
ปฏิรูปประเทศไทย
เพื่อให้ประชาธิปไตยในประเทศไทยสามารถพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืน สตีฟว์ ยัง เสนอให้ปฏิรูปการเมืองโดยแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประชาธิปไตยของไทยเป็นไปตามหลักการของล็อกมากกว่าของรุสโซ โดยมีข้อเสนอที่น่าสนใจ ดังนี้
เพื่อให้ประชาธิปไตยในประเทศไทยสามารถพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืน สตีฟว์ ยัง เสนอให้ปฏิรูปการเมืองโดยแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประชาธิปไตยของไทยเป็นไปตามหลักการของล็อกมากกว่าของรุสโซ โดยมีข้อเสนอที่น่าสนใจ ดังนี้
ข้อแรก จะต้องเพิ่มการแยกอำนาจ โดย 1) จะต้องแยกรัฐบาลออกจากรัฐสภา โดยให้นายกรัฐมนตรีได้รับเลือกตั้งโดยตรง มีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี จะต้องกำหนดขอบเขตหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีให้มีเท่าที่จำเป็นเพื่อการบริหาร และการบังคับใช้กฎหมายที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอชื่อรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยให้วุฒิสภารับรอง การเลือกนายกรัฐมนตรีให้แยกกระทำคนละช่วงเวลากับการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร
การแยกอำนาจบริหารจากฝ่ายนิติบัญญัติ จะขจัดโอกาสที่ฝ่ายได้รับเลือกตั้งเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาจะทุ่มเงินซื้อตำแหน่ง การมุ่งกอบโกยจากการได้อำนาจในรัฐบาลจะลดลง
ข้อสอง จะต้องลดอำนาจรัฐบาลกลางลง กระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ จะต้องมีอำนาจลดลง โดยเฉพาะหน่วยงานหลายหน่วยในกระทรวงมหาดไทยจะต้องยุบเลิก และถ่ายโอนอำนาจลงสู่จังหวัดหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การรวมศูนย์อำนาจไว้ในส่วนกลางที่สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติจากการล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสและอังกฤษหมดความจำเป็นแล้ว
ประเทศไทยมิได้ถูกคุกคามโดยเพื่อนบ้าน และระบบการศึกษา สังคม และเศรษฐกิจได้พัฒนาไปถึงระดับที่สามารถสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีขนาดใหญ่ขึ้น และสามารถพึ่งตนเองได้มากขึ้น รัฐธรรมนูญต้องกำหนดให้ท้องถิ่นสามารถเพิ่มรายได้โดยการเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ ได้เอง จะต้องมีการปลูกฝังหลักทศพิธราชธรรมแก่ผู้บริหารท้องถิ่น ทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและพนักงานของท้องถิ่น
ข้อสาม จะต้องยุบเลิกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ตำรวจไปขึ้นกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กองกำลังตำรวจซึ่งจัดตั้งให้เป็นแบบกองทหารราบในช่วงสงครามเย็นหมดความจำเป็นสำหรับประเทศไทยแล้ว องค์กรตำรวจที่ตั้งขึ้นโดย พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ นอกจากไม่มีประโยชน์ยังกลายเป็นองค์กรสนับสนุนการคอร์รัปชั่นและการเมืองที่อยู่บนผลประโยชน์เรื่องเงิน น่าสังเกตว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เติบโตและปลูกฝังมาในวัฒนธรรมของตำรวจ ในระบบที่ พล.ต.อ.เผ่า สร้างขึ้น คุณหญิงพจมาน ก็เป็นลูกสาวของนายตำรวจที่เติบโตมาภายใต้ พล.ต.อ.เผ่า
ประเทศไทยไม่ต้องการตำรวจในรูปแบบกองทัพที่มีนายพลมากมาย แต่ควรกระจายตัวออกไปเพื่อมุ่งบริการชุมชนท้องถิ่น รัฐธรรมนูญควรกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของรัฐบาลที่จะต้องพิทักษ์ดูแลชีวิตและทรัพย์สินของพลเมือง หน้าที่และความรับผิดชอบเหล่านี้ควรเป็นกลไกสร้างวัฒนธรรมใหม่ของตำรวจให้เหมาะสมกับภารกิจใหม่
ข้อสี่ จะต้องปฏิรูประบบและกระบวนการยุติธรรม เพื่อส่งเสริมระบบนิติรัฐให้เข้มแข็งขึ้นในสังคม และเพื่อให้คำตัดสินของศาลได้รับการยอมรับนับถือในความสุจริต เที่ยงธรรม และเหตุผลความถูกต้อง และให้ผู้พิพากษาต้องรับผิดชอบในการตัดสินอย่างเที่ยงธรรมที่สุด คำพิพากษาและความเห็นทั้งหมดของศาลจะต้องตีพิมพ์เผยแพร่เต็มทั้งฉบับ โดยผู้พิพากษาต้องลงนาม ณ วันตัดสิน และรัฐธรรมนูญต้องกำหนดเวลาในการพิจารณาคดี และการอุทธรณ์ จนคดีถึงที่สุด
ข้อห้า จะต้องปฏิรูปกระบวนการนิติบัญญัติ ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาควรมีการกำหนดวาระที่แน่นอน สส.ในสภาผู้แทนราษฎรจะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ทุก 2 ปี อาจต้องมีการกำหนดให้มีการเลือกตั้งเหลื่อมกัน เพื่อป้องกันการทุ่มเงินและการหลอกลวงเพื่อให้ได้เสียงข้างมากในสภา โดยอาจมีการเลือก สส.กึ่งหนึ่ง ทุกปี เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนตัดสินใจเลือกฝ่ายตรงข้ามเข้าไปคานเสียงข้างมาก
สำหรับวุฒิสภาให้มีวาระ 4 ปี โดยให้เลือกจำนวน 1 ใน 3 ทุก 2 ปี รัฐธรรมนูญควรกำหนดหน้าที่ของรัฐสภา เพื่อจำกัดอำนาจครอบงำการคัดเลือกบุคคล และการตัดสินใจในกระทรวงทบวงกรมต่างๆ รัฐสภาจะต้องจำกัดอำนาจอยู่เฉพาะการตรากฎหมายของประเทศ พิจารณาขึ้นภาษี อนุมัติงบประมาณ และให้คำแนะนำและรับรองการแต่งตั้งบุคคลตำแหน่งระดับสูงส่วนใหญ่ของรัฐบาล
ข้อหก จะต้องทำให้ระบบการตรวจสอบถ่วงดุลมีประสิทธิผลมากขึ้น รัฐธรรมนูญจะต้องกำหนดให้มีกลไกที่เข้มแข็งในกระบวนการถอดถอนนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ข้าราชการระดับสูง นายพลในกองทัพ นายตำรวจชั้นสูง และผู้บริหารระดับสูงของท้องถิ่น
อาจมีการตั้งหน่วยพิเศษขึ้นในศาลรัฐธรรมนูญเพื่อทำหน้าที่ในเรื่องการถอดถอน และการปลดออกจากตำแหน่งเมื่อมีกรณีทำลายความน่าเชื่อถือของประชาชน อย่างไรก็ดี จะต้องมีกลไกป้องกันการกลั่นแกล้งร้องเรียนกล่าวหาในเรื่องไร้สาระ อย่างไรก็ดี ภาระการพิสูจน์กรณีการใช้อำนาจฉ้อฉลต้องเป็นภาระของผู้ดำรงตำแหน่งที่ถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อพิสูจน์ว่าตนบริสุทธิ์จากข้อกล่าวหา
จะต้องมีการกำหนดมาตรฐานแนวทางปฏิบัติด้านจริยธรรมที่ชัดเจนสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงทั้งที่ได้รับเลือกตั้ง และแต่งตั้งไว้ล่วงหน้าในรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 270 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 โดยให้ขยายความให้ครอบคลุมหลักการเรื่องการละเมิดความเชื่อถือ และการบริหารผิดพลาดในโทษฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (Malfeasance) หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (Nonfeasance) เมื่อมีหน้าที่ต้องปฏิบัติ ผู้มีตำแหน่งหน้าที่ต้องปฏิบัติ และไม่สนับสนุนการกระทำที่ผิด หรือคอร์รัปชั่นโดยการเมินเฉย
ข้อเจ็ด ผู้ที่ออกมาเปิดโปงให้ข้อมูลจนนำไปสู่การถอดถอนสำเร็จ จะต้องได้รับการปกป้องโดยรัฐธรรมนูญ
ข้อแปด จะต้องมีการกำหนดเป็นมาตรฐานให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งใช้ในการประเมินผู้ได้รับเลือกตั้ง ควรนำหลักทศพิธราชธรรม 10 ประการ เพิ่มเติมเข้าไว้ในคำปฏิญาณของผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในราชการทุกคน โดยอาจกำหนดไว้ในมาตรา 270 โดยถือเป็นส่วนหนึ่งแห่งจรรยาบรรณของผู้มีตำแหน่งหน้าที่
นอกจากเสนอประเด็นหลักๆ ในการปฏิรูปรัฐธรรมนูญแล้ว สตีฟว์ ยัง ยังได้เสนอแนวทางในการ “ริเริ่ม” การปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งโดยแนวทางการใช้อำนาจ “แบบอ่อน” (Soft Power Option) และการใช้อำนาจ “แบบแข็ง” (Hard Power Option) ผ่านกลไกของมาตรา 87 ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งข้อเสนอประเด็นนี้หมดความจำเป็นแล้วหลังรัฐประหารเมื่อ 22 พ.ค. 2557
สตีฟว์ ยัง เป็นชาวตะวันตกที่ศึกษาวิเคราะห์ลึกลงไปถึงรากฐานแห่งระบอบประชาธิปไตยสองสำนัก และดูจะมีความเข้าใจระบบการเมืองการปกครองของไทยอย่างลุ่มลึก ข้อเสนอปฏิรูปการเมืองจึงน่าสนใจ ควรที่วงวิชาการและภาคประชาสังคมจะให้ความสนใจอย่างจริงจัง เพื่อหาทางเคลื่อนไหวผลักดันให้เกิดการปฏิรูปการเมืองเพื่อประโยชน์สุขที่แท้จริงแก่ประเทศชาติและประชาชนไทยสืบไป







