posttoday
บัลลังก์มะกันสะท้านศึกคว่ำฉุด"ดอลลาร์"วูบ

บัลลังก์มะกันสะท้านศึกคว่ำฉุด"ดอลลาร์"วูบ

08 สิงหาคม 2557

ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้นลงได้โดยง่ายในเร็ววันนี้แน่นอน สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งวุ่นวายในประเทศยูเครน

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้นลงได้โดยง่ายในเร็ววันนี้แน่นอน สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งวุ่นวายในประเทศยูเครน ที่ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐจับมือกับชาติพันธมิตรอย่างสหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่นกดดันรัสเซียด้วยมาตรการคว่ำบาตร เนื่องจากเชื่อว่าเป็นประเทศผู้อยู่เบื้องหลังเหตุนองเลือดที่เกิดขึ้นทั้งหมด รวมถึงกรณีการยิงเครื่องบินโดยสารสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบินเอ็มเอช 17เมื่อเดือน ก.ค.

แม้มาตรการคว่ำบาตรรอบล่าสุดจะมุ่งเน้นพุ่งเป้าไปที่เศรษฐกิจรัสเซียโดยเฉพาะ โดยหวังให้เป็นหมัดเด็ดน็อกพญาหมีขาว เพื่อให้ความร่วมมือกับชาติตะวันตกในประเด็นยูเครน กระนั้นนักวิเคราะห์หลายสำนักและผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินต่างออกโรงเตือนแล้วว่า การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่จะทำให้รัสเซียเจ็บเท่านั้นเศรษฐกิจของประเทศที่ประกาศคว่ำบาตรอย่างยุโรปกับสหรัฐก็คงต้องเตรียมรับผลกระทบหนักหน่วงเช่นกัน

โดยเฉพาะกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐที่มาตรการคว่ำบาตรครั้งนี้จะกลายเป็นตัวการสำคัญในการเร่งให้บทบาทและอิทธิพลของค่าเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งเคยครอบครองความเป็นหนึ่งในตลาดการเงินโลกมาโดยตลอดหมดลงไปอย่างรวดเร็ว

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า ผลการคว่ำบาตรจะกลายเป็นตัวเร่งให้สถานการณ์ที่สกุลเงินเหรียญสหรัฐไม่ได้รั้งตำแหน่งเงินสกุลหลักหนึ่งเดียวของโลกที่ทุกประเทศทั่วโลกเลือกใช้งานอีกต่อไปเกิดเร็วขึ้นจากเดิมที่คาดการณ์กันไว้ว่าอาจต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 25 ปี

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่ากว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาค่าเงินเหรียญสหรัฐนับเป็นสกุลเงินที่มีอิทธิพลต่อระบบการเงินโลกมากที่สุดในโลก อีกทั้งยังได้รับความน่าเชื่อถือจากทุกประเทศให้เป็นสกุลเงินหลักในการซื้อขายแลกเปลี่ยน หรือเก็บเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ

ทว่า สถานะข้างต้นของเงินเหรียญสหรัฐก็มีคราวต้องสั่นคลอน หลังเกิดวิกฤตการเงินเมื่อปี 2008 ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจแทรกแซงตลาดกดค่าเงินเหรียญสหรัฐให้อ่อนค่าลงเกินความเป็นจริง เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ แต่ส่งผลร้ายต่อหลายประเทศทั่วโลก

โจเซฟ ควินแลน หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดจากแบงก์ออฟอเมริกา ยอมรับว่า วิกฤตครั้งนั้นทำให้นักลงทุนนานาประเทศเริ่มคิดทบทวนถึงสถานะของค่าเงินเหรียญสหรัฐที่ครอบงำตลาดการเงินโลกในยุคปัจจุบัน เนื่องจากเริ่มมองเห็นว่าการมีเงินสกุลเดียวครองตลาดเป็นอันตรายและสุ่มเสี่ยงมากแค่ไหน โดยยังไม่นับรวมถึงอิทธิพลของเจ้าของสกุลเงินที่มีต่อเศรษฐกิจโลก ทำให้การค้าโลกไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการค้าที่อยู่ภายใต้ระบบเสรีและเท่าเทียมอย่างแท้จริง

สถิติจากการรวบรวมข้อมูลของบลูมเบิร์ก ซึ่งพบว่าขณะนี้สัดส่วนทุนสำรองระหว่างประเทศทั่วโลกเก็บในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐลดลงเหลือ 61% จากกว่า 72% ในช่วงปี 2001 นับเป็นหลักฐานยืนยันความเห็นของควินแลนได้เป็นอย่างดี

แน่นอนว่าลำพังเพียงแค่วิกฤตการเงินอาจไม่เพียงพอเขย่าสถานะความเป็นหนึ่งของสกุลเงินเหรียญสหรัฐได้ แต่เมื่อมีความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ใช้มาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจมาเกี่ยวข้องเข้ามาเสริม ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนใหญ่จะเห็นตรงกันว่า บทบาทของค่าเงินจากแดนลุงแซมแห่งนี้กำลังหมดไปในอัตราที่เร็วมากยิ่งขึ้น

