posttoday
เอเชียจ่อวิกฤตหนี้พุ่งฉุด ศก.ดิ่งเหว

เอเชียจ่อวิกฤตหนี้พุ่งฉุด ศก.ดิ่งเหว

07 สิงหาคม 2557

แม้สภาพเศรษฐกิจของนานาประเทศในภูมิภาคเอเชีย จะสามารถรอดพ้นจากการชะลอตัวลงอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจโลกได้ในช่วงปี 2008-2009

โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์

แม้สภาพเศรษฐกิจของนานาประเทศในภูมิภาคเอเชีย จะสามารถรอดพ้นจากการชะลอตัวลงอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจโลกได้ในช่วงปี 2008-2009 และกลายเป็นกลุ่มประเทศเป็นที่ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกมาโดยตลอดในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่บรรดาชาติตะวันตกก็เร่งใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการกดดอกเบี้ยให้ต่ำ เพื่อดึงให้รอดพ้นจากวิกฤต

ทว่า ท่ามกลางการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจ ในช่วงเวลานี้เองที่ชาติในเอเชียค่อยๆ สั่งสมภัยร้ายตัวใหม่ ที่มีความเสี่ยงจะคุกคามเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นก็คือ “ปัญหาเรื่องหนี้” ทั้งหนี้จากภาคเอกชนรวมไปถึงหนี้ครัวเรือน

สำหรับปัญหาของหนี้ครัวเรือน เฟรเดอริก นิวแมนน์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจเอเชียจากธนาคารเอชเอสบีซี ได้เปิดเผยรายงานระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาหนี้ครัวเรือนได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั่วเอเชีย โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนในเอเชียต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ยกเว้นอินเดีย นั้นเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปี 2007-2013 ซึ่งมาเลเซีย ไต้หวัน และไทยมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีที่สูงกว่าสหรัฐเสียอีก

สำหรับไทยนั้น หนี้ครัวเรือนอยู่ระดับสูงที่ 82.7% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาสแรกของปี 2557 ทว่านิวแมนน์เห็นว่าปริมาณของหนี้ไม่น่าเป็นห่วงเท่าอัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้

“การศึกษาพบว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้นั้นเป็นปัญหามากกว่าระดับหนี้ในการส่งผลต่อความเสี่ยงด้านการเงินเสียอีก โดยในไทยและสิงคโปร์นั้น อัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมานั้นมากกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของสหรัฐ ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์การเงินโลกเสียอีก” นิวแมนน์ ระบุ

ขณะเดียวกัน การขยายตัวของหนี้ครัวเรือนมาเลเซีย จีน ฮ่องกง และเกาหลีใต้ ก็มีการขยายตัวเร็วกว่าชาติตะวันตกหลายชาติในช่วงก่อนปี 2007 อีกด้วย

จากปัญหาหนี้ครัวเรือนนี้ ศ.มูราด โชว์ดรี แห่งภาควิชาวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยบรูเนล ระบุผ่านเว็บไซต์ซีเอ็นบีซี ว่า การพุ่งสูงของหนี้ครัวเรือนเป็นหนึ่งปัจจัยในช่วงวิกฤตการเงินช่วงปี 2008 และทำให้วิกฤตนั้นรุนแรงขึ้นไปอีก

“เมื่อเกิดปัจจัยลบขึ้นคนก็พยายามที่จะชำระหนี้ ขณะเดียวกันก็มีแนวโน้มที่จะเกิดการว่างงาน และยอดการสั่งซื้อที่ลดลง ดังนั้นแล้วบรรดาครัวเรือนก็จะชะลอการใช้จ่าย และหยุดกู้ยืม ซึ่งยิ่งทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงไปอีก และผลผลิตทางเศรษฐกิจก็ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อีกด้วย” ศ.โชว์ดรี ระบุ

สำหรับการขยายตัวของหนี้ภาคเอกชนเองก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน เพราะจากการสำรวจของสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดัง ได้เปิดเผยรายงานพบว่า การออกหุ้นกู้ของภาคเอกชนในจีนในปีที่แล้วนั้นมากกว่าการออกหุ้นกู้โดยสหรัฐเสียอีก โดยของจีนนั้นอยู่ที่ 14.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนสหรัฐอยู่ที่ 13.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ อีกทั้งยังประเมินว่าหนี้เอกชนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะขยายตัวมากกว่าหนี้ของภาคเอกชนของยุโรปและอเมริกาเหนือรวมกัน ภายในปี 2016 อีกด้วย

