
สดุดีนักเศรษฐศาสตร์ชื่อก้อง Gary Becker
เมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา โลกได้สูญเสียนักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญจากไปในวัย 83 ปี นามว่า แกรี เบกเกอร์ (Gary Becker) ซึ่งเป็นผู้ที่นำแนวคิดของการศึกษาปัญหาสังคมจากมุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์ และเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน ผู้รับรางวัลโนเบลเมื่อปี ค.ศ. 1992
เมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา โลกได้สูญเสียนักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญจากไปในวัย 83 ปี นามว่า แกรี เบกเกอร์ (Gary Becker) ซึ่งเป็นผู้ที่นำแนวคิดของการศึกษาปัญหาสังคมจากมุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์ และเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน ผู้รับรางวัลโนเบลเมื่อปี ค.ศ. 1992
ประวัติสั้นๆ ของแกรี เบกเกอร์ นั้น ท่านเกิดในปี ค.ศ. 1930 เรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันในปี ค.ศ. 1951 และจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยชิคาโกเมื่อมีอายุเพียง 25 ปี เขาสอนที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียอยู่ 11 ปี ก่อนย้ายมาสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยชิคาโกในปี ค.ศ. 1968 และประจำอยู่ตลอดมาจนเสียชีวิต
เมื่อย้อนกลับไปดูอาจารย์ที่เบกเกอร์ชื่นชมและมีอิทธิพลต่อความคิดของเขามากคือ มิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman) ผู้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ในปี ค.ศ. 1972 และถือเป็นปรมาจารย์สำคัญของแนวคิดตลาดเสรีนิยมของแวดวงเศรษฐศาสตร์โลก ซึ่งรวมตัวกันอยู่ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก
รางวัลโนเบลของเบกเกอร์ มาจากการที่เขาเป็นผู้ริเริ่มใช้วิธีคิดแบบเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ปัญหาสังคมอย่างกว้างขวาง ซึ่งวิธีคิดนี้มิได้คับแคบอยู่แต่ในเรื่องที่ว่าปัจเจกชนแสวงหาเพียงแต่ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเท่านั้น หากเขาได้นำเอาสิ่งที่ไม่ใช่เงินทองและการกระทำดีเพื่อคนอื่นโดยมิได้นึกถึงตนเองเข้ามาไว้ในการวิเคราะห์ด้วย
เบกเกอร์เชื่อว่ามนุษย์ใช้เหตุใช้ผลในการวิเคราะห์ตัดสินใจโดยจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามที พฤติกรรมของมนุษย์เป็นไปตามแรงจูงใจ โดยแต่ละคนพยายามแสวงหาสิ่งที่ตนเข้าใจว่าเป็น “สวัสดิการ” (Welfare) ให้มากที่สุด
“สวัสดิการ” ในที่นี้มิได้หมายถึงรายได้เท่านั้น หากหมายถึงความพอใจจากการทำสิ่งดีๆ ให้คนอื่น หรือความตื่นเต้นจากอะไรใหม่ๆ อีกด้วย โดยเบกเกอร์ได้ใช้แนวคิดเช่นนี้วิเคราะห์ปัญหาของสังคม ไม่ว่าเรื่องการลงทุนในมนุษย์ การสร้างครอบครัว การแต่งงาน การหย่าร้าง อาชญากรรม การเหยียดผิว ฯลฯ ในแง่มุมที่นักสังคมวิทยาไม่เคยพิจารณามาก่อน
ในเรื่องครอบครัว เบกเกอร์ก็วิเคราะห์ได้อย่างน่าสนใจ กล่าวคือ เขาถือว่าครอบครัวเปรียบเสมือนโรงงานเล็กๆ ซึ่งผลิตสินค้าพื้นฐาน เช่น อาหาร ความสนุกสนาน การอยู่อาศัย ฯลฯ โดยมีเวลาและสินค้าที่ซื้อมาจากตลาดเป็นวัตถุดิบ ราคาของสินค้าพื้นฐานใดสินค้าหนึ่งประกอบด้วย 2 ส่วน ส่วนแรก คือ ต้นทุนโดยตรงที่มาจากการซื้อสินค้าจากข้างนอกมาเข้าโรงงาน และส่วนที่สอง คือ ค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากเวลาที่ใช้ไปในการผลิตและบริโภคสินค้าพื้นฐาน ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เท่ากับค่าจ้างคูณด้วยเวลาที่ใช้ไปในการผลิตแต่ละหน่วยสินค้าที่ออกมาจากโรงงาน เมื่อค่าจ้างของคนหนึ่งในโรงงานหรือครอบครัวนี้สูงขึ้นก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของแรงจูงใจที่จะทำงานในโรงงาน และการปรับเปลี่ยนสู่การผลิตและบริโภคสินค้าพื้นฐานชนิดที่ต้องใช้เวลาเข้มข้นให้น้อยลง
พูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อคนหนึ่งในครอบครัวมีฐานะดีขึ้น ก็จะใช้เวลากับครอบครัวน้อยลง เพราะมูลค่าเวลาที่เคยใช้กับครอบครัวนั้นสูงขึ้นกว่าเดิม ค่าเสียโอกาสสูง หันไปใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น เครื่องซักผ้า ล้างชาม ตลอดจนใช้คนมาช่วยงาน คนสวน คนทำความสะอาดบ้าน เอาลูกไปฝากศูนย์เลี้ยงเด็ก การใช้บริการโรงเรียน การจ้างช่างประปา ไฟฟ้า แทนงานที่ตนเองเคยใช้เวลาทำมากๆ
แนวคิดเช่นนี้ช่วยอธิบายว่า เหตุใดแม่บ้านจึงมีสัดส่วนในแรงงานของประเทศมากขึ้น เมื่อรายได้ของพ่อบ้านสูงขึ้น การใช้เครื่องทุ่นแรงที่สามารถหาซื้อมาเพื่อทดแทนแรงงานแม่บ้านก็จะเกิดขึ้น อีกทั้งสามารถมีเงินเอาลูกไปฝากศูนย์ดูแลได้ ดังนั้นแรงงานในบ้านของแม่บ้านก็เหลือพอจะออกไปทำงานนอกบ้านได้
เบกเกอร์พบว่าคนรวยจะมีอัตราหย่าร้างน้อยกว่าคนจน จะมีลูกจำนวนน้อยกว่า เพราะต้องการคุณภาพมากกว่าปริมาณ เนื่องจากเข้าใจดีว่าการเลี้ยงลูกให้มีการศึกษาดีคือการลงทุนในระยะยาว และเปรียบเสมือนการหว่านเมล็ดของการไร้ความทุกข์ใจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันเนื่องมาจากลูกขาดการศึกษาที่ดี
เบกเกอร์พบว่าทางโน้มนี้ล้วนเกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น
การมองปัญหาสังคมในแง่มุมที่แปลกออกไปช่วยกระตุ้นให้เกิดการตั้งคำถามที่ทำให้เกิดการคิดในแนวที่แปลกออกไปของแวดวงวิชาอื่น
ทั้งนี้ เบกเกอร์เชื่อว่ามนุษย์ตอบรับต่อแรงจูงใจเสมอโดยมีการคิดอย่างมีเหตุมีผล (Theory of Rational Choice) มิได้เป็นมนุษย์ที่กระทำตามพฤติกรรมเป็นนิสัยดังที่เคยเชื่อกันในสังคมวิทยา ความเชื่อใหม่นี้สามารถนำมาวิเคราะห์ปัญหาสังคมและพยากรณ์พฤติกรรม ตลอดจนสามารถเสนอแนะนโยบายเพื่อแก้ไขและหาทางออกให้เศรษฐกิจและสังคมได้ครับ







