
“สุรชัย”ชี้เปิดประชุมสนช.ดันงบปี58พิจารณาทันที
ว่าที่รองประธานสนช.ชี้เปิดประชุมสนช.ดันงบปี58พิจารณาทันที หนุนสมาชิกแจงบัญชีทรัพย์สินต่อปปช.
ว่าที่รองประธานสนช.ชี้เปิดประชุมสนช.ดันงบปี58พิจารณาทันที หนุนสมาชิกแจงบัญชีทรัพย์สินต่อปปช.
นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ว่าที่รองประธานสนช. คนที่หนึ่ง เปิดเผยว่า ในเวลา 14.00 น. นายพรเพชร วิชัตชัยกุล ว่าที่ประธานสนช. และนายพีระศักดิ์ พอจิตต์ ว่ารองประธานสนช.คนที่ 2 และตน ได้นัดหารือกันถึงการเตรียมนัดประชุมสนช. เบื้องต้นหากมีการโปรดเกล้าฯตำแหน่งประธานและรองประธานสนช.ลงมาภายในวันที่ 14 ส.ค. ก็จะนัดประชุมได้ในวันที่ 15 ส.ค.นี้
โดยมีเรื่องเร่งด่วน คือ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ซึ่งจะใช้สมาชิกพิจารณารับหลักการวาระแรกภายในวันเดียว พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการ( กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาและเปิดให้ยื่นแปรญัตติภายใน 7 วัน พร้อมตั้งกมธ.ยกร่างข้อบังการประชุมสนช. เนื่องจากยังไม่มีข้อบังคับถาวร ซึ่งจะเป็นหลักเกณฑ์เชื่อมโยงไปถึงการเลือกนายกรัฐมนตรี ว่าจะมีวิธีการเลือกอย่างไร
“การประชุมสนช.นัดที่ผ่านมา เราอนุโลมใช้ข้อบังคับของสนช.ปี 49 แต่การเลือกนายกฯครั้งนี้เป็นอำนาจของ สนช. ต่างไปจากปี 2549 ที่ให้หัวหน้าคมช.เป็นคนเลือก”นายสุรชัย กล่าว
ส่วนที่มีการเสนอให้เลือกนายกฯโดยไม่ต้องรอข้อบังคับ ก็จะหารือเรื่องนี้ในที่ประชุม โดยอาจจะทำการยกรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 มาเทียบเคียงกับรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ที่ให้อำนาจสนช. ทำหน้าที่สส.และสว.เป็นผู้เลือกนายกฯ ก็น่าจะเทียบเคียงกันได้ ส่วนกำหนดวันเลือกนายกฯ ส่วนตัวตั้งใจว่าควรจะเป็นวันที่ 21-22 ส.ค. หรืออย่างช้าคือไม่เกินสัปดาห์สุดท้ายของเดือนส.ค.
อย่างไรก็ดี เพราะนายกฯต้องไปแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกทั้ง ยังมีขั้นตอนการทูลเกล้าฯครม. จึงอยากให้มีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารงานในปีงบประมาณใหม่ ซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือนต.ค.เป็นต้นไป จะได้เป็นไปตามโรดแมประยะที่ 2 และระยะที่ 3 ของคสช.ต่อไป
ส่วนการชี้แจงทรัพย์สินของสนช.ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่วนตัวมองเห็นว่ามีความจำเป็นต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน และต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งคิดว่าสนช. ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะการดำรงตำแหน่งสว.ที่ผ่านมา ก็ทำแบบนี้ตลอด แต่ขึ้นอยู่กับป.ป.ช.ว่าจะกำหนดอย่างไร เพราะป.ป.ช. ไม่อาจทำนอกรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ได้
สำหรับคณะกมธ.จำเป็นต้องมีหรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่าจำเป็นต้องมี เพื่อจะได้มีกลไกการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และข้าราชการ แต่ถ้าไม่มีจะติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและข้าราชการอย่างไร เพียงแต่หน้าที่ต้องอย่าให้ซ้ำซ้อนกัน และจำนวนกมธ.ก็ไม่ควรมีมาก เพื่อประหยัดงบประมาณและเบี้ยประชุม ทั้งนี้ กมธ.ที่มีอยู่ของ 2 สภา สภาผู้แทนฯ 35 คณะ และวุฒิสภา 22 คณะ ซึ่งต้องมาดูว่าคณะใดซ้ำซ้อนก็ให้ตัดออก ส่วนกมธ.ที่มีภารกิจเหมือนกันก็ยุบรวมกัน







