posttoday
เอสเอ็มอีใกล้หมดลมล้มก่อนคสช.เข้าอุ้ม

เอสเอ็มอีใกล้หมดลมล้มก่อนคสช.เข้าอุ้ม

13 สิงหาคม 2557

จำนวนหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) ที่เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

จำนวนหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) ที่เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ อันเป็นผลกระทบจากการทยอยปิดกิจการของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ไม่สามารถทนทานต่อผลกระทบทางการเมืองที่ต่อเนื่องยาวนานมากว่า 5 ปีได้ แม้ปัญหาจะคลี่คลายลงหลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจการปกครองแล้วก็ตาม

แม้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะใจชื้นเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และหัวหน้า คสช. จะยกระดับให้การแก้ไขปัญหาของเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ และมีแนวโน้มที่จะดึงเอาสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ไปอยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี จากเดิมที่อยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยคาดหวังว่าการดำเนินการเช่นนี้จะทำให้การส่งเสริมเอสเอ็มอีทำได้อย่างครอบคลุม และแก้ปัญหาได้อย่างบูรณาการครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

ปัญหาโลกแตกของธุรกิจเอสเอ็มอีคือ การเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งสถาบันการเงินอ้างว่าเอสเอ็มอีไม่มีการทำระบบบัญชีที่ถูกต้องไปแสดงต่อเจ้าหนี้ว่ามียอดขายและวงเงินหมุนเวียนเพียงพอที่จะชำระหนี้ให้ได้ และไม่มีอะไรเป็นประกันว่าจะไม่มีการนำเอาเงินกู้ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ และที่สำคัญคือการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพของเอสเอ็มอีมีน้อยมาก จนแทบไม่มีการพัฒนาเท่าที่ควรจะเป็น

สถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (เอสเอ็มไอ) ทำการศึกษาพบว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยที่มีกว่า 2.78 ล้านราย เป็นขนาดเล็ก (เอส) สูงถึง 2.7 ล้านราย ที่เหลือเป็นขนาดกลาง (เอ็ม) และขนาดใหญ่ (อี) ซึ่งการส่งเสริมจากภาครัฐกระจุกตัวอยู่ที่เอสเอ็มอีในกลุ่มขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนจ้างงานไม่ถึง 20% ของธุรกิจเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 11.7 ล้านคน คิดเป็น 80.4% ของการจ้างงานทั้งหมดทั้งประเทศ

ขณะที่กลุ่มขนาดเล็กกลับเข้าถึงการส่งเสริมได้น้อยมาก ที่สำคัญเอสเอ็มอีที่อยู่รอดได้ควรจะเป็นเอสเอ็มอีขนาดกลางขึ้นไป นั่นหมายถึงเอสเอ็มอีขนาดเล็กควรจะต้องปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของตัวเองขึ้นมาให้ดียิ่งขึ้น

ความสำคัญของธุรกิจเอสเอ็มอีอยู่ที่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 4.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 37% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และเป็นรากฐานการผลิตวัตถุดิบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมอื่นอีกหลายอย่าง การสร้างงานมากมาย หากเอสเอ็มอีล้มหายตายจากไปเท่ากับห่วงโซ่ทางธุรกิจได้หายไปข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นห่วงโซ่ข้อที่มีความสำคัญมาก

จนถึงปัจจุบัน ความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาของเอสเอ็มอียังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม นอกจากการให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันเงินกู้ให้เอสเอ็มอี โดยร่วมกับ 19 สถาบันการเงิน แต่ก็ยังคงเป็นเอสเอ็มอีหน้าเดิมที่ขอให้ บสย.ค้ำได้ รายเล็กยิบย่อยก็ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนอยู่ดี

การมี บสย.ช่วยค้ำประกันสินเชื่อได้เพียงปีละ 5 หมื่นล้านบาท ไม่เพียงพอกับสินเชื่อเอสเอ็มอีที่ปัจจุบันมี 4 ล้านล้านบาท เพราะแค่คิดว่าสินเชื่อขยายตัวปีละ 10% วงเงินก็สูงถึง 3 แสนล้านบาทแล้ว จึงต้องหาทางช่วยให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีเองได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ต้องหาทางอำนวยความสะดวกให้ธนาคารในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อที่ไม่สูญเสียต้นทุนมากเกินไป เนื่องจากกระบวนการอนุมัติสินเชื่อเอสเอ็มอีต้องใช้เจ้าหน้าที่สินเชื่อจำนวนมาก และใช้เวลามากในการวิเคราะห์สินเชื่อ ทำให้ต้นทุนการอนุมัติไม่คุ้มกับวงเงินสินเชื่อที่ปล่อยกู้

คาดว่า คสช.จะเริ่มเดินหน้าลุยช่วยเอสเอ็มอีอย่างจริงจังหลังจากที่มีการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ระหว่างนี้ก็ให้ทีมงานศึกษาแนวทางส่งเสริมและแก้ไขปัญหาเอสเอ็มอีที่เอสเอ็มไอเสนอมา

แผนส่งเสริมเอสเอ็มอีของสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิตทำไว้แบ่งเป็น 3 ระยะ

ระยะสั้น ภายใน 6 เดือน1 ปี เช่นสนับสนุนให้เอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่ง คสช.ดำเนินการแล้วกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนย้าย สสว.มาอยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีจากปัจจุบันอยู่กระทรวงอุตสาหกรรม รวมทั้งแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเอสเอ็มอี เช่น ลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เอสเอ็มอีชั้นดีเหลือ 4% ตั้งศูนย์บริการเอสเอ็มอีครบวงจรในหลายพื้นที่สำคัญ

ระยะกลาง ภายใน 23 ปี เช่น การจัดทำดัชนีวัดผลงานเอสเอ็มอี (เคพีไอ) ให้ชัดเจน พร้อมทั้งรายงานผลเป็นรายไตรมาส จัดตั้งศูนย์บริการอาเซียนเอสเอ็มอีในไทย รวมทั้งให้จัดประชุมอาเซียนเอสเอ็มอี เอ็กซ์โป ทุกปี เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจ จัดทำเอสเอ็มอีสกอริ่ง หรือการให้คะแนนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

ระยะยาว ภายใน 35 ปี จัดระบบเครดิตเรตติ้ง ซิสเต็ม ของเอสเอ็มอีให้แยกออกจากบริษัทขนาดใหญ่ เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น จัดทำระบบการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของเอสเอ็มอี เพิ่มช่องทางการเรียนรู้เกี่ยวกับเอสเอ็มอีในมหาวิทยาลัย แอพพลิเคชั่นเอสเอ็มอี ตั้งเอสเอ็มอีคอมเพล็กซ์ นิคมฯ เอสเอ็มอี กองทุนส่งเสริมการขยายธุรกิจเอสเอ็มอีในต่างประเทศ

แผนงานทั้ง 3 ระยะนั้น เป็นแผนงานที่ต้องทำต่อเนื่อง ดูดี แต่การจะไปให้ถึงเป้าหมายนั้น จะต้องมีการดำเนินการอีกหลายเรื่อง เช่น พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ ให้สามารถนำเอาทรัพย์สินที่ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์มาค้ำประกันหนี้ได้ ซึ่งจะต้องทำคู่ไปกับกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

แต่นั่นยังไม่ยากเท่ากับการเก็บรวบรวมข้อมูลสินเชื่อเอสเอ็มอีให้เป็นฐานในการวิเคราะห์และพัฒนาธุรกิจ

สาลินี วังตาล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า การที่เอสเอ็มอีกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ได้ยาก นอกจากเป็นกิจการขนาดเล็กมีความเสี่ยงสูงแล้ว เจ้าหน้าที่สินเชื่อของธนาคารมีข้อมูลไม่เพียงพอในการวิเคราะห์ฐานะเอสเอ็มอี การวิเคราะห์สินเชื่อเอสเอ็มอีแต่ละรายจึงมีค่าใช้จ่ายสูงไม่คุ้มกับวงเงินสินเชื่อที่มีขนาดเล็ก ทำให้เอสเอ็มอีต้องรอเป็นเวลานานกว่าจะได้รับเงินกู้

ธปท.พยายามช่วยเหลือด้วยการจัดทำศูนย์ข้อมูลสินเชื่อเอสเอ็มอีขึ้นมา และให้ธนาคารพาณิชย์ส่งข้อมูลการอนุมัติสินเชื่อเอสเอ็มอีให้ ธปท.มาระยะหนึ่งแล้ว ปัจจุบันธนาคารต้องส่งข้อมูลลูกค้าเอสเอ็มอีที่อนุมัติเงินกู้ตั้งแต่ 20 ล้านบาท พร้อมระบุชื่อและประเภทลูกค้าเพื่อรายงาน ธปท.ทุกเดือน และจะต้องส่งรายชื่อลูกค้าเอสเอ็มอีทุกรายให้ ธปท.ในปี 2558

