
เจาะเซฟเฮาส์เบื้องหลังแผนปฏิรูป
แนวทางปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว กำลังจะถูกขับเคลื่อนผ่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
แนวทางปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว กำลังจะถูกขับเคลื่อนผ่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ที่จะกำเนิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งคสช.ได้ฤกษ์คิกออฟประชาสัมพันธ์การรับสมัครสปช.วันที่ 9 ส.ค.57
กว่าแผนปฏิรูปประเทศ 11 ด้านออกมาเป็นรูปเป็นร่างเพื่อเป็นกรอบการทำงานเบื้องต้นให้สปช.ไม่เกิน 250 คน ล้วนมีเบื้องหลังการทำงานน่าสนใจยิ่ง เริ่มตั้งแต่คสช.เข้ามาควบคุมอำนาจการบริหารประเทศ ได้กำหนดโครงสร้างให้มีกลุ่มงานปรองดองและการปฏิรูป มีพล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นแม่งานใหญ่ ได้ตั้งคณะทำงานเป็นสองชุด ได้แก่ คณะทำงานเกี่ยวกับศูนย์ปรองดอง และ คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ มีพล.ร.อ.ชุมนุม อาจวงษ์ เป็นหัวหน้าคณะทำงานฯ
กล่าวเฉพาะ”คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปฯ “ ระดมนายทหารถึง 65 นาย เข้ามาทำงาน แบ่งเป็นส่วนอำนวยการและประสานงาน 10 นาย ส่วนข้อมูล 30 นาย ส่วนประชาสัมพันธ์ 5 นาย ส่วนสนับสนุน 20 นาย บทบาทหลักอยู่ที่ฝ่ายข้อมูล ที่มีนายทหาระดับมันสมองกองทัพ 30 นายมาทำหน้าที่ศึกษาแนวทางการปฏิรูปจากองค์กร เครือข่าย ภาคส่วนต่างๆ มีการระบุ ออกมาว่า ต้องอ่านเอกสาร หนังสือมากกว่า 300 เล่ม ศึกษาข้อเสนอมากกว่า 1,000 ชิ้น (คนอ่าน 30 คน )
สรรพข้อมูลจึงล้นทะลักห้องปฏิบัติการชั้น 3 สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ทีมงานจึงต้องย่อยเป็นประเด็นสำคัญให้เหลือเพียงไม่กี่บรรทัดแปะไว้บนผนังห้องสี่เหลี่ยม รอจัดทำข้อสรุปเสนอต่อหัวหน้าคสช.
ที่มาของเอกสารข้อมูลปฏิรูปส่วนใหญ่ คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปฯจะนำมาจากคณะกรรมการปฏิรูป(คปร.) ซึ่งมีอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป(คสป.) ซึ่งมีนพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน และข้อเสนอจากภาคีพัฒนาประเทศไทย ที่มีนพ.พลเดช ปิ่นประทีป เป็นแกนนำ ข้อมูลแนวทางปฏิรูปประเทศทั้งหมดนี้เคยมีการศึกษารวบรวมมาเป็นเวลา 3 ปี ถือว่าเป็นต้นทุนสำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ถึงขนาดคสช.ทำหนังสือเชิญ อานันท์ นพ.ประเวศ ให้มาร่วมเป็นคณะที่ปรึกษาฯ อย่างไรก็ตามทั้งสองปฏิเสธแต่พร้อมสนับสนุนทางด้านข้อมูลและให้ประสานผ่านนพ.พลเดช นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ และนพ.อำพล จินดาวัฒนะ แทน ซึ่งทั้ง”สามประสาน” จะมีบทบาทในสภาปฏิรูปแห่งชาติในระยะเวลาอันใกล้นี้เช่นกัน
พร้อมกันนั้นยังมีการเชิญ แกนนำทางการเมืองมาสัมภาษณ์เก็บข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นระดับหัวหน้าพรรคการเมือง แกนนำภาคประชาชน กปปส. แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) เช่น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ธิดา ถาวรเศรษฐ์ จตุพร พรหมพันธ์ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ฯลฯ
“กระบวนการทำงานของกำลังพลได้เรียนเชิญอาจารย์จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังมาดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์เชิงลึกบุคคลที่มีความรู้ในเรื่องนั้นๆ เพื่อประมวลความรู้ในเชิงคุณภาพออกมา แต่ละประเด็นจะจัดทำการะดมความคิดแบบปิด จนกว่าจะได้รับข้อมูลจากทุกฝ่าย หลังจากจัดเวทีสภาปฏิรูปและจัดทำวิจัยเชิงคุณภาพขึ้น ทำให้สรุปได้ว่า ประเด็นที่จะปฏิรูปมีทั้งหมด 11 ประเด็น
ได้แก่ 1. การเข้าสู่อำนาจ (นิติบัญญัติ ) 2. การใช้อำนาจบริหาร(รวมอำนาจ , การกระจายอำนาจ ) 3. การควบคุมอำนาจ (องค์กรตุลาการ กระบวนการยุติธรรม องค์กรอิสระ ) 4. พัฒนาโครงสร้าง พื้นฐาน ได้แก่ ระบบ Logistics 5. ระบบพลังงาน 6.การศึกษาการเรียนรู้ และภูมิปัญญา 7.ด้านสื่อสารมวลชน 8. ด้านความเหลื่อมล้ำ ด้านเศรษฐกิจและสังคม 9.การจัดสรรทรัพยากร: ที่ดิน น้ำ และป่าไม้ 10. ด้านการทุจริตคอร์รัปชั่น และ 11.คุณธรรม และจริยธรรม
กรอบประเด็นเหล่านี้ จะเป็นแนวทางการทำงานให้กับสปช. ในรูปของข้อเสนอเชิงนโยบายให้รัฐบาล ยกร่างกฎหมายส่งต่อสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร
เมื่อคสช.คัดเลือกสมาชิกสปช.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกด้านหนึ่งคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปฯก็จะแปลงสภาพเป็นฝ่ายเลขานุการให้กับสปช. หนีไม่พ้นนายทหารฝ่ายข้อมูล 30 นาย จะเข้าไปสนับสนุนการทำงานสปช. ซึ่งก่อนหน้านี้สมัครเข้าเป็นสปช.ด้วย เรียกได้ว่า การทำงานของสปช. ยังมีจุดเชื่อมโยงอยู่ในสายตาคสช.ตลอดเวลา นอกจากนี้ คสช.ยังได้ประสานความร่วมมือสถาบันพระปกเกล้า ภาคีพัฒนาประเทศไทยของนพ.พลเดช สนับสนุนงานด้านวิชาการต่อไป และได้เล็งสถานที่รองรับการทำงาน ในเบื้องต้นอาจใช้สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติซึ่ง คสช.ออกคำสั่งให้มีอันสิ้นสุดลงเป็นสถานที่ทำงาน
กระแสปฏิรูปจะแรงขึ้น
พลเดช ปิ่นประทีป หนึ่งในสามที่เข้าไปประสานวางกรอบการทำงานปฏิรูปประเทศกับคสช.ให้มุมมองว่า วิกฤติการชุมนุมทางการเมืองทำให้ประชาชนตื่นรู้เกี่ยวกับการปฏิรูปด้านต่างๆก่อนเลือกตั้ง ส่งผลให้ทหารที่เข้ามาควบคุมอำนาจบริหารประเทศ ต้องทำการปฏิรูปเพราะมีประชาชนจับจ้องการปฏิรูปเป็นจำนวนมาก
“แม้ว่าจะมีการควบคุมอำนาจผ่านมาแล้ว 2 เดือน แต่กระแสปฏิรูปกลับมีทีท่าจะแรงขึ้น เพราะฉนั้นต้องจับตาดูการมีสภาปฏิรูปแห่งชาติจะไม่เหมือนกับคณะกรรมการปฏิรูปหลายคณะที่เคยเกิดขึ้นในรัฐบาลที่ผ่านๆมา ประชาชนที่อยู่นอกสภาจะเคลื่อนไหวรุนแรงกว่าทุกครั้ง เพราะทุกคนรอคอยการปฏิรูป แต่ตอนนี้จะไม่การเคลื่อนไหว รอให้คสช.จัดการบ้านเมืองเสียก่อน แต่ทันทีที่มีครม. เกิดขึ้น ประชาชนเหล่านี้จะมาอย่างมีการจัดตั้งความคิด จิตสำนึก เนื้อหาสาระในการที่จะผลักดัน ดังนั้นตัวผมเองมองว่า กระแสการปฏิรูปของประชาชนนอกสภาเป็นตัวชี้ขาด”
“ผมคาดหวังว่าสปช.จะสนใจข้อเสนอต่างๆของประชาชน กระบวนการทำงาน 1 ปี ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด จึงขอฝากประธานสภาสปช. ถ้าเข้าใจเรื่องนี้ คุณจัดให้มีเวที หรือรูปแบบกรรมาธิการจังหวัด เหมือนตอนสสร. ปี 2540 เขายกร่างคอนเซปต์ ให้มีกรรมาธิการจังหวัดและไปเปิดเวทีของตน เช่นเดียวกับ สปช. มีตัวแทนจังหวัด 77 คน ให้มีกรรมาธิการจังหวัดไปเปิดเวทีจังหวัดนั้นๆ ไปประกาศแผนล่วงหน้าเลยจะทำคู่ขนานกัน เพื่อให้ประชาชนได้ติดตามว่าจะมีส่วนร่วมตรงไหนได้บ้าง ถ้าเขาเห็นแผนจะได้เตรียมตัวไปแต่ละเวทีทุกครั้ง”
พลเดช บอกด้วยว่า ในส่วนของผู้ที่จะมาสมัครเป็นสปช.และผ่านการคัดเลือก จะต้องผ่านกระบวนการสรรหาเบื้องต้นตั้งแต่จากจังหวัด ซึ่งเป็นไปได้ว่า 1 ใน 5 คนที่ผ่านกระบวนการสรรหาจะต้องเป็นนักปฏิรูปตัวจริง ทำให้สปช.จะเป็นองค์กรที่ทำงานได้ดี
หากกล่าวถึงคณะกรรมการสรรหาสปช.แต่ละด้าน พลเดช กล่าวว่า จะสรรหานักปฏิรูปครบทุกด้านหรือไม่ เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จะต้องติดตาม โดยความเห็นส่วนตัว ต้องการให้บุคคลจากแขนงต่างๆเข้าไปสมัครสปช.
“ถ้าดูเงื่อนไขการรับสมัครจากองค์กรนิติบุคคลไม่แสวงหากำไร อาจทำให้มีข้าราชการ อาจารย์มหาวิทยาลัยส่งเข้ามาเยอะ ภาคประชาชนที่ไม่มีชื่อเสียงอาจสู้ไม่ได้ ตอนนี้จึงได้หารือในภาคีเครือข่าย เชิญชวนให้เตรียมสมัครแข่งกันเยอะๆ เพื่อที่จะทำให้มีการปฏิรูปครบทุกด้าน อย่างไรก็ตามผมจะไม่เข้าไปอยู่ในสปช. เพราะคิดว่าจะต้องขับเคลื่อนพลังของมวลชนนอกสภา เรียกว่าสภาปฏิรูปคู่ขนานพร้อมกันไปด้วย” พลเดช กล่าวทิ้งท้าย







