
แผนฟื้นรัฐวิสาหกิจ...ขาดทุนยังยืดเยื้อ
ประชุมซูเปอร์บอร์ดวันนี้กร่อย รัฐวิสาหกิจ 6 แห่งที่ต้องฟื้นฟูกิจการด่วนส่งแผนไม่ทัน
ประชุมซูเปอร์บอร์ดวันนี้กร่อย รัฐวิสาหกิจ 6 แห่งที่ต้องฟื้นฟูกิจการด่วนส่งแผนไม่ทัน
กุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน ในวันนี้จะมีการพิจารณาแผนฟื้นฟูของรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาได้ 23 แห่ง จากทั้งหมด 6 แห่ง เพราะรัฐวิสาหกิจบางแห่งยังไม่ส่งแผนฟื้นฟู หรือส่งมาที่ สคร.แล้วโดนตีกลับเนื่องจากนำเอาแผนเก่าที่ทำมาแล้วหลายปีมาเสนอ ซึ่งไม่สอดคล้องกับภาวะปัจจุบัน
สำหรับรัฐวิสาหกิจที่ต้องเร่งฟื้นฟู 6 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) บริษัท ทีโอที บริษัท กสท โทรคมนาคม บริษัท การบินไทย และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
สาลินี วังตาล ประธานกรรมการ เอสเอ็มอีแบงก์ แถลงการปรับแผนฟื้นฟูส่งให้กระทรวงการคลังใหม่ โดยจะมีการตัดหนี้เสียขายจำนวน 2 หมื่นล้านบาท แต่ไม่สามารถส่งแผนฟื้นฟูได้ทันตามกำหนด จะส่งแผนได้ภายในวันที่ 21 ส.ค.นี้
นอกจากนี้ จะมีการรายงานผลการประชุมของอนุกรรมการ 3 ชุด ที่ซูเปอร์บอร์ดตั้งขึ้นมาเพื่อมาดูแลและหาแนวทางแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ ของรัฐวิสาหกิจ และได้มีการประชุมไปบ้างแล้ว คือ 1.อนุกรรมการกลั่นกรองแผนการแก้ไขปัญหาของรัฐวิสาหกิจ มี พล.ท.อนันตพร กาญจนรัตน์ ปลัดบัญชีทหารบกเป็นประธาน 2.อนุกรรมการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ของรัฐวิสาหกิจ ประเทศ มี อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน และ 3.อนุกรรมการกำกับและพัฒนาระบบรัฐวิสาหกิจ มี ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นประธาน
นอกจากนั้น สคร.จะรายงานให้ทราบถึงแนวทางการจัดระเบียบ 56 รัฐวิสาหกิจใหม่ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม เพื่อให้ง่ายต่อการปฏิรูปและแก้ปัญหา คือ 1.กลุ่มที่อยู่เหมือนเดิม 2.กลุ่มที่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อให้แข็งแกร่งมากขึ้น 3.กลุ่มที่ต้องปรับปรุงเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ 4.กลุ่มที่ควรยกเลิกหรือลดบทบาทลง
ทั้งนี้ ทาง สคร.เตรียมรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดระบบจัดซื้อจัดจ้าง ที่ซูเปอร์บอร์ดต้องการให้มีระบบจัดซื้อจัดจ้างกลางให้เกิดมีความโปร่งใสเป็นไปตามมาตรฐานรัฐวิสาหกิจ โดย สคร.เตรียมขอความร่วมมือไปยังองค์กรเพื่อความโปร่งใสในภาคการก่อสร้าง (The Construction Sector Transparency Initiative : CoST) ให้เข้ามาช่วยดูและวางระบบจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจไทย
ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยถึงการเข้าพบ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. เพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานว่า นอกจากสภาธุรกิจตลาดทุนไทย แล้วตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลังเข้าร่วมให้คำปรึกษาด้วย
ทั้งนี้มีการทำความเข้าใจเบื้องต้นร่วมกันเกี่ยวกับหลักการของการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ว่าโครงการที่จะขายเข้ากองทุนต้องเริ่มมีรายได้เข้ามาแล้วเพื่อจูงใจนักลงทุนให้ซื้อหน่วยลงทุน
สำหรับโครงการรถไฟรางคู่คาดว่าจะมีปัญหาในการระดมทุนเพราะการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)ยังมีปัญหาขาดทุน แต่สามารถนำโครงการบางโครงการอย่าง พื้นที่ให้เช่ามาขายเข้ากองทุนได้ เพราะมีกำไรชัดเจน
สำหรับโครงการที่คาดว่าจะขายเข้ากองทุนได้ทันที คือ สนามบินสุวรรณภูมิ โรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการแล้ว และโครงการทางด่วนต่างๆ
หลังจากนี้คงจะมีการเรียกหารือรอบที่สอง หลังจากทำความเข้าใจเบื้องต้นแล้ว และให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไปคิดร่วมกันมาว่าจะนำโครงการไหนเข้าไปจัดตั้งกองทุนได้บ้าง
บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ทุ่มงบเฉียด 4,000 ล้านบาท ขยายท่าอากาศยานภูเก็ตพร้อมยกระดับเป็นสนามบินพรีเมียมเทียบเท่ากับสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อรองรับผู้โดยสารคนไทยและต่างชาติให้แห่ท่องเที่ยวไข่มุกอันดามัน 18 ล้านคน ในปี 2559
เมฆินทร์ เพ็ชรพลาย กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) กล่าวว่า ทอท.เตรียมใช้งบประมาณจำนวน 3,700 ล้านบาท วางแผนพัฒนาก่อสร้างอาคารผู้โดยสารพร้อมขยายรันเวย์ที่ 3 การปรับภูมิทัศน์บริเวณท่าอากาศยานนานาชาติ จ.ภูเก็ต รองรับผู้โดยสารคนไทยและต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยว จ.ภูเก็ต และจังหวัดใกล้เคียงได้ถึง 18 ล้านคน ในปี 2559 เทียบจากปัจจุบัน 11 ล้านคน
สำหรับแนวทางการลงทุนในปีนี้ ทอท.เน้นใช้กระแสเงินสดที่หมุนเวียนอยู่ ขณะที่ปี 2559 ที่มีแผนระดมทุนอีก 4 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายการลงทุนในส่วนสนามบินต่างๆ นั้น อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะใช้เครื่องมือใดในการระดมทุน เช่น การก่อตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น







