posttoday
รื้อระบบบบำนาญรับมือสังคมผู้สูงวัย

รื้อระบบบบำนาญรับมือสังคมผู้สูงวัย

14 สิงหาคม 2557

จากตัวเลขของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรทั้งหมด 64.8 ล้านคน

โดย...เจษฎา จี้สละ

จากตัวเลขของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรทั้งหมด 64.8 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี จำนวน 9.9 ล้านคน อายุมากกว่า 65 ปี จำนวน 6.6 ล้านคน สะท้อนให้เห็นถึงภาวะสังคมผู้สูงอายุได้อย่างชัดเจน เป็นสัญญาณเตือนให้สังคมต้องตระหนักเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง

เร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ได้จัดอภิปราย เรื่อง “การปฏิรูปเศรษฐกิจทรัพยากรมนุษย์” โดยยกประเด็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเป็นหัวข้อหนึ่งในการอภิปราย เพื่อสังเคราะห์แนวทางการปฏิรูปให้พร้อมต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

วรเวศน์ สุวรรณระดา คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า การมีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่ประชากรวัยเด็กและวัยทำงานลดลง ส่งผลโดยตรงต่อภาระของคนวัยทำงานที่ต้องแบกรับภาระในการดูแลผู้สูงอายุ ปัจจุบันสัดส่วนประชากรวัยทำงานต่อผู้สูงอายุอยู่ที่ 5:1 หมายถึง คนวัยทำงาน 5 คน เลี้ยงดูผู้สูงอายุ 1 คน หากใช้เงินดูแลเดือนละ 1 หมื่นบาท จะต้องหารกันคนละ 2,000 บาท แต่ในอีก 30 ปีข้างหน้า สัดส่วนดังกล่าวจะลดลงเหลือ 2:1 เท่ากับคนวัยทำงาน 2 คน ดูแลผู้สูงอายุ 1 คน ภาระจะเพิ่มจากคนละ 2,000 บาท เป็น 5,000 บาทแทน

นอกจากจำนวนจะเพิ่มมากขึ้นแล้วอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยก็สูงขึ้นด้วย ดังนั้นประเด็นที่ต้องคิดต่อเนื่องกันไป คือ รายได้ของผู้สูงอายุที่พ้นจากวัยทำงานไปแล้วเหล่านี้จะมาจากไหนและใครจะดูแลคนวัยนี้

“เมื่อถามผู้สูงอายุเกี่ยวกับแหล่งรายได้ที่มีอยู่ อดีตตอบว่าได้รับจากลูกเกินครึ่งแต่ปัจจุบันเหลือเพียง 40% แต่รับจากเบี้ยยังชีพสูงถึง 91% สะท้อนให้เห็นถึงแหล่งพึ่งพาที่เปลี่ยนไป นอกจากนั้นเมื่อถามว่าใครคือผู้ดูแล พบว่ามีการจ้างผู้ดูและคนรับใช้คิดเป็น 5% ชี้ให้เห็นถึงความต้องการบุคคลในส่วนนี้” วรเวศน์ กล่าว

ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนแง่มุมที่ควรผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบจัดการผู้สูงอายุ ซึ่งวรเวศน์มองว่าการปฏิรูปแหล่งรายได้นั้น ต้องส่งเสริมให้มีการออมในขณะที่ยังอยู่ในช่วงวัยแรงงาน เพื่อให้เพียงพอต่อวัยเกษียณ ประกอบเข้ากับการปฏิรูประบบบำนาญภาครัฐ

นักวิชาการผู้นี้มองว่าระบบบำนาญในปัจจุบันถือว่าครอบคลุมทุกกลุ่มแต่ทำแบบแยกส่วน คือมีทั้งระบบบำนาญสำหรับข้าราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ กองทุนประกันสังคม และเบี้ยยังชีพ แต่ปัญหาที่เกิดคือแต่ละระบบไม่มีการเชื่อมโยงกันและไม่ตอบโจทย์การทำบำนาญ เพราะส่วนใหญ่ไม่มีการร่วมจ่าย ส่งผลให้รัฐแบกรับภาระรายจ่ายมากขึ้น

วรเวศน์ขยายความต่อไปว่า ความแตกต่างกันระหว่างระบบบำนาญร่วมจ่ายและระบบบำนาญที่รัฐจ่ายให้ยังสร้างความไม่เป็นธรรม เช่น ประกันสังคมต้องจ่ายเงิน 5% ของรายได้ต่อเดือน เพื่อให้ได้เบี้ยบำนาญชราภาพ แต่สำหรับเบี้ยยังชีพผู้รับไม่ต้องร่วมจ่ายแต่ได้เงินทุกเดือน และหากเพิ่มเบี้ยยังชีพให้สูงกว่าเส้นความยากจนเข้าไปอีกจะยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะประกันสังคมจะเป็นกลุ่มที่น่าสงสารที่สุด

วรเวศน์เสนอว่าการปฏิรูปจึงควรสร้างหน่วยงานกลางในการดูแลภาพรวม เช่น จะกำหนดให้เบี้ยยังชีพในลักษณะให้เปล่าต่อไป หรือจะปรับเป็นบำนาญพื้นฐานที่ให้ผู้สูงอายุร่วมจ่าย จะสร้างความเชื่อมโยงระบบบำนาญกับระบบเบี้ยยังชีพอย่างไร กระบวนการเหล่านี้ต้องกำหนดให้ชัดเจน

ขณะที่ประเด็นเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ มีปัจจัยสำคัญ 3 ประการ คือ เวลา ตัวเงิน และบริการ ในส่วนของเวลารัฐยังไม่ให้สิทธิในการลาไปดูแลบิดามารดา แต่สำหรับตัวเงินมีการลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาในการอุปการะบิดามารดา แต่กรณีเอื้อเฉพาะผู้มีฐานะดีเท่านั้น ส่วนบริการรัฐในการดูแลผู้สูงวัย พบว่าแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือผู้สูงวัยที่มีรายได้น้อย เช่น บ้านพักคนชรา สถานสงเคราะห์ของสมาคมหรือมูลนิธิ ส่วนผู้สูงอายุที่มีฐานะดี อาศัยเอกชนเป็นหลัก เช่น สถาบันดูแลของเอกชนจ้างคนดูแลแต่ผู้สูงอายุฐานะปานกลาง ถือเป็นโจทย์ของรัฐที่จะต้องปรับกลไกรองรับว่าผู้ให้บริการจะเป็นใคร รัฐจะแบกทั้งหมดหรือจะให้ร่วมจ่าย เป็นโจทย์ที่ต้องปฏิรูป

วรเวศน์ยังเสนอให้ “รีไซเคิลผู้สูงอายุ” หรือการขยายช่วงเวลาในการทำงานให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดความสมดุลในช่วงระยะเวลาทำงานและเกษียณ ให้เวลาเพียงพอในการทำงานและออม เพื่อนำรายได้ไปใช้ในช่วงเกษียณ

“ต้องส่งเสริมให้ระยะเวลาทำงานยาวขึ้นในส่วนของข้าราชการ แล้วมีบำนาญพอใช้ สำหรับเอกชนคือการจ้างงานเพิ่ม หรือขยายเวลาการทำงานออกไปอีก เพื่อเก็บเงินพอต่อชีวิตในวัยเกษียณ” วรเวศน์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท