posttoday
คิวอีไม่เวอร์คทำโลกผันผวนศก.เกิดใหม่ต้องโตเอง

คิวอีไม่เวอร์คทำโลกผันผวนศก.เกิดใหม่ต้องโตเอง

13 สิงหาคม 2557

หากลองทบทวนให้ดี แม้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน และการอัดฉีดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของบรรดาธนาคารกลางต่างๆ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

หากลองทบทวนให้ดี แม้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน และการอัดฉีดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของบรรดาธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกจะส่งผลดีต่อกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ในด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างร้อนแรง ทว่า หากในมุมกลับภาวะทุนไหลทะลักเข้าจากประเทศพัฒนาแล้ว ก็ทำให้เกิดความผันผวนสูงเช่นกัน

ก่อนหน้านี้อานิสงส์จากวิกฤตซับไพรม์ปี 2008 ทำให้เกิดภาวะทุนไหลบ่าเข้าสู่ตลาดกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะเอเชียทำให้ภูมิภาคดังกล่าวกลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ของโลก โดยมีส่วนแบ่งคิดเป็น 70% ของการเติบโตเศรษฐกิจโลกในช่วง 2008-2011

อย่างไรก็ดี หลังจากทางธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจปรับลดการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้เกิดความกังวลกันในวงกว้างว่าจะทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกฉับพลันในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่

สำหรับในเอเชียกรณีดังกล่าวเห็นได้ชัดที่สุดจากสภาพตลาดการเงินของอินโดนีเซีย โดย อกัส มาร์โตวาร์โดโจ ประธานธนาคารกลางอินโดนีเซีย ยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะเงินทุนไหลออกหากเฟดกลับไปดำเนินนโยบายทางการเงินปกติ โดยเมื่อช่วงต้นปีการประกาศลดการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของเฟด ได้ทำให้ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงอย่างรุนแรงมาแล้ว

ราวี เมนอน ประธานธนาคารกลางสิงคโปร์ได้ออกมาแสดงความกังวลต่อความเคลื่อนไหวของเฟดเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ สิงคโปร์เป็นประเทศที่เปิดเสรีทางการเงินมาก โดยสถาบันการเงินจากต่างประเทศที่ดำเนินการในสิงคโปร์สามารถนำผลกำไรออกจากประเทศได้ 100% ดังนั้นสิงคโปร์จึงมีความเสี่ยงสูงในการเกิดวิกฤตภาวะเงินทุนไหลออก เพราะแทบไม่มีกลไกในการปกป้องหากเกิดสิ่งผิดปกติขึ้น

กระนั้นก็ตาม เมนอน ประธานธนาคารกลางสิงคโปร์ กลับตั้งข้อสังเกตในอีกประเด็นว่า ผลที่แท้จริงของภาวะเงินทุนไหลเข้าอย่างมากล้นไม่ใช่การเติบโตทางเศรษฐกิจ หากแต่เป็นความไร้เสถียรภาพของตลาดทุน ความกดดันในตลาดสินทรัพย์ต่างหาก เพราะการตัดสินใจการลงทุนที่ผิดรูป ซึ่งท้ายที่สุดจะก่อให้เกิดความเสี่ยงตลาดเพิ่มสูงขึ้น

ฉะนั้นหากมองมุมกลับ กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะได้รับผลประโยชน์มากกว่า ถ้าหากธนาคารกลางนานาชาติโดยเฉพาะเฟด หันกลับไปดำเนินนโยบายทางการเงินอย่างปกติในเร็ววัน เพื่อลดความผันผวนสูงในตลาด ณ ขณะนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันเฟดได้ปรับลดการใช้คิวอีจนเหลือเพียง 2.5 หมื่นเหรียญสหรัฐ/เดือนแล้ว และคาดว่าจะสิ้นสุดภายในปลายปีนี้ ทว่านโยบายการคงดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์ยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีท่าทีว่าจะยุติในเร็ววันนี้ ทั้งๆ ที่เฟดได้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้หลายข้อแล้ว ทั้งอัตราเงินเฟ้อเกิน 2% และสัดส่วนการว่างงานที่ลดต่ำกว่า 6.3% ซึ่งกรณีดังกล่าวทำให้เกิดภาวะสภาพคล่องสูงในตลาดโลกต่อไป

ด้านนักวิเคราะห์หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าเฟดจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยในเร็ววันนี้ อย่างน้อยที่สุดอาจอยู่ในช่วงกลางปี 2015 เนื่องจากในความเป็นจริงแล้วทางเฟดเองก็ไม่มั่นใจนักว่า “เศรษฐกิจสหรัฐ” จะสามารถประคองตนเองโดยปราศจากการกระตุ้นได้หรือไม่ ขณะที่เฟดก็ไม่มีเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากนัก

กรณีดังกล่าวสะท้อนได้จากที่ประชุมเฟดยังไม่สามารถสรุปเวลาที่แน่นอนในการขึ้นดอกเบี้ยได้ ถึงแม้ว่าจะดำเนินการลดคิวอีอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปีแล้วก็ตาม นอกจากนี้แถลงการณ์ของเฟดต่อการขึ้นดอกเบี้ยยังคงเต็มไปด้วยความคลุมเครือ

“เศรษฐกิจดำเนินไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่การฟื้นฟูนับว่ายังไม่เสร็จสิ้น เราจำต้องดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังเพื่อให้แน่ใจว่าเศรษฐกิจมีความเข้มแข็งพอ ก่อนที่จะตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ย” เจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด กล่าวในแถลงการณ์ของเฟด เมื่อช่วงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา

นอกเหนือจากปัจจัยการลดอัดฉีดของเฟดแล้ว ปีนี้โลกยังเผชิญภาวะวิกฤตความมั่นคงในหลายภูมิภาคทำให้เศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ไม่เติบโตร้อนแรงเช่นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอีกต่อไป โดยสัดส่วนการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดกำลังพัฒนาเริ่มมีความแตกต่างกันสูงขึ้น เห็นได้ตั้งแต่การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนที่ลดลงเหลือ 7.5%จนถึงรัสเซียที่ปีนี้น่าจะโตอยู่ที่ 0.3% เท่านั้น

ฉะนั้น ในอนาคตเมื่อธนาคารกลางทั่วโลกหันกลับมาใช้นโยบายทางการเงินแบบปกติ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ต้องหาทางกระตุ้นในการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยตนเอง

ก่อนหน้านี้คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิกของสหประชาชาติ (เอสแคป) ออกรายงานชี้แจงว่า การกลับไปดำเนินนโยบายแบบปกติของเฟดจะกลายเป็นความท้าทายใหม่สำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งอาศัยภาวะเงินถูกในการพัฒนามาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยสัดส่วนการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียต่อจากนี้อาจชะลอตัวลงจากในปัจจุบันราว 0.70.9% ต่อปี

กรณีดังกล่าวย่อมส่งผลให้เศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งสิ่งที่เป็นที่กังวลกันมากในขณะนี้คืออัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะจะนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ซึ่งนับเป็นปัญหาดั้งเดิมในเอเชียสูงที่แก้ไม่ตก ทั้งนี้ในช่วงทศวรรษที่ 1990 ของเอเชีย ดัชนีสัมประสิทธิ์จีนีซึ่งเป็นดัชนีที่ใช้วัดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่องขึ้นจาก 29.9 จุด เป็น 36.6 จุด

อย่างไรก็ดี ทางเอสแคปได้ทิ้งท้ายไว้ว่า ภาวะการไหลออกของเงินทุนสามารถบรรเทาได้ โดยรัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจมหภาคอย่างรอบคอบและแข็งแกร่ง นอกจากนี้ต้องบริหารตลาดการเงินให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นอีกด้วย

ดังนั้น กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต้องเร่งแก้นโยบายการเงินให้สอดรับกับโลกในยุคหลังคิวอี และรับรูปแบบทางเศรษฐกิจโดยหันมาพึ่งพาปัจจัยในการเจริญเติบโตจากในภูมิภาค ก่อนที่ภาวะทุนไหลออกซึ่งจะเกิดขึ้นแน่นอนในอนาคต จะบ่อนทำลายเศรษฐกิจของซีกโลกตะวันออกไปมากกว่านี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท