
ปฏิรูปด้านความมั่นคงของชาติ (1)
การปฏิรูป หมายถึง การทำให้ดีขึ้นนั่นหมายถึงว่า สิ่งที่เป็นอยู่ปัจจุบันมีปัญหารุนแรง หรือไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงปัจจุบัน จึงต้องมีการปฏิรูป ปรับปรุงให้สมควร เหมาะสม อีกไม่นานเราก็จะมีคณะกรรมการปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อปฏิรูปประเทศ
การปฏิรูป หมายถึง การทำให้ดีขึ้นนั่นหมายถึงว่า สิ่งที่เป็นอยู่ปัจจุบันมีปัญหารุนแรง หรือไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงปัจจุบัน จึงต้องมีการปฏิรูป ปรับปรุงให้สมควร เหมาะสม อีกไม่นานเราก็จะมีคณะกรรมการปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อปฏิรูปประเทศ
คำว่า “ความมั่นคงของชาติ” เป็นวลีที่ประชาชนได้ยินบ่อยมาก แต่หลายท่านคงไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความหมายที่แท้จริง การจะเข้าใจว่าประเทศมีปัญหารุนแรงด้านความมั่นคงจนสมควรมีการปฏิรูปนั้น ต้องเข้าใจตั้งแต่ความหมายของคำว่า “ความมั่นคง” เสียก่อน สำหรับเมืองไทยนั้นมีคำนิยามเรื่องความมั่นคงมากมาย แต่หากพิจารณาเนื้อหาสาระแล้ว ก็คล้ายกัน จึงขอยกความหมายที่เป็นสากลจากการศึกษาของสหประชาชาติเมื่อปี 1986 ซึ่งได้ให้นิยามคำว่า “ความมั่นคง หมายถึง สถานการณ์ที่ประเทศหนึ่งคิดว่าปลอดภัยจากภัยคุกคามด้านการทหาร ปลอดจากการกดดัน บีบบังคับทางการเมืองและเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศสามารถมีความสงบเรียบร้อย พัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน” หากพูดสั้นๆ ก็คือ “ความมั่นคงหมายถึงความอยู่รอดปลอดภัยจากภัยคุกคาม หรือจากอันตรายจากทั้งภายนอกและภายใน”
เมื่อเข้าใจคำว่า ความมั่นคงแล้ว ก็ต้องมาทำความเข้าใจกับคำว่า “ภัยคุกคาม” หมายถึงอะไรและมีอะไรบ้าง ภัยคุกคามก็คือ “อันตราย” ต่อการคงอยู่และพัฒนาของประเทศนั่นเอง ในสมัยสงครามเย็น ภัยคุกคามให้น้ำหนักเฉพาะด้านการทหาร หรือการเผชิญหน้าด้วยกำลังทหารขนาดใหญ่และอาวุธนิวเคลียร์ หรือสงครามเย็นระหว่างสหรัฐและสหภาพโซเวียตเป็นสำคัญ ซึ่งเรียกว่า “ภัยคุกคามรูปแบบเก่า” แต่หลังสงครามเย็น เอกสารของสหประชาชาติได้ระบุ “ภัยคุกคามรูปแบบใหม่” ไว้ 7 ประเภท คือ
(1) ภัยคุกคามด้านการทหาร ซึ่งหมายถึงการทำสงครามกับชาติอื่น ที่ไทยเคยมีการปะทะพรมแดนกับกัมพูชาในปี 2553 และรวมหมายถึงจากการใช้กำลังในประเทศด้วย อาทิ สงครามกลางเมือง สงครามก่อการร้าย การ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เป็นต้น กรณีของไทยก็มีเหตุร้ายในปี 2553 และหากป้องกันไม่ได้ก็อาจเกิดการใช้ความรุนแรงขึ้นอีกในปี 2557
(2) ภัยคุกคามด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมีบทบาทขึ้นมาแทนภัยคุกคามด้านการทหาร ที่เรียกว่าทุนโลกาภิวัตน์กอบโกย หรือเป็นลัทธิล่าอาณานิคมสมัยใหม่ แย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติไปจากไทย โดยเฉพาะคลื่นความถี่และพลังงาน การโจมตีค่าเงินบาท โดยไม่ต้องเข้ามายึดครองแบบสมัยล่าอาณานิคม การพัฒนาประเทศแทบทุกด้านหยุดชะงักอันเป็นผลจากความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง จนแทบทำให้ประเทศไทยกลายเป็น “คนป่วยของเอเชีย” เพราะความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจของประเทศ
(3) ภัยคุกคามด้านสังคมและวัฒนธรรม ที่ทำให้วัฒนธรรมไทยอ่อนแอลง เปลี่ยนวิธีคิด วิถีดำเนินชีวิตของคนไทย ทำให้คนไทยแตกความสามัคคี เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างรุนแรงทั้งในระดับชาติจนถึงท้องถิ่นอย่าง ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน อันเป็นอุปสรรคสำคัญขัดขวางการพัฒนาประเทศ
(4) ภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อม อันเป็น ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ที่มีการปล่อยก๊าซพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมสู่ชั้นบรรยากาศ บุกรุกป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติ ตัดไม้ทำลายป่ามากขึ้นจนทำให้ต้นไม้ที่ดูดคาร์บอนไดออกไซด์มีน้อยลง
(5) ภัยคุกคามจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่มีปรากฏการณ์แปลกใหม่เกิดขึ้นในไทยยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เช่น คลื่นยักษ์สึนามิในภาคใต้ แผ่นดินไหวทางภาคเหนือของประเทศ อากาศแปรปรวน น้ำท่วม ภัยแล้งรุนแรงขึ้น
(6) ภัยคุกคามด้านสุขภาพจากโรคระบาดที่ร้ายแรง รักษายาก เช่น โรคเอดส์ โรคซาร์ส ไข้หวัดนก หรืออีโบลาที่ยังมาไม่ถึงเมืองไทย
(7) ภัยคุกคามจากอุบัติเหตุขนาดใหญ่ เช่น สารเคมีรั่วที่โรงงานมาบตาพุด ที่แพร่กระจายไปกว้างขวาง สกัดลำบาก
(8) ภัยคุกคามจากการก่อการร้ายสากลและกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ขยายตัวรุนแรงมากขึ้น ที่ไทยเป็นทั้งต้นทาง ทางผ่านและปลายทาง เป็นแหล่งที่กลุ่มก่อการร้ายสากลแวะมาเยี่ยมเพื่อวางแผนโจมตีเป้าหมายและผลประโยชน์ต่างชาติในไทย และเป็นแหล่งชุมนุมของอาชญากรรมข้ามชาติหลายชาติหลายภาษา ทั้งพวกหลอกลวง ต้มตุ๋น จับตัวเรียก ค่าไถ่ อุ้มฆ่า นักแฮ็กเกอร์เจาะเข้าระบบธนาคาร ทำหนังสือเดินทางและวีซ่าปลอม ฯลฯ
ความมั่นคงรูปแบบเก่าจะเน้นการแพ้ชนะด้านการทหาร และเน้นเรื่อง “ความมั่นคง ของรัฐ” เป็นหลัก แต่ความมั่นคงในความหมายใหม่ครอบคลุมกว้างขวางมากขึ้นโดยเน้นถึง “ความมั่นคงของมนุษย์” และ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม” เป็นสำคัญ มีรายงานวิเคราะห์หลังเสร็จสิ้นสงครามเย็นใหม่ๆ ว่า โลกในอนาคตสงครามทางทหารขนาดใหญ่มีโอกาสจะเกิดน้อยมาก หากมีก็เป็นสงครามกลางเมือง สงครามก่อการร้ายมากกว่า สงครามในอนาคตจะเป็น “สงครามเศรษฐกิจ” และ “สงครามข่าวสาร” อันเป็นผลมาจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีข่าวสาร (ไอที) และเทคโนโลยีนาโน (เอ็นที) อีกทั้งความ ขัดแย้งในโลกจะเคลื่อนที่จากบกลงสู่ทะเล นั่นคือ ประเทศต่างๆ จะขัดแย้งกันในการ แย่งชิงแหล่งพลังงานในทะเล ซึ่งก็เป็นไปตามการคาดการณ์ของนักความมั่นคงโลก
มีภัยคุกคามอีกประเภทหนึ่งที่สหประชาชาติและฝรั่งไม่ได้พูดถึง คือ “ภัยคุกคามทางการเมือง” เพราะฝรั่งไม่เคยเจอภัยคุกคามความมั่นคงทางการเมือง ฝรั่งไม่เคยเจอโกงการเลือกตั้ง การซื้อสิทธิขายเสียง ฝรั่งไม่เคยเจอเผด็จการประชาธิปไตย แต่ไทยเจอทุกอย่างและรุนแรงถึงขั้นเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ อันเป็นผลมาจากการขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง ต่อเนื่องที่นักการเมืองกลุ่มหนึ่งทำให้บ้านเมืองเสียหายยับเยิน และอาจนำไปสู่สงครามกลางเมืองในปี 2557 หากทหารไม่เข้ายึดอำนาจเสียก่อน รายละเอียดคงไม่ต้องพูดถึงเพราะคนไทยรู้ดีอยู่แล้ว คนไทยและ คสช. รวมถึงรัฐบาลชั่วคราวที่จะเข้ามาบริหารประเทศในสถานการณ์ไม่ปกติคงไม่ต้องการเห็นประเทศไทยกลับไปสู่สถานการณ์เลวร้ายนั้นอีก
แล้วจะทำกันอย่างไรต่อไป? เราค่อยมาคุยกันต่อในสัปดาห์หน้า







