
เหรียญอีกด้านในเอกภาพ 'สนช.'
ณ เวลานี้ต้องถือว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีความสมบูรณ์พร้อมที่จะทำงานได้อย่างเป็นทางการแล้ว
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ณ เวลานี้ต้องถือว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีความสมบูรณ์พร้อมที่จะทำงานได้อย่างเป็นทางการแล้วภายหลังจากมีประธานและรองประธาน สนช. เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งผลการเลือกตำแหน่งประมุข สนช.เป็นไปตามคาดเมื่อ “พรเพชร วิชิตชลชัย” คว้าตำแหน่งประธาน สนช.
ส่วนเก้าอี้รองประธาน สนช.คนที่ 1 ตกเป็นของ “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” อดีตรองประธานวุฒิสภา ขณะที่รองประธาน สนช.คนที่ 2 ก็โผไม่พลิกเช่นกัน คือ “พีระศักดิ์ พอจิต” โดยทั้ง 3 คนได้รับตำแหน่งแบบไร้คู่แข่ง
ปรากฏการณ์ดังกล่าวถือว่าสร้างความประหลาดใจไม่น้อยพอสมควร เพราะเดิมมีการคาดการณ์กันว่าแม้ในตำแหน่งประธานและรองประธาน สนช.คนที่ 1 สนช.สายทหารและฝ่ายพลเรือนจะสามารถตกลงกันได้ว่าจะให้พรเพชรและสุรชัยรับตำแหน่งตามลำดับ
แต่สำหรับตำแหน่งรองประธาน สนช.คนที่ 2 ทาง สนช.สายทหารต้องการให้ทหารขึ้นมาทำหน้าที่และเตรียมเสนอชื่อ “พล.อ.ธีรเดช มีเพียร” อดีตประธานวุฒิสภา และ “พล.อ.นพดล อินทปัญญา” ที่ปรึกษา คสช. เข้าชิงตำแหน่งในวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมากับ “พีระศักดิ์” ซึ่งกลุ่ม สนช.ที่เป็นอดีต สว.ให้การสนับสนุนอยู่
สุดท้ายทหารก็ยอมถอย หลังจากอดีต สว.สายทหารที่เป็น สนช.ในปัจจุบันได้ทำการประสานงานกับ สนช.สายทหาร และเห็นร่วมกันว่าเรื่องในสภาควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพลเรือนดำเนินการน่าจะดีกว่า ประกอบกับทั้งสามคนต่างเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์และความสามารถพอกับการนำพาให้ สนช.ยืนอยู่ในสังคมได้อย่างสง่างาม
อย่าง “พรเพชร” ก็เป็นถึงอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา และทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ด้าน “สุรชัย” มีดีกรีเป็นถึงอดีตรองประธานวุฒิสภา มีความเชี่ยวชาญและแตกฉานในระบบงานนิติบัญญัติเป็นอย่างดี และถ้าไม่เกิดการรัฐประหารไปเสียก่อนป่านนี้คงจะมีสถานะเป็นประธานวุฒิสภาไปแล้ว
ส่วน “พีระศักดิ์” หากไม่มีการรัฐประหารก็คงได้เป็นรองประธานวุฒิสภาเช่นกัน แม้อาจจะเป็นหน้าใหม่ในทางการเมือง แต่ด้วยประสบการณ์ที่เป็นถึงอดีตอัยการและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุตรดิตถ์ จึงย่อมไม่เป็นสองรองใครเช่นกัน
เหนืออื่นใดหากต้องมาโหวตแข่งกันตั้งแต่การประชุมนัดแรกของ สนช.ว่าใครควรได้รับตำแหน่งรองประธาน สนช.คนที่ 2 จะเกิดภาพทางการเมืองที่ไม่เป็นคุณกับ สนช.เท่าไหร่นัก สู้ปล่อยให้ทำงานกันไปก่อน พอถึงเวลาหนึ่งดีไม่ดีอย่างไรค่อยมาว่ากันในอนาคต
ขณะเดียวกัน การขึ้นมาทำหน้าที่เป็นผู้นำ สนช.ของ “พรเพชรสุรชัยพีระศักดิ์” ในครั้งนี้โดยที่ไม่ต้องมีการลงมติแข่งกัน นับว่ามีนัยทางการเมืองพอสมควร โดยเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า สนช.ปี 2557 มีความเป็นเอกภาพ แม้ที่ผ่านมาจะเกิดคลื่นใต้น้ำแย่งชิงเก้าอี้มาก่อนก็ตาม
ต่างจาก สนช.เมื่อปี 2549 ที่การเลือกประธาน สนช.ต้องใช้การออกเสียงแข่งกันในที่ประชุมเพราะไม่มีใครยอมใคร
ครั้งนั้นเป็นการชิงเก้าอี้กันระหว่าง “มีชัย ฤชุพันธุ์” “น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ” และ “ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์” ก่อนที่อาจารย์มีชัยจะเป็นผู้ได้รับความไว้วางใจจากที่ประชุมถึง 167 เสียงให้ทำหน้าที่เป็นประธาน สนช.
ในด้านหนึ่งอาจดูเหมือนว่าการได้มาซึ่งตำแหน่งประธาน สนช.ผ่านการลงมติแข่งขันกันจะเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นการดำเนินการตามกติกาและข้อบังคับการประชุม แต่ต้องไม่ลืมว่า สนช.ต่างมีที่มาจากจุดเดียวกัน คือ การแต่งตั้งจากคณะรัฐประหาร ดังนั้นการต้องมาใช้เสียงข้างมากห้ำหั่นกันจึงเหมือนเป็นหนามตำใจระหว่างกันไม่มากก็น้อย
จากหนามตำใจเล็กๆ ต่อมาได้เกิดปัญหาความเป็นเอกภาพใน สนช.ชุดปี 2549 ก่อนที่ผลเสียจะกลับมาที่ภาพรวมของ สนช.เอง ดังจะเห็นได้จากกรณีที่มีการร่างพระราชบัญญัติที่ สนช.ให้ความเห็นชอบแต่กลับไม่ผ่านการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญถึง 6 ฉบับ เพราะ สนช.พิจารณากฎหมายในสภาพที่องค์ประชุมไม่ครบ
อย่างไรก็ตาม การที่ สนช.ชุดปัจจุบันจะสามารถเริ่มต้นด้วยความเป็นเอกภาพได้นั้น ไม่ได้หมายความว่าการทำงานของ สนช.จะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เนื่องจากภารกิจของ สนช.ข้างหน้าล้วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์กับหลายฝ่าย เหมือนกับการวัดใจว่า สนช.กล้าเล่นกับไฟหรือไม่
เช่น การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งในทางการเมือง โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว 4 กรณี ได้แก่ 1.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจากคดีจำนำข้าว 2.สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา 3.นิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และ 4.อดีต สว. 36 ราย ในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ สว.
สนช.จะเอาจริงเอาจังกับวาระนี้ขนาดไหน เนื่องจาก สนช.ในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังเป็นข้าราชการอยู่ ย่อมนำมาสู่การถูกมองว่า สนช.อาจเกรงกับการถูกเอาคืนจากฝ่ายการเมืองที่จะเข้ามาเป็นผู้บังคับบัญชาหลังจากการเลือกตั้งในปีหน้า อันเป็นปัจจัยที่ทำให้ไม่กล้าตัดสินใจในเรื่องสำคัญ
เช่นเดียวกับกฎหมายที่นำไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างประเทศครั้งใหญ่ อาทิ กฎหมายภาษีมรดก ภาษีที่ดิน การปฏิรูปราคาพลังงาน หรือกฎหมายอื่นๆ ที่ช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ซึ่งทั้งหมดล้วนกระทบกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากเรื่องดังกล่าวมาอยู่เดิม
เรื่องที่ว่านี้หากวันใดวันหนึ่งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสนอกฎหมายเข้ามาให้ สนช.ดำเนินการ ย่อมเป็นเรื่องท้าทายเหมือนกันว่า สนช.จะเล็งเห็นความสำคัญด้วยการมีมติให้กฎหมายที่เสนอมาจากสภาปฏิรูปแห่งชาติแซงคิวขึ้นมาอยู่ในเรื่องที่ สนช.ต้องพิจารณาก่อนหรือไม่ โดยไม่ให้ไปต่อท้ายจนกฎหมายไม่ถูกนำมาพิจารณา
เพราะฉะนั้น ที่สุดแล้วความเป็นเอกภาพของ สนช.ที่ได้เกิดขึ้นมาเมื่อวันที่ 8 ส.ค. นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี แต่ความสามัคคีของ สนช.นั้นจะไม่มีความหมาย ถ้า สนช.ไม่สามารถพาประเทศไปสู่การปฏิรูปและการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ดีได้







