
กระจายอำนาจท้องถิ่น ปล่อยเลือกตั้ง สกัดปัญหาวุ่นวาย
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประเมินถึงกระบวนการปฏิรูปว่า น่าห่วงใน 3 ประเด็นหลัก
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประเมินถึงกระบวนการปฏิรูปว่า น่าห่วงใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.ปฏิรูป คสช.มีข้อจำกัด ต้องพึ่งพากลไกข้าราชการมาก ซึ่งทิศทางการปฏิรูป 11 ด้าน นิยามให้สั้นที่สุด คือ “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน” ซึ่งราชการไม่ค่อยเชื่อแนวทางนี้ เพราะฉะนั้นการปฏิรูปในหลายๆ ด้านเอาเข้าจริงจะสวนทางกับการวาดหวัง
ทั้งนี้ เห็นได้ชัดคือการกระจายอำนาจ ซึ่งกระแสมาจนถึงเตรียมจะให้เลือกผู้ว่าราชการจังหวัด แต่หลังจาก คสช.เข้ามา ไม่รู้ว่าตัดทิ้งไปหรือยัง และที่เป็นปมปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ คือ ประกาศระงับการดำเนินการเลือกตั้งท้องถิ่น ที่ไม่แน่ใจเหตุผลที่แท้จริง เดากันสองเหตุผลคือ หนึ่ง เกรงว่าจะวุ่นวาย สอง อยากปรับโครงสร้างท้องถิ่นใหม่หมด คล้ายๆ เข้ามาหยุดของเดิมเอาไว้
“แต่ปัญหาคือ การเลือกตั้งผมคิดว่าถ้าเป็นการเลือกตั้งระดับชาติ หรืออาจจะรวม กทม. เพราะที่ผ่านมามีเรื่องพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ตรงนั้นหากบอกว่ายังไม่เหมาะก็เข้าใจได้ แต่ อบต. เทศบาล แม้กระทั่ง อบจ. ก็มีลักษณะไม่เหมือนเลือกตั้งระดับชาติ มองไม่ออกว่าจะสร้างปัญหาอย่างไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือความอึดอัด เพราะบางท้องถิ่นสมาชิกหมดวาระก็ใช้การสรรหา บางพื้นที่สรรหาคนนอกพื้นที่มาเป็น แค่อยู่จังหวัดเดียวกัน สิ่งที่ต้องระมัดระวัง คือ นักการเมืองท้องถิ่นจะมีคนดีคนชั่วเท่าไหร่ก็สุดแล้วแต่ แต่เป็นกลไกที่เชื่อมประชาชนเข้ามาหางานท้องถิ่น ตรงนี้จะหายไป”
ยิ่งนานวันจะยิ่งเป็นปัญหา และสุดท้ายหากปล่อยให้เลือกตั้ง ก็จะเลือกตั้งพร้อมกันหมด ตรงนั้นจะยิ่งทำให้กระแสการเมืองระดับชาติเข้าไปสู่กระแสท้องถิ่นมากขึ้น ดังนั้นถ้าเห็นว่าที่ใดที่มีพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องยังไม่อยากให้เคลื่อนไหวก็เข้าใจได้ แต่ตรงไหนอย่างเทศบาลภาคเหนือ อบต.ภาคใต้ ทำไม คสช.ไม่ปล่อยให้เลือกเพราะเลือกไม่พร้อมกัน และหาก กกต.แสดงให้เห็นว่าสามารถปราบโกงการเลือกตั้งได้ จะเป็นบวกมากกับการปฏิรูป
อภิสิทธิ์ ยังกังวลอีกว่า การปฏิรูปจริงๆ จะไม่นำไปสู่การลดอำนาจรัฐ กระจายอำนาจประชาชน เมื่อภาคราชการมองท้องถิ่นว่ามีการทุจริตมาก แต่ความจริงข้อเสนอการกระจายอำนาจจะต้องพ่วงเรื่องมาตรการช่วยลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น และมีระบบตรวจสอบ
อย่างสิ่งที่ประชาธิปัตย์เสนอ คือ เมื่อมีการกระจายอำนาจจะต้องมีการตรวจสอบที่ไม่ใช่โดยสภาท้องถิ่น แต่จะโดยสภาประชาชน หรือจะเรียกอะไรก็ตามอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ หรือเรื่องปฏิรูปตำรวจที่ไม่แน่ใจว่าการลดการรวมศูนย์เพื่อลดการแทรกแซงจะทำได้แค่ไหน ถ้าหากราชการมีอิทธิพลสูงต่อการตัดสินใจ แม้แต่บางเรื่องที่เถียงกันมากพลังงาน ออกมายังไงก็ต้องมีฝั่งไม่พอใจ
