มีปัจจัยสำคัญ 3 ประการ คือ เวลา ตัวเงิน และบริการ ในส่วนของเวลารัฐยังไม่ให้สิทธิในการลาไปดูแลบิดามารดา แต่สำหรับตัวเงินมีการลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาในการอุปการะบิดามารดา แต่กรณีเอื้อเฉพาะผู้มีฐานะดีเท่านั้น ส่วนบริการรัฐในการดูแลผู้สูงวัย พบว่าแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือผู้สูงวัยที่มีรายได้น้อย เช่น บ้านพักคนชรา สถานสงเคราะห์ของสมาคมหรือมูลนิธิ ส่วนผู้สูงอายุที่มีฐานะดี อาศัยเอกชนเป็นหลัก เช่น สถาบันดูแลของเอกชนจ้างคนดูแลแต่ผู้สูงอายุฐานะปานกลาง ถือเป็นโจทย์ของรัฐที่จะต้องปรับกลไกรองรับว่าผู้ให้บริการจะเป็นใคร รัฐจะแบกทั้งหมดหรือจะให้ร่วมจ่าย เป็นโจทย์ที่ต้องปฏิรูป
วรเวศน์ยังเสนอให้ “รีไซเคิลผู้สูงอายุ” หรือการขยายช่วงเวลาในการทำงานให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดความสมดุลในช่วงระยะเวลาทำงานและเกษียณ ให้เวลาเพียงพอในการทำงานและออม เพื่อนำรายได้ไปใช้ในช่วงเกษียณ
“ต้องส่งเสริมให้ระยะเวลาทำงานยาวขึ้นในส่วนของข้าราชการ แล้วมีบำนาญพอใช้ สำหรับเอกชนคือการจ้างงานเพิ่ม หรือขยายเวลาการทำงานออกไปอีก เพื่อเก็บเงินพอต่อชีวิตในวัยเกษียณ” วรเวศน์ กล่าว