“ยอมรับว่าการจัดทำข้อมูลเหล่านี้ทำยาก เพราะข้อมูลเอสเอ็มอีมีรายละเอียดค่อนข้างมาก ทั้งข้อมูลรายภาคธุรกิจ ข้อมูลเชิงลึก แต่ ธปท.ก็พยายามจะรวบรวมทำข้อมูลขึ้นมา เพราะถ้าทำได้ก็มีประโยชน์กับธนาคารและภาคธุรกิจ ขณะนี้ ธปท.ก็เริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว แต่คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะ จึงหวังว่าการมีข้อมูลจะช่วยให้ธนาคารปล่อยกู้ได้มากขึ้น” สาลินี กล่าว

สิ่งที่ ธปท.ได้ดำเนินการ คือ 1.ลดต้นทุนการอนุมัติสินเชื่อของธนาคาร 2.ทำให้กระบวนการให้สินเชื่อสะดวกขึ้นโดยจากการศึกษาของต่างประเทศพบว่า ทุกประเทศที่เศรษฐกิจเจริญและมีสัดส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีสูงมักมีศูนย์ข้อมูลสำหรับสินเชื่อเอสเอ็มอีทั้งนั้น อาทิ ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ บางประเทศก้าวหน้าถึงขึ้นจัดเกรดให้เอสเอ็มอีด้วย การมีศูนย์ข้อมูลจะช่วยให้การวิเคราะห์สินเชื่อทำได้ง่ายขึ้นและใช้เวลาน้อยลง

ด้าน ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า เรื่องค่าธรรมเนียมที่ธนาคารเรียกเก็บจากเอสเอ็มอี ก็ขอว่าอะไรลดได้ก็น่าจะลด เพื่อลดภาระให้ผู้ประกอบการ รอให้เอสเอ็มอีทำมาค้าขายได้ก่อนค่อยไปคิด เช่น ค่าธรรมเนียมขอใช้สินเชื่อ ค่าปรับจากการไถ่ถอนหนี้เดิมก่อนกำหนด ค่าธรรมเนียมใช้บริการหน้าเคาน์เตอร์เกิน 5 รายการ เป็นต้น

แต่ทว่าความเสี่ยงในการให้กู้กับกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีขนาดเล็กมากๆ นั้น การที่คลังเสนอให้ตั้งนิติบุคคลมาปล่อยกู้ในลักษณะนาโนไฟแนนซ์ได้ โดยให้กู้กับลูกค้ารายละ 1 แสนบาท คิดดอกเบี้ยได้สูงสุด 36% ต่อปี ซึ่งแนวคิดนี้ดีแต่ประสบความสำเร็จยาก เนื่องจากผู้ปล่อยกู้นอกระบบปัจจุบันคิดดอกเบี้ยเกิน 100% ไม่ต้องเสียภาษี และส่วนใหญ่มีผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นหนุนหลังทั้งสิ้น

สำหรับการบันทึกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) คงไม่ได้อยู่ในระบบของ ธปท. เพราะไม่ได้เป็นธนาคารพาณิชย์ แต่อาจต้องพิจารณาอีกครั้งว่าเก็บข้อมูลไว้ส่วนใด และต้องกันสำรองหนี้เสียเท่าไหร่ เพราะเงินที่ใช้ปล่อยกู้เป็นเงินทุนส่วนตัวและรับความเสี่ยงเอง ไม่สามารถรับฝากเงินได้

การแก้ไขปัญหาเอสเอ็มอีอย่างบูรณาการแม้จะไม่ง่าย แต่ก็ดีกว่าที่จะปล่อยไว้เช่นนี้ และยิ่งแก้ปัญหาช้าเท่าไหร่ ระหว่างนี้ก็จะมีเอสเอ็มอีทนพิษเศรษฐกิจไม่ไหวพากันเลิกกิจการไป ระวังกว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ สุดท้ายกว่าจะให้เอสเอ็มอีฟื้นตัวมาช่วยทำให้พื้นฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งกลายเป็นต้องใช้เวลาแก้ไขอีกนาน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท