posttoday
บริโภคเอกชนทรุดรอผุดรัฐบาลใหม่ช่วยฟื้น

บริโภคเอกชนทรุดรอผุดรัฐบาลใหม่ช่วยฟื้น

12 สิงหาคม 2557

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2557 ถือได้ว่าตกอยู่ในภาวะผีซ้ำด้ำพลอยจริงๆ

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2557 ถือได้ว่าตกอยู่ในภาวะผีซ้ำด้ำพลอยจริงๆ

ที่ผ่านมาไทยเผชิญปัญหาความไม่สงบทางการเมืองบ่อยครั้งและเนิ่นนานมาหลายปี แต่เศรษฐกิจไทยจะได้ตัวช่วยอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวพยุงไว้ทุกครั้ง และช่วยให้เศรษฐกิจ 510 ปีที่ผ่านมา เติบโตได้เฉลี่ยปีละ 45%

แต่มาปีนี้การส่งออกของไทยนอกจากจะเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างเชื่องช้าแล้ว สินค้าไทยยังตกชั้น โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผลิตสินค้าเดิมๆ ที่ทั่วโลกเลิกใช้แล้ว ในขณะที่การท่องเที่ยวก็มีปัญหาการประกาศใช้ พ.ร.ก.ในสถานการณ์ฉุกเฉิน และล่าสุดประกาศกฎอัยการศึก ทำให้นักท่องเที่ยวเผ่นหนีไปหมด

ด้านการลงทุนภาครัฐ ภาคเอกชนก็ไม่แตกต่างกัน แม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะอนุมัติโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.4 ล้านล้านบาท มีการตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่คาดว่าจะไล่อนุมัติโครงการลงทุนภาคเอกชนที่คั่งค้างอยู่ได้หมดภายในเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้

แต่กว่าที่เม็ดเงินแต่ละโครงการจะเข้าสู่ระบบก็ต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 6 เดือน

ฉะนั้น จึงเหลือเพียงการบริโภคภาคเอกชน ที่ปกติหลังเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองคลี่คลายตัวแล้ว ประชาชนก็จะเกิดความเชื่อมั่นออกมาจับจ่ายใช้สอยตามปกติ ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพื่อรอเม็ดเงินก้อนใหญ่จากการลงทุน การส่งออก มาหนุนให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนต่อไป

แต่ปีนี้การบริโภคภาคเอกชนกลับซบเซาผิดคาด สาเหตุหลักน่าจะมาจากความกังวลต่อภาวะค่าครองชีพ ราคาสินค้าที่สูงขึ้น รวมทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน

ข้อมูลของหอการค้าฯ พบว่า แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคล่าสุดเดือน ก.ค. จะทำสถิติพุ่งสูงสุดในรอบ 11 เดือน แต่เมื่อลงในรายละเอียดจะพบว่าผู้บริโภคยังมีความกังวลต่อค่าครองชีพ

สอดคล้องกับดัชนีภาวะเศรษฐกิจของครัวเรือน หรือ KRECI ที่จัดทำโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย เพื่อติดตามภาวะการครองชีพของภาคครัวเรือน พบว่าดัชนี KRECI เดือน ก.ค. 2557 ยังคงปรับตัวลง สาเหตุจากความกังวลต่อภาวะราคาสินค้าและปัญหาหนี้สิน

จากตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) เมื่อต้นปี หรือไตรมาสแรกปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 82.7% จาก 82.3% เมื่อสิ้นปี 2556

ต้องยอมรับว่าปัญหาหนี้สินของครัวเรือนเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนกำลังซื้อมาโดยตลอดในปีนี้ โดยเฉพาะหนี้จากนโยบายประชานิยม กรณีรถคันแรก ที่ทำให้กำลังซื้อหายไปจากระบบพอสมควร เพราะคนที่ซื้อรถส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางที่ปกติจะมีอำนาจซื้อพอสมควร แต่ต้องประหยัด เนื่องจากเงินรายได้ส่วนหนึ่งต้องเก็บไว้ผ่อนชำระค่ารถ

ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินต่างๆ ที่เคยแข่งขันกันให้สินเชื่อบุคคลก็กลับมาคุมเข้ม และระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อแทน เพราะกลัวหนี้เสีย ยิ่งส่งผลให้เม็ดเงินที่จะนำมาใช้จ่ายหดหายไป

ขณะที่นโยบายของ คสช. ในการเร่งจ่ายหนี้ในโครงการรับจำนำข้าวให้กับชาวนากว่า 9 หมื่นล้านบาท ที่คาดหวังว่าจะเพิ่มกำลังซื้อก็กลับละลายหาย เพราะชาวนาต้องเอาเงินไปจ่ายหนี้ที่กู้มาระหว่างรอเงินจำนำข้าว ขณะที่ราคาพืชผลเกษตรก็กลับตกต่ำ ทั้งข้าว จากการยกเลิกนโยบายจำนำข้าว ยางพาราและปาล์มน้ำมัน ยิ่งทุบกำลังซื้อรากหญ้าให้ลดต่ำมากขึ้น

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลที่ผ่านมาทุ่มเทเงินงบประมาณไปกับโครงการประชานิยม ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถคันแรก การลดภาษีน้ำมันเพื่อตรึงราคาดีเซล การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียงขาเดียว โดยไม่มีการหาแหล่งรายได้ใหม่ ส่งผลให้ฐานะการคลังมีปัญหา แถมมาเจอภาวะจัดเก็บรายได้ต่ำเป้าถึง 1 แสนล้านบาท ในปีงบประมาณ 2557 อีก

รัฐบาลที่มารับไม้ต่อนับจากนี้จึงจำเป็นต้องใช้เงินอย่างกระเบียดกระเสียร การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นจะทำได้ยากลำบากขึ้น

เห็นได้จากการขึ้นเงินเดือนข้าราชการที่ คสช.ต้องการช่วยข้าราชการชั้นผู้น้อยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และนั่นหมายถึงอำนาจซื้อที่เพิ่มขึ้นด้วย แต่ต้องเลื่อนเวลาออกไปเป็นเดือน เม.ย. 2558 จากเดิมที่จะให้ขึ้นในเดือน ต.ค. 2557

อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจ ณ ขณะนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายมากจนแก้ไขไม่ได้ เพราะแนวโน้มหลายด้านเริ่มฟื้นตัวขึ้น แม้จะเป็นไปอย่างช้าๆ ก็ตาม โดยผลสำรวจทั้งของหอการค้าฯ และศูนย์วิจัยกสิกรไทย ต่างสอดคล้องกันว่า การบริโภคภาคเอกชนน่าจะทยอยปรับตัวดีขึ้นในช่วง 36 เดือนข้างหน้า จากความมั่นใจในอนาคตมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่ คสช.ประกาศแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.4 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้ ผลสำรวจการใช้จ่ายของผู้บริโภคเดือน ก.ค.ของหอการค้าฯ ยังพบว่า ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์คันใหม่ปรับตัวดีขึ้นและสูงกว่าระดับ 100 เป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน เช่นเดียวกับดัชนีความเหมาะสมในการซื้อบ้านหลังใหม่สูงสุดรอบ 13 เดือน แสดงว่าคนเริ่มมีอารมณ์อยากจะใช้เงินเพื่อซื้อบ้านใหม่ รถใหม่ ขึ้นแล้ว หลังจากทิ้งความต้องการนี้มานาน

ขณะที่หนี้ครัวเรือนน่าจะปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะหนี้ที่เกิดจากโครงการรถคันแรกที่ผู้ซื้อผ่อนมาได้ปีเศษแล้ว ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายด้านนี้เริ่มลดลง

อย่างไรก็ตาม หากดูปัจจัยเงื่อนไขการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชนจะเห็นว่าเกี่ยวโยงกับการลงทุนภาครัฐในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งการเมืองที่เสถียรภาพมากขึ้น

ดังนั้น การบริโภคภาคเอกชนจึงน่าจะฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่เมื่อมีรัฐบาลขึ้นมาบริหารประเทศ เพราะการมีรัฐบาลจะทำให้สามารถผลักดันโครงการต่างๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งสามารถคิดและกำหนดมาตรการระยะสั้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้

การมีรัฐบาลขึ้นมาบริหารประเทศยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้สูงขึ้น ทั้งต่อผู้บริโภคและนักลงทุน หากโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ออกมาสร้างความมั่นใจได้ว่าจะบริหารประเทศ บริหารเศรษฐกิจ ได้อย่างมืออาชีพ มีการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน สร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท