posttoday
เราเป็นอย่างที่เราเป็นไม่ต้องแกล้งเป็นแกล้งตาย

เราเป็นอย่างที่เราเป็นไม่ต้องแกล้งเป็นแกล้งตาย

10 สิงหาคม 2557

กว่าสองเดือนหลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกประกาศฉบับที่ 57/2557

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กว่าสองเดือนหลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกประกาศฉบับที่ 57/2557 ห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจการใดๆ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดใจกับโพสต์ทูเดย์อีกครั้ง ในฐานะจำเลยของสังคมที่กำลังถูก “แช่แข็ง” และกันออกไปอยู่นอกกระบวนการปฏิรูปที่เดินหน้าเข้าสู่ระยะที่ 2

“สถานการณ์ขณะนี้น่ะลำบาก มันลำบากอยู่แล้ว แต่ไม่เป็นปัญหา ผมไม่บ่น ถือว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนรวม พรรคก็ต้องจัดการ อันไหนที่มีปัญหาก็ทำหนังสือถึง กกต.ให้เขาทบทวนแนวทางต่างๆ แต่ไม่ขอแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ ขอพูดแต่เรื่องบ้านเมือง”

อภิสิทธิ์ยอมรับว่าจากการพูดคุยกับอดีต สส.หลายคนกำลังใจดีอยู่ ถึงจะลำบากหน่อย แต่ก็มีกำลังใจทำงาน ส่วนสมาชิกที่เคยแยกไปเคลื่อนไหวกับ กปปส.ก็ไม่มีปัญหา แต่ละคนมีจุดยืนที่ทั้งเหมือนและแตกต่างกัน จะมีก็แต่พระสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ลาออกจากสมาชิกพรรค ซึ่งสมาชิกพรรคทั้งหมดยังผูกพันกัน

แม้จะไม่สามารถประชุมพรรค หรือเคลื่อนไหวทำกิจกรรมได้ แต่ สส.มีหน้าที่ดูแลชาวบ้านก็ต้องทำไป ส่วนงานของพรรคทุกคนก็รู้บทบาทตัวเอง เช่น บางคนทำงานเรื่องนโยบายก็ทำต่อ พบปะหาข้อมูลฝ่ายต่างๆ ของสังคม และคงไม่มีใครตอบได้ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นอย่างไร

“พรรคยังรักษาจุดยืนอุดมการณ์ตัวเอง แก้ไขจุดอ่อนของตัวเองไป หากไม่มั่นคงเรื่องอุดมการณ์ จุดยืนก็จะเป็นจุดจบของประชาธิปัตย์ เพราะประชาธิปัตย์อยู่ได้ด้วยอุดมการณ์ ต้องไม่ไขว้เขว”

แม้ระยะหลังจะถูกมองว่าประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่อิงอยู่กับ “กองทัพ” แต่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ชี้แจงว่าเป็นเรื่องวาทกรรมในอดีต เราไม่เคยเคลื่อนไหว อะไรที่จะเข้าสู่อำนาจ ยกเว้นตามกระบวนการประชาธิปไตย อันนั้นก็ชัด เวลาเกิดเหตุอย่างนี้ จุดยืนเราไม่มีมาต่อรองกับใคร

“ผมเห็นคนที่แสดงตัวเป็นนักประชาธิปไตย ตอนนี้การต่อรองผลประโยชน์ของตัวเองว่าจะเป็นนักประชาธิปไตยต่อหรือเปล่า เราไม่ได้เป็นอย่างนั้น กาลเวลาจะพิสูจน์เอง เราเป็นอย่างที่เราเป็น ไม่ต้องแกล้งเป็นแกล้งตาย”

อภิสิทธิ์ประเมินการดำเนินการ คสช.ว่า เวลานี้ที่เข้าสู่ระยะที่ 2 อย่างไม่เต็มรูปแบบ หลังจากมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และใกล้จะมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ผ่านมาในภาพรวมระยะที่หนึ่งเป็นไปตามเป้าหมาย สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือความสงบตัดกับภาพสถานการณ์ก่อนหน้าครึ่งค่อนปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน

ทำให้เกิดความพึงพอใจว่า หนึ่ง บ้านเมืองสงบ มีการจับกุมอาวุธ จัดการความรุนแรง สอง มีปัญหาที่รอการแก้ไขมานานหลายเรื่อง โดยเฉพาะปีสุดท้ายของรัฐบาลที่แล้ว ไปติดหล่มกฎหมายนิรโทษกรรม และการชุมนุม จนมาเป็นรัฐบาลรักษาการ ทาง คสช.ทำการบ้านมาดี และจับจุดว่าจะต้องสะสางอะไรให้เร็วบ้าง เช่น การจ่ายเงินข้าว อนุมัติการส่งเสริมการลงทุน รวมทั้งหยิบประเด็นที่คนจะพอใจ เช่น สะสางผู้มีอิทธิพลก็ประสบความสำเร็จ สามารถใช้อำนาจเด็ดขาดเข้ามาจัดการ

สำหรับระยะที่ 2 อภิสิทธิ์มองว่า...ไม่ง่าย!!!

“โจทย์กว้างขึ้น ยากขึ้น จากสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันไม่ดี คนยังบ่นอยู่ แต่คนมองเห็นโอกาสว่าบ้านเมืองสงบ คิดว่ามีโอกาสสร้างความเชื่อมั่นบางอย่างกลับคืนมา แต่ปัญหาคือต่างประเทศ โลกตะวันตก ยังไงก็จะต้องมีข้อติดขัด แต่สำคัญกว่านั้น ปัญหาการเมือง การปฏิรูปที่ยังไม่เห็นความชัดเจน”

แม้ตามโครงสร้างรัฐธรรมนูญชั่วคราว ที่มีทั้งอำนาจพิเศษ และองค์กรต่างๆ แต่ยังไงคนก็ยังมองว่าเป็นเรื่องของ คสช.อยู่ดี เพราะเป็นผู้เลือก สนช. ครม. สปช. กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างต้องย้อนกลับไปที่ คสช. คำถามคือโจทย์ที่องค์กรเหล่านี้จะตอบคืออะไร

สำหรับรายชื่อ สนช.ที่ปรากฏออกมาเป็นข้าราชการและคนมีสีเข้ามาในสัดส่วนที่มากกว่าสัดส่วนอื่นๆ นั้น อภิสิทธิ์ประเมินว่า ทั้ง สนช. รวมไปถึง ครม. เบื้องต้นต้องตอบสนองนโยบาย คสช.เป็นอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นอยู่ที่หลัก คสช.จะวางอย่างไร

อีกด้านหนึ่งคนคาดหวัง สนช.ชุดนี้ เพราะน่าจะผลักดันกฎหมายได้ง่ายนั้น ควรดูว่าอะไรที่คนทั้งประเทศเห็นตรงกัน เรื่องนั้นก็ควรดำเนินการทำให้ออกมาเป็นกฎหมายเลย ทั้งเรื่องการทุจริต เพิ่มบทลงโทษหนักขึ้น ยืดอายุความ เสริมเขี้ยวเล็บกลไกการตรวจสอบ หรือกฎหมายที่ยังไงก็ต้องออกให้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศอาเซียน อย่างนี้ให้ลุยไปเลย

“ผมยังเชื่อว่ามีกฎหมายอีกหลายฉบับ ที่หากย้อนไปดู 34 รัฐบาลที่ผ่านมาพยายามเสนอแต่ยังค้างอยู่ อย่างตอนนี้คนพูดเรื่องกฎหมายอุ้มบุญ สมัยรัฐบาลผมก็เคยเสนอไปแต่ยังไม่เสร็จ ถ้าทำอย่างนี้มีปัญหา รวมไปถึงประกาศที่ออกมาเยอะมากเป็นร้อยฉบับหลังรัฐประหาร มีสถานะเป็นกฎหมายทั้งสิ้น สนช.จะเข้ามาก็อยากให้สะสางให้เรียบร้อย ว่าอะไรจะอยู่ต่อรูปแบบไหนอย่างไร”

ถามย้ำสัดส่วน สนช.ที่กระจุกตัวอยู่ อยู่ที่ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ จะเป็นปัญหาต่อการพิจารณากฎหมายอย่างรอบคอบที่ต้องการความหลากหลายหรือไม่ อภิสิทธิ์ตอบแบบอ้อมๆ ว่า ถ้าไปหยิบประเด็นซึ่งแต่ละฝ่ายเห็นพ้องอยู่บนพื้นฐาน ความกังวลนี้ก็จะลดลงไป แต่หากไปหยิบเรื่องที่ยังมีข้อโต้แย้ง ก็จะเกิดปัญหาตามมาได้