อภิสิทธิ์ กล่าวว่า งานปฏิรูปจะเป็นงานที่ท้าทายมาก ส่วนของพรรคก็จะนำเสนอข้อมูลอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ไม่ได้ไปร่วมงาน เพราะรู้สึกว่าคนคงไม่อยากให้นักการเมืองไปยุ่งกับเรื่องพวกนี้เพราะนักการเมืองเป็นจำเลย แต่ยินดีที่จะให้ข้อมูล แนวความคิดตลอด ซึ่งส่วนตัวคิดว่าทั้งพรรคการเมือง ทั้งองค์กรอิสระ ไม่ควรอยู่ในสภาปฏิรูป ควรอยู่ในฐานะผู้ให้ข้อมูล เพราะการปฏิรูป เขาอาจต้องการเปลี่ยนแปลงหลายเรื่องไม่ใช่เฉพาะนักการเมือง แต่อาจรวมไปถึงระบบการทำงาน กกต. ป.ป.ช. จึงควรเป็นผู้ให้ข้อมูลมากกว่าไปร่วมพิจารณา
อีกประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือ ความยากในการวางเส้นที่เหมาะสมว่าอะไรที่ควรทำและไม่ควรทำ ในสถานการณ์พิเศษ อย่างเรื่องการใช้อำนาจพิเศษ ปราบมาเฟีย ปราบอาวุธ ปราบความรุนแรงได้ เชื่อว่าคนไม่ติดใจมาก แต่ถามว่าการใช้อำนาจพิเศษจำเป็นทุกเรื่องหรือไม่ ก็คงไม่
“อย่างเรื่องความมั่นคง โอเค ความสงบ โอเค เพื่อความรวดเร็ว เนื่องจากมีปัญหาค้างคาเร่งด่วน โอเค ผมว่าคนเข้าใจ แต่มันจะต้องทุกเรื่องไหม ผมตั้งข้อสังเกตนะ เพราะตัวบุคคลผมไม่มีปัญหาอะไรกับท่าน อย่างคุณพรเพชร (วิชิตชลชัย) ซึ่งเป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่ยังดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ถ้าถามว่า ประเทศปฏิรูปแล้ว ควรจะยอมให้มีผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระกับนิติบัญญัติพร้อมกันหรือไม่ มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าบอกว่านี่คือสถานการณ์พิเศษ ก็ต้องถามกลับไปว่า แล้วความจำเป็นคืออะไร
...ผมไม่อยากให้มีปมแบบนี้ เพราะวันข้างหน้าต้องเอาจริงเอาจังเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน แต่เวลานี้เราจะมาวางระบบ ถ้าเรามีตัวอย่างว่าทำไมตอนนั้นทำได้ มันไม่เป็นผลดี ผมกังวลนิดหน่อย และติดใจประกาศ คสช. ฉบับ 73 ยกเว้นประมวลจริยธรรม ซึ่งไม่รู้ว่าใช้หรือไม่ แต่ผมไม่อยากให้ใช้ ใช้ก็ต้องมีเหตุผลที่ชัดไปเลย ว่าต้องใช้เพราะสถานการณ์เป็นอย่างนี้ ไม่เช่นนั้นวันข้างหน้าจะเป็นเหยื่อ คนจะบอกว่าทำไมฝ่ายนั้นทำได้ พอเขาจะทำจะมาห้ามอะไรฝ่ายเดียว”
อภิสิทธิ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า แม้แต่กรณีคำสั่ง คสช.ต่อสื่อมวลชน จากที่ได้สัมผัสกับความรู้สึกของสื่อ เห็นว่าไม่เป็นผลดีหากปล่อยให้อึดอัดนานๆ การเปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นมันไม่ได้ยากขนาดที่จะแยกแยะระหว่างคนที่แสดงความเห็นโดยสุจริต กับคนที่มีเจตนาแอบแฝงมุ่งทำลาย
ดังนั้น จึงอยากเห็นการผ่อนคลายคำสั่ง ระเบียบ ในลักษณะค่อยๆ ผ่อนคลาย ทั้งนี้ไม่ติดใจหากใครมีเจตนาแอบแฝงจะบ่อนทำลาย จัดการได้ แต่อะไรที่คลายได้ต้องค่อยๆ คลาย เพราะไม่เช่นนั้นสุดท้ายเมื่อกักไว้ทุกอย่างปล่อยรวดเดียวไม่น่าจะเป็นผลดีกับการทำงานของ คสช.เอง
“ปัญหาใหญ่คือ เราตีโจทย์ว่าปัญหาคืออะไร ผมคิดว่า คสช.ต้องพยายามทำให้ระบบดีกว่าเดิม ระบบกับคนแยกกัน คนทำอะไรผิดก็จัดการไป แต่ถ้าออกแบบระบบเหมือนกับขจัดกีดกันคน ผมคิดว่าสำเร็จยากในแง่การปฏิรูปที่ยั่งยืน
...ปัญหาถูกมองว่าเป็นเพราะนักการเมืองในอดีต แต่ถามว่ามันใช่หรือเปล่า ผมกลับมองว่าคนที่เป็นนักการเมืองอาชีพจริงๆ ที่ทำในแบบแนวทางต่างประเทศส่วนใหญ่ไม่ใช่คนสร้างปัญหา แต่นักการเมืองไม่อาชีพต่างๆ ที่มองผลประโยชน์ธุรกิจต่างๆ ที่สร้างปัญหา”







