
บัญชา อ่อนดี กับบทกวีมหาวิหารแห่งสุวรรณภูมิ
....วิมลพรรร ปิตธวัชชัย
ไม่น่าเชื่อว่าผลงานร้อยกรองบทกวีของนักหนังสือพิมพ์หนุ่มใหญ่ บัญชา อ่อนดี ที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจ เพื่อเตือนสติให้คนไทยทั้งหลายเห็นคุณค่าของความเป็นชาติและความรักสมัครสมานสามัคคีของคนไทยที่มีมาแต่ในอดีต มีความงดงามทางศิลปวัฒนธรรมประเพณี ในวีถีที่มีอิสรเสรี มีศีลธรรมมีเมตตาธรรมต่อกัน มีความสงบร่มเย็นภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ แต่กลับต้องแตกแยกแบ่งพวกแบ่งสี ลุกขึ้นมาทะเลาะวิวาท ฆ่าฟันเผาบ้านเผาเมืองกัน เพราะนักการเมืองที่เห็นแก่ตัวไร้จิตสำนึกรักชาติรักแผ่นดินถิ่นกำเนิด จนบ้านเมืองแทบจะแตกสลาย ในชื่อหนังสือเรื่องมหาวิหารสุวรรณภูมิ ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ออกสู่สายตาสาธารณชน เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมานี้ จะกลายเป็นบทกวีร้อยกรองที่กล่าวอ้างถึงเหตุการณ์และความเป็นไปของบ้านเมืองได้อย่างแม่นยำชนิดที่แม้แต่หมอดูนักพยากรณ์ดวงเมืองที่ว่าเก่งๆ ยังต้องยกนิ้วให้
เราจึงน่าจะมาทำความรู้จัก บัญชา อ่อนดี และบทกวีของเขาดู
บัญชา อ่อนดี เป็นชาวอุตรดิตถ์ เกิดเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2505 ที่ ต.บ้านแก่ง อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์ จบการศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนบ้านแก่ง และโรงเรียนตรอน อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์ แล้วไปเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนตรอนตรีสินธุ์ และโรงเรียนประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ เข้าศึกษาต่อระดับอนุปริญญาตรี ที่วิทยาลัยพลศึกษาเชียงใหม่ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีทางด้านครุศาสตร์ ที่วิทยาลัยครูอุตรดิตถ์
เริ่มการทำงานในอาชีพอิสระหลากหลายสาขา ตั้งแต่เป็นครูโรงเรียนเอกชน เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย พนักงานโรงงานน้ำตาล ทำงานในหน่วยหนังเร่ ที่เอาภาพยนตร์ไปออกฉายตามต่างจังหวัดในพื้นที่ชนบททั่วประเทศ ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าไปประกอบอาชีพคนหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่อุตรดิตถ์บ้านเกิด สั่งสมประสบการณ์ชีวิตอย่างโชกโชน ก่อนที่จะตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ สมัครเข้าทำงานในหนังสือพิมพ์ข่าวสด เมื่อปี 2534 ผ่านงานหนังสือพิมพ์ที่สยามรัฐรายวัน แนวหน้า บางกอกทูเดย์ เคยเป็นบรรณาธิการบริหารนิตรสาร ค.ฅน ในยุคก่อตั้งและหัวหน้ากองบรรณาธิการนิตยสาร Mars แล้วเข้าทำงานในหนังสือพิมพ์เครือผู้จัดการ เป็นคอลัมนิสต์ในคอลัมน์
“ผู้จัดกวน” และหนังสือพิมพ์เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวันบัญชา อ่อนดี นับเป็นนักหนังสือพิมพ์และนักเขียนฝีมือดี นอกจากจะเป็นนักเขียนที่วิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์บ้านเมืองได้อย่างแหลมคมลึกซึ้งแล้ว ยังเป็นนักเขียนสารคดีท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ มีความสามารถในการเขียนบทกวีได้อย่างไพเราะงดงาม เคยมีผลงานประเภทนวนิยายเรื่อง
“เสือตีตรวน” อันเป็นหนังสือที่ได้รับการพิจารณาให้เป็นหนึ่งในจำนวนหนังสือที่คัดเลือกให้เข้ารอบสุดท้ายของรางวัลซีไรต์ เมื่อปี 2546 และได้รับรางวัลชมเชยจากการเข้าประกวดหนังสือเซเว่นบุ๊คอวอร์ด มีผลงานรวมความเรียง “ผู้มีเงาเป็นเพื่อน” รวมบทกวีแผ่นแก้มแห่งกาลเวลา นวนิยายเรื่อง “ดาวดวงนั้น” และความเรียงเรื่อง “รักอย่างโง่งม” ตลอดจนสารคดีท่องเที่ยวชื่อ เดียวดายในสาธารณรัฐเช็ก ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทย จนกระทั่งผลงานล่าสุดคือบทกวีร้อยกรองในชื่อ “มหาวิหารแห่งสุวรรณภูมิ” ที่จะขอยกตัวอย่างให้เห็นถึงความไพเราะงดงามด้านภาษาซึ่งเข้ากับเหตุการณ์และสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยราวกับหลับตาเห็นในบทกวีที่ชื่อว่า “พลเมืองของประเทศ” ดังนี้...เราต่างเป็นเมล็ดพันธุ์ของที่นี่ ซึ่งไม่มีแห่งไหนจะคล้ายเหมือนอาคันตุกะแปลกหน้าจึงมาเยือน บ้างปักหลักลงเรือนเป็นเพื่อนกัน
ธรรมชาติแวดล้อมพรั่งพร้อมสรรพ คณานับทรัพย์แสนแผ่นดินสรรอัธยาศัยไมตรีมีสัมพันธ์ต่างแบ่งปันกันและกันเสมอมา
รสชาติอาหารทั้งหวานเผ็ด ล้วนคือเคล็ดสูงส่งอันทรงค่าอีกพืชพรรณธัญญาหารลานไร่นาวัฒนธรรม ภาษา ประเพณี
เหลืองดำขาวอาคันตุกะมาเยือนเรา เพราะรากเหง้าเก่าเกริกไกรไทวิถีทั้งศาสนสถานตำนานพิธี อิสระเสรีมีคุณธรรม
เราต่างเป็นพลเมืองของที่นี่ กลับขยี้ทุกแห่งหนจนตกต่ำสำนึกใดเคยจำหลักประจักษ์ประจำฤๅโค่นคว่ำมอดม้วยด้วยรุ่นเรา
รกของบรรพบุรุษถูกฝังอยู่ที่นี่ ปฐพีร่ำระงมความตรมเศร้าสะท้านสะทกอกรัวตัวสั่นเทาใครหนอเผาบ้านเป็นเถ้าเราหรือมาร
นอกจากนี้ บัญชา อ่อนดี เชิญชวนให้คนไทยมาร่วมกันร้องเพลงเพื่อความรักและความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติในชื่อบทกวี เพลงแห่งศยาม ที่มีความว่า...
มาร่วมกันร้องเพลงสักเพลงไหมโดยหัวใจร่ายเชลงเปล่งเป็นเสียงแม้แบ่งฝ่ายย้ายแยกแผกสำเนียงหนึ่งน้อยหนอขอเพียงสักเสียงเพลง
เชื่อเถิดว่าเราทั้งผองต่างร้องได้ จะเสียงใสทำนองเคลื่อนเอื้อนไม่เก่งแต่แค่เราพร้อมกันลั่นเพลงร่วมบรรเลงอีกล้านล้านจะช่วยร้อง
เรามาลองร้องเพลงสักเพลงหนึ่ง เพลงที่ซึ่งใจผนึกจนกึกก้องให้โลกสดับกันสดาลจากขวานทองดั่งเหมือนต้องมนต์นักพรตสะกดใจ
ไม่มีใครร้องเพลงนี้ดีเหมือนเราและรับรู้ไม่เท่าพวกเราได้คลั่งชาติที่กล่าวหาว่ากันไปรักชาติผิดตรงไหนถามใจดู
มาร่วมกันบรรเลงสักเพลงสิ ให้รักผลิสะพรั่งพื้นกลับคืนสู่สมานฉันท์สันติที่เชิดชูเถิดร่วมกู่เสียงก้องขึ้นร้องเพลง
ข้า...
แล้ว บัญชา อ่อนดี ก็จบงานร้อยกรองบทกวีมหาวิหารแห่งสุวรรณภูมิด้วยบทร้อยกรองอันกินใจในบท
“กล่อมแผ่นดินว่า”หยาดน้ำตาหมาดหมองของแผ่นดินโอ้ทั้งสิ้นต่างสีเสียที่ไหนระทมอยู่กับความเศร้าสักเท่าใด ปล่อยโลภหลงสงสัยชักใจนำ
โอ้ขวัญเอ๋ยพรากพลัดกระจัดกระจาย เพราะทุศีลทมิฬร้ายมากรายกล้ำต้องผจญมนต์สาปบ่วงบาปทำ โดนม่านคำครอบคลุมทั่วมุมเมือง
ประวัติศาสตร์ชาติไทยไม่เคยเห็นที่ร่มเย็นเป็นร้อนร้ายไปทุกเรื่องรากแก้วเคยเป็นแก่นอยู่แน่นเนืองกลับขุ่นเขืองขัดข้องจ้องประจัน
แท้หมู่มารยักษามาพิสูจน์ใครคือภูติคือพระสละมั่นไหนอุบัติวูบหายไหนนิรันดร์เป็นมิ่งขวัญของมหาประชาชน
พระสยามเทวาธิราชประสาทพรโดยพระธรรมคำสอนอัมพรผลศีลแห่งมหาวิหารช่วยดาลดลแผ่กุศลเป็นเพลงกล่อมหลอมจิตใจ
โอ้ละเห่หฤหรรษ์สันติสุข สรรพทุกข์สรรพมารอย่าผ่านใกล้จงศยามข้ามพ้นมหันตภัย สุวรรณภูมิภูมิไผทประเทศเทอญ
ในท่ามกลางความบอบช้ำของคนไทยทั้งประเทศ เสียงเรียกร้องความสมัครสมานสามัคคี เพื่อร่วมแรงร่วมใจผนึกให้เป็นปึกแผ่นหล่อหลอมความเป็นหนึ่งเดียวของคนในชาติ การได้อ่านบทกวีร้อยกรอง
“มหาวิหารแห่งสุวรรณภูมิ” ของ บัญชา อ่อนดี ก็อาจจะทำให้คนไทยเข้าใจในเหตุและผลของปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในแผ่นดินไทยได้อย่างตระหนักรู้ว่า คนไทยจะต้องทำอย่างไรจึงจะข้ามพ้นวิกฤตอันเกิดจากความโลภหลงอันชั่วร้ายไปได้ด้วยขันติธรรม และพร้อมที่จะยอมรับความเปลี่ยนแปลง เพื่อนำพาประเทศไปสู่ความสงบร่มเย็น โดยไม่หลงลืมรากเหง้าอันดีงามของตนเอง