“อย่างเรื่องรถไฟฟ้ารางคู่ไม่เคยเห็นรัฐบาลไหนค้าน เรื่องนี้เกิดตั้งแต่รัฐบาลชวน หลีกภัย สมัยผมเป็นรัฐบาลก็อนุมัติไปแล้ว แต่ต่อมารัฐบาลที่แล้วขอให้ไปใช้เงินกู้ ต่อมาจะให้กลับมาเป็นไม่ใช้เงินกู้ก็ว่ากันไป ดังนั้นหากโครงการที่มีข้อโต้แย้งเยอะๆ กระทบชุมชน สิ่งแวดล้อม ก็อยากให้ระมัดระวัง ยุคนี้การเปิดโอกาสให้ฟังความคิดเห็นก็อาจไม่ง่าย”

ส่วนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ สนช.จะเลือกต่อไปนั้น จะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. หรือไม่นั้น อภิสิทธิ์วิเคราะห์ว่าคนในสังคมมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้บริหาร สองเดือนที่ผ่านมาเข้าเป้า คนรู้สึกว่าอยากให้ทำไปทำนองนั้น แต่ส่วนตัวตอบแทนไม่ได้ว่าตัว พล.อ.ประยุทธ์ คิดยังไง จะคิดว่าดีไม่ดีนั้นไม่ทราบ จะเป็นหรือไม่เป็น สังคมไม่มีประเด็นมากนัก แต่ต่างประเทศมองอีกอย่างก็อีกเรื่องหนึ่ง

สิ่งที่จะพิสูจน์ฝีมือของ คสช. ส่วนตัวเคยเขียนไว้ตั้งแต่เริ่มรัฐประหารว่าสุดท้ายต้องไปตัดสินกันที่ “ปลายทาง” เมื่อ คสช.คืนอำนาจกลับมาผ่านรัฐธรรมนูญฉบับถาวร การเมืองจะดีขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ จุดสุดท้ายที่จะวัดว่า “บ้านเมือง” กับ “การเมือง” จะดีขึ้นหรือไม่

“งานหนึ่งปีกว่าจากนี้คืองานที่หนักมากของ คสช. เพราะ คสช.เข้ามาสองสามอาทิตย์แรกก็เป็นที่พึงพอใจ แต่เราลืมกันไปแล้ว อีกปีหนึ่งราคาข้าวจะเป็นอย่างไร จะขายหมดไหม สุดท้ายตัดสินปลายทาง”

โดยเฉพาะการบริหารจัดการกับปัญหาเศรษฐกิจที่ถือเป็นบทพิสูจน์ความเชื่อมั่นที่สำคัญ ถ้าเศรษฐกิจดีการทำงานทุกอย่างก็ง่าย แต่ถ้าปัญหาประชาชนเดือดร้อนอยู่ตลอดเวลา มันก็ทำให้ที่จะคิดทำเรื่องปฏิรูปโครงสร้างทำยาก ถ้าพืชผลเกษตรตกต่ำตลอด คนส่วนใหญ่ของประเทศก็ไม่มีความสุข ทำงานยาก

“ที่ผ่านมาสามเดือนชาวนาได้เงินรอบเก่า รอบใหม่ ราคาไม่ได้เป็นที่พอใจนัก ยาง ปาล์ม พูดตรงๆ ว่ายังไม่เป็นที่พอใจ แต่ไม่อยากให้บ้านเมืองมีปัญหา แต่อีกสักพักเขาก็จะทนไม่ไหวแล้ว เมื่อต้องมากังวลเรื่องกับท้องถิ่น ไม่ให้ท้องถิ่นทำงานปกติ คสช.กับโครงสร้างทั้งหมดต้องมารับทุกอย่างทั้งหมด จะเหนื่อยมาก”

อีกปัญหาที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องทุจริต อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้พูดถึงตัวบุคคล เพราะในฐานะที่เคยทำงานกับ พล.อ.ประยุทธ์ มาด้วยกัน รู้ว่าตั้งใจดี แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยอมรับว่าที่ผ่านมาเริ่มมีคนอ้างชื่อไปหากินแล้ว เป็นปัญหาที่กลไกไม่ปกติทำงาน การตรวจสอบยากขึ้น ดังนั้นเมื่อข้างนอกตรวจสอบได้ยาก พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องทำ และต้องรักษาความชัดเจนในการไม่มีผลประโยชน์ ไปเรื่อยๆ

ข่าวล่าสุด

ฝรั่งเศสเดือด! ม็อบค่าครองชีพลามเป็นจลาจล ปะทะตำรวจทั่วประเทศ

ฝรั่งเศสเดือด! ม็อบค่าครองชีพลามเป็นจลาจล ปะทะตำรวจทั่วประเทศ