จากการขยายตัวดังกล่าว เอสแอนด์พี ได้เตือนว่า หนี้ในเอเชียแปซิฟิกนับเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากว่าคุณภาพของหุ้นกู้ที่ออกโดยประเทศในเอเชียนั้น โดยส่วนใหญ่จะมีคุณภาพต่ำกว่าในอเมริกาเหนือและยุโรป ซึ่งหมายถึงความสามารถของการชำระหนี้ในบริษัทเอเชีย

“ในตอนสุดท้ายแล้ว หากปราศจากการประเมินความเสี่ยงในกลุ่มนักลงทุน และความตระหนักรู้จากผู้มีอำนาจเกี่ยวกับความเสี่ยงที่กระจายไปยังที่อื่นๆ ปัญหาทางการเงินในอนาคตสามารถเกิดจากเอเชียได้” เอสแอนด์พี ระบุในรายงาน

ทั้งนี้ ความเสี่ยงในการผิดชำระหนี้ของบริษัทในเอเชียเห็นได้แล้วมาครั้งหนึ่งในช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ที่บริษัท เฉาลี โซลาร์เอนเนอร์จี ไซเอนซ์ แอนด์ เทคโนโลยี ผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ในเซี่ยงไฮ้ ได้ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังจากไม่สามารถจ่ายผลตอบแทนมูลค่ารวม 89.8 ล้านหยวน (ราว 449 ล้านบาท)

ส่วนหนึ่งของการผิดชำระหนี้นี้ นับเป็นความเคลื่อนไหวของทางรัฐบาลจีน ที่ไม่ต้องการเข้าอุ้มบรรดาบริษัทต่างๆ ที่เสี่ยงจะผิดชำระหนี้ ที่นับเป็นหนึ่งในนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง

จากปัญหาหนี้ที่ลุกลามในหลายประเทศในเอเชียนี้ ทำให้เศรษฐกิจในชาติเอเชียมีความเปราะบางอย่างยิ่งที่จะรองรับกับการเปลี่ยนแปลงของมาตรการทางการเงินของชาติตะวันตก รวมไปถึงสภาวะการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนที่มีการชะลอตัวลง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผ่อนคลายมาตรการเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ ที่ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ค่อนข้างส่งสัญญาณแน่ชัดแล้วว่า จะปรับลดโครงการการเข้าซื้อพันธบัตรลงครั้งละ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในการประชุมที่จัดขึ้นเป็นประจำ จนยุติการใช้ในที่สุด และแน่นอนว่าเมื่อสัญญาณเศรษฐกิจของสหรัฐมีการฟื้นตัว ทางเฟดจะต้องมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างแน่นอน

จากความเคลื่อนไหวที่สำคัญของเฟด ก็จะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้เงินทุนที่เคยไหลเข้ามาในชาติเอเชียไหลกลับไปยังสหรัฐ พร้อมทั้งจะดันให้ดอกเบี้ยและต้นทุนการกู้ยืมปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ฉะนั้นแล้ว ปัญหาสำคัญที่เกิดตามมาก็คือ “ความสามารถในการชำระหนี้” ของบรรดาครัวเรือนและภาคเอกชนในเอเชีย

บวกกับสภาพเศรษฐกิจของจีน ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นพี่ใหญ่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเอเชียในช่วงที่ผ่านมา ที่ในขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนแล้วว่ามีอัตราการขยายตัวลดลงจากช่วงไม่กี่ปีก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด ส่วนหนึ่งอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าทางการจีนมีความพยายามที่จะปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ซึ่งหากเศรษฐกิจของจีนชะลอตัวลงอย่างรุนแรงย่อมส่งผลต่อตลาดการเงินโลกอย่างแน่นอน

แม้ว่า ทางการจีนเองจะพยายามออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดย่อม เพื่อไม่ให้เกิดภาวะ “ฮาร์ดแลนด์ดิ้ง” ทว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ออกโรงเตือนแล้วว่า ถ้าจีนไม่มีการเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจังจะยิ่งเป็นการฉุดรั้งให้เศรษฐกิจของจีนขยายตัวต่ำลงไปอีก ซึ่งอาจจะขยายตัวเพียง 3.5% ภายในปี 2020 ดังนั้น จะเห็นได้ว่าจีนเองก็ไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากจะต้องแลกด้วยการปล่อยให้เศรษฐกิจขยายตัวชะลอตัวลง และมุ่งปฏิรูป

จากปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาหนี้ดังกล่าว หากบรรดาผู้กำหนดนโยบายในภูมิภาคยังคงนิ่งเฉย เห็นทีว่าวิกฤตทางเศรษฐกิจในเอเชียอาจหวนคืนมาอย่างไม่คาดคิดก็เป็นได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท