
ทางเลือกที่เลือกไม่ได้
"เหตุที่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญจำนวนมาก เพราะหลายคนยังหลงเพ้ออยู่ว่าการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ๆ คือทางรอดของประเทศ ฯลฯ"
"เหตุที่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญจำนวนมาก เพราะหลายคนยังหลงเพ้ออยู่ว่าการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ๆ คือทางรอดของประเทศ ฯลฯ"
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
ชื่อบทความวันนี้ ถ้าใครจะเอาไปเป็นชื่อเพลงหรือนิยายก็ไม่สงวนสิทธิ์ เพราะจะได้ช่วยกันเผยแพร่ถึงความยากลำบากในการตัดสินใจของคนไทยที่มีต่ออนาคตของการเมืองในดินแดนขวานทองประเทศนี้
เหมือนกันกับที่ผู้เขียนต้องมาเป็นนักวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์ เพราะ “เลือกไม่ได้” ด้วยเหตุผลที่รู้ทั้งรู้ว่าตนเองต้องการหรืออยากเป็นอะไร แต่ปัจจัยส่งเสริมก็ไม่เพียงพอ
ผู้เขียนเกิดและเติบโตมาในสภาพสังคมแบบ “สองมาตรฐาน” คือต้องใช้ชีวิตอยู่ระหว่าง“เมือง” กับ “ชนบท” มาโดยตลอด ทั้งยังไร้เข็มทิศ คือพ่อแม่แยกกันอยู่ ต้องอาศัยอยู่กับปู่ย่าตายายเสียส่วนใหญ่ การวางแผนกำหนดอนาคตของตัวเองจึงค่อนข้างแย่
อาศัยว่ามีส่วนดีอยู่ในชีวิตอยู่บ้างคือเป็นคนชอบเรียน และมีผลการเรียนค่อนข้างดี (จะมาเสียก็ตอนที่เรียนชั้นมัธยมปลาย เพราะบ้ากิจกรรมและฟุ้งซ่านไปตามภาษาวัยรุ่น) ความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กก็คือ “อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์” ที่ประดิษฐ์สิ่งของที่เป็นประโยชน์ ทั้งยังมีชื่อเสียงแบบ โทมัส อัลวา เอดิสัน ผู้ผลิตหลอดไฟฟ้าและอื่นๆ อีกหลายอย่าง
แต่พอขึ้นชั้นมัธยมก็อยากเป็นสถาปนิก ที่อาจจะมีแรงขับอยู่ 2 เรื่อง คือ ชีวิตไม่มีบ้านเป็นของตนเองอย่างหนึ่ง ในเวลาว่างจึงชอบเขียนรูปบ้านสวยๆ และเข้าห้องสมุดหาตำรับตำราเกี่ยวกับบ้านแบบต่างๆ มาอ่าน ทั้งยังมีการสอนการเขียนแบบในโรงเรียนจนพอเขียนแบบได้ กับอีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นชีวิตที่น่าจะมีความสุขมาก เพราะได้อยู่กับจินตนาการและสิ่งสวยๆ งามๆ
ผู้เขียนยังเก็บใบรายงานผลการเรียน (สมัยนั้นเรียกว่า “สมุดพก”) ของชั้น ม.ศ.4 และ 5 ไว้ ในหน้าผลคะแนนทั้งสองชั้นเรียนอยู่ที่ 50 กว่าเปอร์เซ็นต์ใกล้ๆ กัน แต่ที่เหมือนกันเด๊ะก็คือหน้าความเห็นของครูประจำชั้น ทั้งที่เป็นคนละคนกัน บอกว่า “ให้ปรับปรุงตัวก่อนที่จะลำบาก”
สมัยนั้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยใช้ระบบเอนทรานซ์ คือใช้ข้อสอบกลางของทบวงมหาวิทยาลัย ใครอยากเรียนอะไรก็ไปสมัครแล้วเลือกคณะที่ต้องการ โดยเลือกได้สูงสุดถึง 6 คณะ ในมหาวิทยาลัยใดๆ ที่อาจจะแตกต่างกันไปในทั้ง 6 คณะนั้นก็ได้
วันที่ไปรับสมุดพกและลาครูว่าจะต้องไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย คุณครูประจำชั้นท่านยังพูดหน้าบึ้งๆ บอกว่า “ให้ไปเรียน...(ชื่อมหาวิทยาลัยเปิดที่มีอยู่แห่งเดียวใน พ.ศ.นั้น) ดีกว่า”
เหมือนเป็น “ยาฮึด” จึงมาทบทวนว่า (แย่ๆ) อย่างเราพอจะเอนทรานซ์ที่ไหนได้บ้าง ครั้นลองดูคะแนนของวิชาที่เราพอมีความสามารถ จึงรู้ว่ามีแค่สังคมศึกษากับภาษาไทยที่ดีหน่อย และที่พอใช้
ได้คือภาษาอังกฤษ จากนั้นก็ไปไล่ดูคะแนนคณะต่างๆ พบว่ามีรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และนิเทศศาสตร์ (เฉพาะคณะที่ชอบ) ที่ใช้วิชาเหล่านี้สอบ จึงตัดสินใจเลือกคณะทั้งสามเรียงไปตามลำดับเพียง 3 คณะนี้เท่านั้น และความที่ชอบจุฬาฯ จึงเลือกที่จุฬาฯ เพียงที่เดียว!
จากนั้นก็ไปที่สนามหลวงด้านพระแม่ธรณีบีบมวยผม อันเป็นสถานที่ขายหนังสือทั้งเก่าและใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศในครั้งนั้น ซื้อข้อสอบเอนทรานซ์ย้อนหลังไป 3 ปี ใน 5 วิชาที่จะต้องสอบ กลับมานั่งทำที่บ้านก่อนสอบราว 3 อาทิตย์ (สมัยนั้นกวดวิชายังไม่ฮิต) ถึงวันสอบก็ไปสอบ จำได้ว่าสอบเสร็จก็ไปอยู่ต่างจังหวัด จนถึงวันประกาศผลก็ยังไม่กลับ เพราะไม่แน่ใจว่าจะสอบได้หรือไม่ จนแม่ต้องโทรเลขมาตามให้ไปดูผล ซึ่งก็เหนือความคาดหมาย
จึงต้องมาเป็นนักรัฐศาสตร์ เพราะเหตุที่ “เลือกอย่างใจ” ไม่ได้ดังกล่าว
ทีนี้ก็มาเปรียบเทียบกับการเมืองไทย (หลังจากที่เล่าเรื่องชีวิตตัวเองมาเสียยาว ต้องขออภัยถ้าดูน่าเบื่อ แถมยังบังอาจยกตัวเองมาเทียบเรื่องการเมืองของประเทศ) ซึ่งมีข้อมูลหลายอย่างทำให้เชื่อได้ว่า มีหลายอย่างที่ “ไม่ได้ตามใจปรารถนา” หรือที่ทำมาก็ “ไม่ได้ตั้งใจที่จะให้เป็น” จึงขอยกกรณีต่างๆ มาให้พิจารณาเป็นตัวอย่างดังนี้
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบแล้วว่าในอนาคตสถาบันพระมหา กษัตริย์จะต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ต้องสร้างประชาชนให้มีความรู้เสียก่อน
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ขุนนางช่วยกันคิดสร้างระบบรัฐสภา แต่ขุนนางเหล่านั้นกลับจะให้พระเจ้าแผ่นดินมีอำนาจอยู่เหนือรัฐสภานั้นอีก
คณะราษฎรที่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475 ฝ่ายหนึ่งหวังจะให้ประเทศไทยเป็นแบบ “สังคมนิยมประชาธิปไตย” แต่แพ้ฝ่ายที่จะให้มี “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
จอมพล ป. พิบูลสงคราม เคยคิดที่จะสร้างประชาธิปไตยแบบอังกฤษในช่วงท้ายของชีวิต แต่แพ้ภัยลูกน้องตัวเองที่แย่งชิงอำนาจกันจนต้องเผด็จการมาอีกเกือบ 20 ปี
นักศึกษาประชาชนในยุค 14 ต.ค. 2516 ที่โค่นล้มทหารลงได้ จึงเกิดความเชื่ออย่างเข้าข้างตนเองว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริงมาถึงแล้ว โดยการใช้เสรีภาพจนเกินขอบเขต กระทั่งนำมาซึ่งการกลับคืนมาของทหารในวันที่ 6 ต.ค. 2519
หลายคนดีใจมากที่ทหารมาขับไล่นักการเมือง “ชั่วๆ” ทั้งในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2534 และ 19 ก.ย. 2549 แต่ทุกอย่างก็ “ไม่เปลี่ยนแปลง”
เหตุที่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญจำนวนมาก เพราะหลายคนยังหลงเพ้ออยู่ว่าการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ๆ คือทางรอดของประเทศ ฯลฯ
ท้ายนี้ขอระบายถึงความอึดอัดใจของผู้เขียนในหลายๆ ปีมานี้ ที่สังคมบางส่วน “ป้ายสี” ว่า อาจารย์ที่สอนวิชารัฐศาสตร์น่าจะพยากรณ์อนาคตการเมืองไทยได้ดีกว่าคนอื่น จึงมักจะได้รับเกียรติให้ไปวิพากษ์วิจารณ์การบ้านการเมืองในสื่อต่างๆ อยู่บ่อยๆ
อย่างเช่นเมื่อวานนี้ถูกถามโดยพิธีกรวิทยุรายการหนึ่งว่า “หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันจันทร์และอังคารนี้ จะมีอะไรเกิดขึ้นไหม?” และ “ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบ ใครจะมาเป็นนายกฯ ต่อไป?”
“ไม่มี” และ “ไม่รู้” คือคำตอบโดยสรุปที่ผู้เขียนชี้แจงไปต่อคำถามทั้งสองตามลำดับ
ความอึดอัดเช่นนี้ทำให้ผู้เขียนนึกถึงหนังสือที่โด่งดังของนายตำรวจที่โด่งดังมากเช่นกันในสมัยหนึ่งที่ชื่อว่า “ผมไม่อยากเป็นพันโท” (ที่จริงพันตำรวจโท)
แล้วอยากบอกว่า “ผมก็ไม่อยากเป็นนักรัฐศาสตร์” เหมือนกัน !







