posttoday
ความสำเร็จในการขุดเจาะปิโตรเลียมในประเทศไทย

ความสำเร็จในการขุดเจาะปิโตรเลียมในประเทศไทย

08 สิงหาคม 2557

มาอีกแล้วครับท่าน สว.คนขยัน คราวนี้มาเรื่องความสำเร็จในการขุดเจาะ โดยได้กล่าวว่า

มาอีกแล้วครับท่าน สว.คนขยัน คราวนี้มาเรื่องความสำเร็จในการขุดเจาะ โดยได้กล่าวว่า

“รายงานประจำปี 2553 ของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ รายงานผลการขุดเจาะสำรวจบนบก 30 หลุม พบปิโตรเลียม 21 หลุม คิดเป็น 70% ขุดเจาะสำรวจในอ่าวไทย 35 หลุม พบปิโตรเลียม 25 หลุม คิดเป็น 71% การขุดเจาะรวม 65 หลุม พบ 46 คิดเป็น 71% บรรดาทนายหน้าหอ นักวิชาการอุปโลกน์ ไม่ทราบว่ารับจ๊อบใครมาให้ข่าวเท็จกับประชาชนว่าความสำเร็จในการขุดเจาะปิโตรเลียมในประเทศตัวเองต่ำมากเฉลี่ย 3 ปี ระหว่างปี 2552-2554 มีความสำเร็จเพียง 10% เท่านั้น

จากรายงานประจำปี 2552 ของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ อัตราพบปิโตรเลียม 70% ปี 2553 พบ 71% ปี 2554 พบ 68% การคำนวณความสำเร็จในการพบปิโตรเลียมจากการขุดเจาะสำรวจเฉลี่ย 3 ปี 2552-2554 อย่างไรเสียก็ต้องมากกว่า 10% แน่นอน

ดิฉันจะขอนำรายงานประจำปีของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ปี 2554 มาแสดงก่อน (ส่วนรายงานปี 2553 และ 2552 จะนำมาลงให้ดูโดยลำดับในโอกาสต่อไป) เพื่อนมิตรจะได้ดูรายงานของจริงของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติว่าระบุผลสำเร็จในการพบปิโตรเลียมในปี 2554 เฉลี่ยอยู่ที่ 68% เฉพาะในอ่าวไทยพบในอัตรา 100% ในขณะที่คุณพิชิตเอาตัวเลขมาแสดงว่ามีความสำเร็จแค่ 7% เท่านั้น และเฉลี่ย 3 ปี แค่ 10%

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติมีธรรมชาติในการบอกข้อมูลที่คลาดเคลื่อนตลอดคือ ตัวเลขทรัพยากรในประเทศจะบอกต่ำเกินจริง ส่วนรายได้ที่เป็นส่วนแบ่งจากสัมปทานก็จะบอกสูงเกินจริงเสมอ สมควรให้คนอย่างนี้เป็นผู้จัดการมรดกของบ้านเมืองหรือไม่”

จากข้อความดังกล่าวนั้น อาจมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ซึ่งผมขอนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงเพื่อขยายความให้เกิดความเข้าใจเพิ่มมากขึ้นดังนี้ครับ

ก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจกันก่อนว่า ความสำเร็จในการสำรวจหาปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ประโยชน์นั้น ไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขของความสำเร็จในการเจาะพบปิโตรเลียม เพราะการเจาะพบปิโตรเลียมไม่ได้บ่งบอกถึงปริมาณปิโตรเลียมที่พบว่า พบมากน้อยแค่ไหน ผลิตขึ้นมาได้ในเชิงพาณิชย์หรือไม่ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าเจาะพบแล้วแต่ไม่สามารถนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ หรือนำขึ้นมาได้แต่ปริมาณเพียงน้อยนิดแค่พอคุ้มทุน ผู้รับสัมปทานอาจตัดสินใจไม่พัฒนาต่อ ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น สมมติว่า ในปี 2000 เจาะหลุมสำรวจ 10 หลุม พบปิโตรเลียม 2 หลุม ประเมินแล้วมีปริมาณสำรองรวมกัน 5 แสนบาร์เรล และในปี 2001 เจาะหลุมสำรวจ 5 หลุม พบปิโตรเลียม 4 หลุม ประเมินแล้วมีปริมาณสำรองรวมกัน 5 หมื่นบาร์เรล

จากตัวอย่างจะพบว่า ในปี 2000 มีอัตราความสำเร็จในการขุดพบร้อยละ 20 พบปิโตรเลียม 5 แสนบาร์เรล ในขณะที่ปี 2001 มีอัตราความสำเร็จในการขุดพบสูงถึงร้อยละ 80 แต่กลับพบปิโตรเลียมเพียง 5 หมื่นบาร์เรล พอจะเป็นตัวอย่างยืนยันได้นะครับว่า ร้อยละความสำเร็จในการเจาะพบปิโตรเลียม ไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณที่พบนะครับ

ในรายงานประจำปีของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเป็นการรายงานข้อเท็จจริงผลการเจาะหลุมซึ่งรวมหลุมหลายชนิดเข้าด้วยกัน ทั้งหลุมสำรวจ หลุมประเมินผล หลุมพัฒนาหรือหลุมผลิต และการเจาะพบปิโตรเลียมจะพบ

มากหรือน้อย ส่งผลต่อปริมาณสำรองของประเทศในภาพรวมหรือไม่อย่างไรนั้น ต้องนำผลการเจาะในแต่ละปีไปสัมพันธ์เทียบดูกับข้อมูลในส่วนของปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่ได้รายงานไว้ด้วยทุกปี ซึ่งพอจะดูภาพรวมของศักยภาพปิโตรเลียมของประเทศได้ว่าเพิ่มขึ้นลดลงมากน้อยแค่ไหนในแต่ละปี อีกทั้งปริมาณที่เจาะพบนั้น ในความเป็นจริงไม่ได้ประเมินกันด้วยหลุมเจาะสำรวจเท่านั้นนะครับ จะต้องใช้ข้อมูลจากหลุมประเมินผล หลุมผลิต และข้อมูลด้านอื่นๆ ประกอบด้วยถึงจะรู้แน่นอนว่าบริเวณนั้นๆ มีปริมาณสำรองปิโตรเลียมอยู่เท่าไร

ตัวเลขความสำเร็จที่ท่าน สว.ได้กล่าวถึงนั้น ถ้าท่านต้องการที่จะสื่อว่าในแต่ละปีความสำเร็จในการเจาะพบมีอัตราสูง แสดงว่าประเทศไทยมีศักยภาพปิโตรเลียมสูงตามผลการเจาะไปด้วยนั้น ผมกลับมองอีกมุมหนึ่งว่า ข้อมูลดังกล่าวกลับเป็นการยืนยันในเรื่องศักยภาพปิโตรเลียมในบ้านเราเป็นอย่างดี ในแง่ที่ว่าปิโตรเลียมที่เหลืออยู่เป็นเพียงแหล่งเล็กๆ แม้จะมีอัตราความสำเร็จในการเจาะพบสูง แต่ผลที่ได้กลับพบปิโตรเลียมในปริมาณน้อยนิด แทบไม่ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณสำรองปิโตรเลียมของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น ถ้าจะลองวัดความสำเร็จของการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมในบ้านเราโดยดูจากปริมาณปิโตรเลียมที่พบและผลิตได้ว่ามีผลเป็นอย่างไร ซึ่งผมจะขอนำเสนอโดยแบ่งออกเป็นตามรอบสัมปทาน ดังรูปภาพ

จากภาพทั้งหมดที่นำเสนอ พอจะสรุปได้ว่าความสำเร็จในการพบปิโตรเลียม มูลค่าการลงทุน และปริมาณการผลิต ส่วนใหญ่จะรวมกันอยู่ในแปลงสัมปทานรอบที่ 1 และให้สังเกตนะครับว่า ตั้งแต่ปี 2532 (รอบที่ 13) ซึ่งมีการแก้ไขกฎหมายในการจัดเก็บรายได้ ทำให้รัฐได้สัดส่วนเพิ่มขึ้น (เฉลี่ยรวม 74:26) แต่ไม่รู้ว่าจะไปบังคับใช้กับแปลงดีๆ ที่ไหน เพราะหลังจากรอบที่ 13 เป็นต้นมา มีการพบปิโตรเลียมน้อยมาก และภาพรวมของผลประกอบการของแต่ละรอบยังขาดทุนอยู่เลยครับ เห็นอย่างนี้แล้วจะหาใครมาลงทุนยังยากเลย ต่อให้แก้กฎหมายเรียกเก็บรายได้รัฐเป็นร้อยละ 80 ของมูลค่าปิโตรเลียม ตามที่ท่าน สว.เสนอแนะ แล้วเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ก็ขอให้ลองจินตนาการเอาเองว่าจะมีใครเข้ามาลงทุน และจะไปหาปิโตรเลียมที่ไหนมาแบ่งผลกำไรกัน

อย่าไปเสียเวลาเถียงกันเรื่องอัตราความสำเร็จในการเจาะพบปิโตรเลียมเลยครับ เพราะมันมีปัจจัยต่างๆ ที่เข้าใจไม่ตรงกันอยู่มาก เช่น ชนิดของหลุมเจาะตามความหมายที่แท้จริง ความคุ้มค่า ช่วงเวลา เป็นต้น ผมเอาข้อเท็จจริงมาให้ดูแล้ว ก็ไม่รู้ว่าท่านจะเปลี่ยนความคิด หรือจะยังยืนยันให้แก้กฎหมายก่อนเปิดสัมปทานอยู่อีก

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์