เหตุผลเพราะการคว่ำบาตรที่เข้มงวดถึงขั้นห้ามบริษัทยักษ์ใหญ่ของรัสเซียที่มีชื่ออยู่ในบัญชีไม่ให้ค้าขาย ติดต่อขนส่ง และเข้าถึงตลาดทุนในสหรัฐและยุโรป ได้กลายเป็นแรงผลักดันขนาดใหญ่ให้บรรดาธุรกิจจากแดนหมีขาวตบเท้าหาสกุลเงินทางเลือกอื่นๆ อย่างคึกคัก โดยส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย ยกเว้น ญี่ปุ่น เช่น เหรียญฮ่องกง เหรียญสิงคโปร์ และเดอร์แฮม ดูไบ

รายงานจากไฟแนนเชียลไทม์สและบลูมเบิร์กพบว่า เมกาฟอน ยักษ์ใหญ่บริการเครือข่ายไร้สายจากมอสโกเปลี่ยนการถือครองเงินและสินทรัพย์ในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐไปสู่สกุลเงินอื่นมากขึ้น แม้บริษัทจะไม่ได้อยู่ในลิสต์คว่ำบาตร ขณะที่บริษัท จีเอ็มเค โนริล์สค์ นิกเกิล ผู้ผลิตแร่นิกเกิลและพาลาเดียม ที่ใหญ่ที่สุดของโลกก็เลือกเพิ่มสัดส่วนการเก็บเงินสำรองในสกุลเงินเอเชียเช่นกัน

ด้าน ดารนิโล ลัคมาโนวิค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทบริหารจัดการสินทรัพย์ส่วนบุคคล เธิร์ด โรม แอลแอลซีในมอสโก ยอมรับว่า ขณะนี้เหล่ามหาเศรษฐีรัสเซียมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนโยกย้ายทุนทรัพย์และสินทรัพย์ของตนไปยังสกุลเงินอื่นนอกเหนือจากเงินเหรียญสหรัฐมากขึ้น

นอกจากนี้ อีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นสัญญาณที่ตลาดกำลังขวนขวายหาสกุลเงินอื่นก็คือ กรณีที่คณะกรรมการกำกับนโยบายการเงินของเกาะฮ่องกง ตัดสินใจแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนของตนเองด้วยการซื้อเงินเหรียญสหรัฐมากกว่า 9,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากที่สกุลเงินเหรียญฮ่องกงของตนเป็นที่ต้องการของตลาดจนปรับตัวแข็งค่าขึ้นเป็นประวัติการณ์

สตีเฟน อิงค์แลนเดอร์ หัวหน้ากลุ่มกลยุทธ์ 10 สกุลเงินของซิตี้กรุ๊ป ชี้แจงว่า จากเดิมที่ต้องกังวลแค่นโยบายของเฟดและปริมาณเงินเหรียญสหรัฐในตลาด นักลงทุนต้องกังวลปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ยิ่งหากเป็นนักลงทุนในบัญชีดำของสหรัฐ การถือเงินเหรียญสหรัฐย่อมเป็นความเสี่ยงจึงจำเป็นต้องหลีกเลี่ยง ซึ่งนั่นก็ไม่ต่างอะไรจากการบั่นทอนความต้องการเงินเหรียญสหรัฐในตลาดให้ลดน้อยลง

ยิ่งไปกว่านั้น การที่หลายประเทศพยายามพัฒนาระบบการเงินของตนให้ได้มาตรฐานทัดเทียมกับเงินเหรียญสหรัฐ รวมถึงเร่งโปรโมทให้มีการใช้งานมากขึ้น ได้กลายเป็นการเพิ่มทางเลือกให้นานาประเทศเริ่มมองเห็นแล้วว่าสามารถลดการพึ่งพาอ้างอิงเงินเหรียญสหรัฐได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กรณีเงินหยวนของจีนที่ใช้อิทธิพลทางการค้าที่มีมากขึ้นกรุยทางจับมือกับหลายประเทศทั่วโลกให้สกุลเงินของชาตินั้นๆ สามารถแลกเปลี่ยนซื้อขายกับเงินหยวนได้โดยตรง ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการค้าได้เป็นอย่างดีอีกทางหนึ่ง เป็นต้น

ทั้งนี้ แม้จะมีความเห็นจากนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งเชื่อมั่นว่าสกุลเงินเหรียญสหรัฐจะยังคงเป็นสกุลเงินหลักทรงอิทธิพลของโลก โดยมีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ประมาณ 7.05 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากข้อมูลของสถาบันการเงินสหรัฐในเดือน เม.ย. เนื่องจากจนถึงขณะนี้และอีกหลายสิบปีต่อจากนี้ยังไม่มีสกุลเงินทางเลือกอื่นที่ดีพอหรือดีเทียบเท่าเหรียญสหรัฐ

แต่การที่สหรัฐดำเนินนโยบายด้วยการแปรอำนาจของสกุลเงินเหรียญสหรัฐมาใช้เป็นอำนาจบงการทางการเมือง ย่อมทำให้หลายประเทศอดรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ จนต้องเร่งปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน เพื่อเพิ่มทางเลือกและทางรอดให้กับประเทศมากยิ่งขึ้น

เมื่อถึงวันนั้นเงินเหรียญสหรัฐย่อมไม่ใช่สกุลเงินหลัก แต่อาจจะเป็นหนึ่งในสกุลเงินต่างประเทศเผื่อเลือกเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท