
การยอมรับอำนาจแบบไทย ๆ
เข้าสู่ช่วงเปิดเทอมใหญ่ของมหาวิทยาลัย เรื่องที่ถกเถียงกันทุกปีอย่างเรื่อง “รับน้องใหม่”
เข้าสู่ช่วงเปิดเทอมใหญ่ของมหาวิทยาลัย เรื่องที่ถกเถียงกันทุกปีอย่างเรื่อง “รับน้องใหม่” กลับมาเป็นที่ถกเถียงอีกครั้ง
ส่วนเรื่องที่ถกเถียงกันไม่บ่อย แต่ปีนี้กลับมาให้ถกเถียงอีกครั้ง คือการที่อธิการบดีของมหาวิทยาลัยได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
ในมหาวิทยาลัยที่ผมเคยเป็นศิษย์เก่า ทั้งสองเรื่องถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอย่างหนาหู แน่นอน มีทั้งฝ่ายปกป้องและฝ่ายโต้แย้ง โดยเฉพาะในพื้นที่สาธารณะซึ่งเปิดกว้าง อย่างโลกของ “เฟซบุ๊ก”
กล่าวสำหรับประเพณีรับน้องใหม่ ผมเคยเข้าร่วม ด้วยเหตุผลว่า ไม่อยากรู้สึกแปลกแยกกับเพื่อนๆ ส่วนใหญ่จำใจรับฟังคำสั่งของรุ่นพี่ แม้ในใจจะรู้สึกขัดแย้ง และตั้งคำถามอย่างหนักหน่วง แต่ในที่สุดการยอมโดนกดขี่ ก็กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าประเพณี สุดท้ายเรายอมก้มหัวรับ เพราะไม่อยากมีปัญหากับรุ่นพี่
ความคาดหวังแบบเด็กๆ ไม่มีอะไรมากไปกว่าที่วันหนึ่งเราจะได้รับอาญาสิทธิ์ให้เป็นรุ่นพี่ แล้วจะสามารถทำแบบเดียวกับที่รุ่นพี่เคยทำ
ผมจำได้ว่าเมื่อเป็นรุ่นพี่แล้ว สิ่งที่ยากที่สุดในการ “ว้าก” รุ่นน้องก็คือจะหาเหตุผลอธิบายอย่างไร ให้คำสั่งของเราสมเหตุสมผลที่สุด ยิ่งในวันที่ดำรงตำแหน่งในสโมสรนักศึกษา ยิ่งต้องอธิบายให้ผู้ปกครองน้องใหม่เข้าใจในวันปฐมนิเทศอีกด้วย
แม้จะเป็นเรื่องยาก แต่น้องๆ สโมสรนักศึกษาก็ทำในรูปแบบเดียวกันทุกปี คือ ชักแม่น้ำทั้งห้า เพื่อให้นักศึกษาและผู้ปกครองเข้าใจว่าประเพณีรับน้องใหม่นั้นชอบธรรม และทำให้เด็กรักกันมากขึ้น
ผมจบมหาวิทยาลัยมาแล้ว 3 ปี แต่ย้อนกลับไปมองประเพณีรับน้องทีไร ก็ยังเป็นรูปแบบเดิม คือ พี่ผู้หญิงน่ารักๆ จะนำน้องร้องเพลงสันทนาการ ส่วนพี่ผู้ชายที่หน่วยก้านใช้ได้ จะกลายเป็น “พี่วินัย” หรือเรียกอีกอย่างว่า “พี่ว้าก” (ที่เหมือนกันทุกปีอีกเช่นกัน คือ จะมีรุ่นน้องแอบกรี๊ดรุ่นพี่ผู้ชายที่ทำหน้าที่ว้าก)
ส่วนการลงโทษก็ล้วนเกิดขึ้นด้วยเหตุผลเดิมๆ คือ ไม่รู้จักเพื่อน ไม่ตรงต่อเวลา ไม่มีระเบียบวินัย และที่สำคัญที่สุด คือ ไม่เคารพรุ่นพี่ และหากใครเป็น “ตัวป่วน” ก็จะถูกรุ่นพี่ลงโทษหนักกว่าคนอื่น
ระยะหลังโลกสังคมออนไลน์ได้เฉลยลำดับเวลาก่อนหลัง เป็นต้นว่ารุ่นพี่จะลงโทษรุ่นน้องด้วยเหตุผลอะไร และรุ่นพี่สันทนาการ จะปลอบน้องๆ อย่างไรบ้าง จนถึงช่วงเวลาไคลแมกซ์ที่รุ่นพี่ยอมรับรุ่นน้อง และ “ให้รุ่น” ต้องมีพิธีกรรมอะไรบ้าง โดยหากมีการลงโทษที่ “ไร้เหตุผล” ภาพความรุนแรงก็จะถูกแชร์ต่อเป็นวงกว้างได้ทันที
ในที่สุดประเพณีรับน้องที่เคยเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ถูกลดให้ด้อยค่าจนกลายเป็นแค่ “การละเล่น” ของรุ่นพี่ไม่กี่คนที่ยังหลอกตัวเองอยู่ว่าประเพณีนี้มีประโยชน์ และยังเป็นจุดศูนย์รวมของรุ่นน้องได้
แต่แน่นอนศิษย์เก่าจำนวนมากที่เคยได้รับการขัดเกลาผ่านประเพณีนี้ ยังรู้สึกพอใจกับการรับน้อง ตลกที่สุดก็คือการขับไสไล่ส่งรุ่นน้องที่เข้ามาใหม่ที่วิพากษ์ประเพณีนี้ให้ออกไปเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน
วันที่ 31 ก.ค. ผมไม่แปลกใจที่เห็นชื่ออธิการบดีได้รับคัดเลือกเป็น สนช. เพราะอธิการบดีคนก่อนหน้าก็ได้รับตำแหน่งนี้เช่นเดียวกันจากการยึดอำนาจครั้งก่อน
อย่างไรก็ตาม ที่น่าแปลกใจก็คือเสียงคัดค้านเกิดขึ้นทันทีในสื่อสังคมออนไลน์ พลันที่หน้าเพจของ “ศูนย์นักศึกษาเก่าสัมพันธ์” โพสต์แสดงความยินดีกับอธิการบดี มีเสียงคัดค้านจำนวนมากรุมถล่ม โดยเฉพาะการที่ท่านอธิการบดีเอาชื่อเสียงมหาวิทยาลัยไปยอมรับอำนาจที่ไม่เป็นธรรมผ่านการรัฐประหาร
“เชื่อว่าความสามารถของท่าน จะสามารถสร้างประชาธิปไตยและรักษาความแตกแยกได้” ใครคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นโต้แย้งผู้ที่ด่าทออธิการบดี
จุดแตกหักของการรับตำแหน่ง สนช. ก็คือสองมุมมองที่แตกต่างว่าการ “ยึดอำนาจ” เป็นการแก้ปัญหา หรือเป็นการทำลายประชาธิปไตย ซึ่งก็น่าแปลก ย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์ การยึดอำนาจ 2 ครั้งหลังถูกมองว่าเป็นความล้มเหลว แต่ครั้งล่าสุดนี้ ก็ยังได้รับการยกย่องว่าจะสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เรื้อรัง นานกว่า 10 ปีได้ และทหารจะสามารถ “คืนความสุข” ให้คนไทยกว่า 65 ล้านคน ได้สำเร็จ
มองย้อนไปในประวัติศาสตร์อีกเช่นกัน ช่วง 30 ปีให้หลังมานี้ มหาวิทยาลัยทุกแห่งถูกเรียกว่าเป็น “โรงเลี้ยงเด็กของชนชั้นกลาง” ทำหน้าที่คอยขัดเกลาคนรุ่นใหม่จำนวนมาก ให้มีเบ้าหลอมไปในทางเดียวกัน ซึ่งแน่นอน ในช่วง 30 ปีมานี้กิจกรรมรับน้องก็เติบโตขึ้นไปพร้อมๆ ด้วยเช่นกัน ขณะที่มหาวิทยาลัยรับผิดชอบเรื่องวิชาการ ประเพณีรับน้องก็รับผิดชอบเรื่องการสร้างความสามัคคีและระเบียบวินัย ให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้
ด้วยจุดประสงค์เพื่อสร้างความสามัคคีและความมีระเบียบวินัย “ประเพณีรับน้อง” จึงมีส่วนสัมพันธ์กับการรัฐประหารอย่างน่าประหลาด
หากกิจกรรมรับน้องถูกทำให้เป็นประเพณี เพื่อให้รุ่นน้องรักกัน รักรุ่นพี่ และรักสถาบันมากขึ้น การรัฐประหารก็คงอาจถูกเรียกเป็นประเพณีได้เหมือนกัน เพราะดูเหมือนหน้าที่ที่ให้ “คนไทยรักกัน” นั้น ไม่ต่างอะไรกับการทำให้รุ่นน้องรักกัน
หากกิจกรรมรับน้องมีรุ่นพี่คอยสร้างกิจกรรมเพื่อให้รุ่นน้องรักกัน และมีระเบียบวินัย การรัฐประหารก็มีคณะทหาร และมีกฎหมายพิเศษในมือ ที่ทำให้คนในชาติรักกัน และมีระเบียบวินัย แน่นอนการลงโทษต้องเกิดขึ้น เพื่อทำให้เห็นว่าความไร้ระเบียบ สร้างปัญหาอะไรบ้าง
และหากกิจกรรมรับน้อง มีพวกผมที่เป็นสโมสรนักศึกษาคอยอธิบายให้รุ่นน้องและผู้ปกครองเข้าใจว่าการรับน้องมีประโยชน์อย่างไร คณะทหาร รวมถึงอธิการบดี ก็ต้องทำหน้าที่ สนช.ให้เห็นเช่นกันว่า การยึดอำนาจต้องไม่เสียของ
การยึดอำนาจไม่ใช่เรื่องใหม่ เราสามารถรู้ได้ทันทีว่า ลำดับการประกาศใช้กฎหมายจะเป็นอย่างไร ต่อไปจะประกาศใช้ สนช. จะสร้างรัฐธรรมนูญเมื่อไร หรือใครจะตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาแข่งหลังจบเทอม
อย่างไรก็ตาม การเกิดของสังคมออนไลน์ได้ทำให้การต้านการยึดอำนาจกลายเป็นของใหม่ โดยเฉพาะในวันที่เทคโนโลยีสามารถส่งต่อภาพกิจกรรมต่อต้านเป็นวงกว้าง จนทำให้กฎหมายพิเศษต้องถูกคงไว้ เพื่อควบคุมอำนาจอันเปราะบางของผู้นำ
กระนั้นเอง การยึดอำนาจที่เคยถูกตำหนิเมื่อ 6 ปีก่อน วันนี้กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง ข้าราชการทหาร ถูกยกให้เป็นฮีโร่ และคนจำนวนมากก็ยังเชื่อว่า การรัฐประหารสามารถสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และสลายความขัดแย้งให้อันตรธานไปได้
ไม่มีใครรู้ว่าผลลัพธ์ของการยึดอำนาจครั้งนี้ ในอีก 1 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่ในสังคมที่เราเรียกกันว่า “แบบไทยๆ” การใช้อำนาจพิเศษให้คนรักกัน และสร้างความมีระเบียบวินัย เป็นที่ยอมรับได้เสมอ แม้จะเคยล้มเหลวมาหลายครั้งแล้วก็ตาม
ว่ากันว่า การถูก “กดนิดๆ” จากผู้มีอำนาจ เป็นลักษณะเฉพาะตัวของคนไทย เพราะหากปล่อยให้ทุกคนทำตามใจชอบ ก็อาจสร้างความวุ่นวายไม่รู้จบ ด้วยเหตุนี้ พี่ว้าก และ การทหาร จึงได้รับการยอมรับอยู่เสมอในการทำนอกเหนือหน้าที่ของตัวเอง ประเพณีรับน้อง และประเพณีการยึดอำนาจ จึงเป็นสองสิ่งที่อยู่เหนือกาลเวลา
ส่วนใครที่ไม่พอใจและต่อต้าน ก็กลายเป็นพวกไร้ระเบียบ ซึ่งวิธีการกล่าวโทษคนเหล่านี้ก็อยู่เหนือกาลเวลาเช่นเดียวกัน คือ การไล่ให้ออกไปอยู่ประเทศอื่นนั่นเอง







