
โจโกวี
ต้องขอแสดงความยินดีกับประชาชนชาวอินโดนีเซียอย่างจริงใจที่ โจโก วิโดโด หรือโจโกวี ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งอินโดนีเซียประกาศรับรองผลแล้วเมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา
ต้องขอแสดงความยินดีกับประชาชนชาวอินโดนีเซียอย่างจริงใจที่ โจโก วิโดโด หรือโจโกวี ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งอินโดนีเซียประกาศรับรองผลแล้วเมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา
โจโกวีจะสาบานตนเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 ต.ค.ที่จะถึงนี้
โจโกวีจะเป็นประธานาธิบดีคนแรกในประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซียที่ไม่ได้เป็นทหาร หรือสืบทอดอำนาจมาจากผู้นำในอดีต หากแต่มีพื้นเพเดิมเป็นชนชั้นกลางระดับล่างในสังคม กล่าวคือ เป็นลูกของช่างเฟอร์นิเจอร์ในสลัมแห่งหนึ่งในเมืองโซโล หรือสุราการ์ตา เมืองขนาดกลางที่มีประชากรประมาณครึ่งล้านคนในตอนกลางของเกาะชวา
เขาเพิ่งเล่นการเมืองมาไม่ถึง 10 ปี โดยได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีของเมืองสุราการ์ตา ที่เป็นบ้านเกิดในปี 2005 และได้สร้างชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักทั้งในและนอกประเทศ โดยการพัฒนาสุราการ์ตาจนโดดเด่นเหนือเมืองอื่นๆ ที่มีขนาดใกล้เคียงกัน เช่น ทำให้ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของชวา รวมทั้งทำให้ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติ เช่น การประชุมมรดกโลกและมหกรรมดนตรีโลก
โจโกวีเพิ่งก้าวขึ้นสู่การเมืองระดับชาติไม่ถึง 2 ปีเต็ม โดยการลงสมัครและได้รับเลือกเป็นผู้ว่าราชการกรุงจาการ์ตาในเดือน ต.ค. 2012
ในการสมัครลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งนี้ คู่แข่งของโจโกวีคือ ปราโบโว ซูเบียนโต อดีตนายพลในกองทัพอินโดนีเซีย และอดีตผู้สมัครในตำแหน่งรองประธานาธิบดีในปี 2009
ในการหาเสียง โจโกวีมีภาพของความเป็นคนนอก อาสาเข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติ ในขณะที่ซูเบียนโตมีภาพของคนที่อยู่ในวังวนอำนาจมาแต่เดิม
โจโกวีเป็นผู้ชนะด้วยคะแนนเสียง 70.99 ล้านคะแนน เปรียบกับซูเบียนโตที่ได้ 62.58 ล้านคะแนน คิดเป็นอัตราส่วน 53 : 47
ซูเบียนโตประกาศไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง อ้างว่ามีการโกงกันอย่างมโหฬาร ซึ่งฟังดูก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกที่คนนอกจะเป็นฝ่ายโกงคนใน ทำให้คนทั่วไปมองว่าข้ออ้างของซูเบียนโตเป็นคำแก้ตัวมากกว่าอย่างอื่น
นอกจากนี้ กลุ่มผู้สังเกตการณ์ทั้งที่เป็นอินโดนีเซียและต่างชาติต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งที่สะอาดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซีย และหากจะมีความไม่ชอบมาพากลอยู่บ้าง ก็ไม่มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงผลของการเลือกตั้ง
มีคนเปรียบเทียบโจโกวีกับประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ ว่ามีความคล้ายคลึงกันในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศ กล่าวคือ เป็นคนนอกที่นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่วงการเมือง ทำให้เกิดความตื่นตัวในหมู่ประชาชนมีคนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มหนุ่มสาวที่อาสาสมัครมาช่วยหาเสียงและช่วยในการนับคะแนน
การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่อินเทอร์เน็ตกับโซเชียลมีเดียมีบทบาทสูง โดยเป็นประโยชน์กับโจโกวีมากกว่าซูเบียนโต เช่นเดียวกับที่เคยช่วยโอบามาเมื่อหลายปีก่อน
ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งในการเปรียบเทียบโจโกวีกับโอบามา คือ โอบามาเคยอยู่อินโดนีเซียหลายปีและทั้งสองบังเอิญเกิดปีเดียวกัน
สำหรับคนอินโดนีเซีย การเอาโจโกวีไปเปรียบกับโอบามาเป็นการยกย่องและยกระดับของโจโกวี แต่สำหรับผม ผมกลับรู้สึกว่ามันน่าจะตรงกันข้าม เพราะโจโกวีมีผลงานที่โดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ ในขณะที่โอบามาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง โดยยังไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่ความเป็นนักพูด และคำมั่นสัญญาที่โดนใจวัยรุ่น
กล่าวกันว่า ความสำเร็จในการเลือกตั้งของโจโกวีครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าการเมืองของอินโดนีเซียได้พัฒนาขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง หลายคนเชื่อว่าหากเป็นสมัยก่อน คนที่มีภาพลักษณ์เป็นชาวบ้านอย่างโจโกวีจะไม่มีทางก้าวขึ้นมาระดับนี้ได้
ที่ผมยกเรื่องโจโกวีขึ้นมา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศไทยของเราเองกำลังอยู่ในห้วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
การปฏิรูปการเมืองที่ผ่านมามีความคืบหน้าเป็นลำดับ แต่ก็คงต้องยอมรับกันว่าความคืบหน้าส่วนใหญ่เป็นเรื่องรูปแบบ ส่วนเนื้อหายังไม่แน่ชัดว่าผลจะออกมาอย่างไร
ผมอยากให้ทั้ง คสช. สนช. สปช. ตลอดจนบุคคลอื่นที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปทุกคนให้เปิดใจกว้าง อย่ายึดติดกับข้อจำกัดเดิมๆ รวมทั้งให้ดูตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ปรากฏการณ์เรื่องโจโกวีในอินโดนีเซีย เป็นต้น
ผมยังเชื่อว่าการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง แม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่โดยรวมน่าจะมีผลดีมากกว่า
ขอพูดถึงข้อดีก่อนนะครับ ดังนี้
หนึ่ง การทุจริตเลือกตั้งโดยทั่วไปจะมีน้อยลง เพราะนอกจากจะต้องใช้เงินมากแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำแล้ว โอกาสที่จะถูกจับได้จะมีมากขึ้น
กรณีโจโกวีเป็นตัวอย่างที่ดี อีกตัวอย่างหนึ่งคือการเลือกตั้งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในปี 2010 หากลองไปศึกษาดูจะพบว่า การเลือกตั้งทั้งสองครั้งมีเรื่องทุจริตน้อยมาก ทั้งๆ ที่ในระดับท้องถิ่น ทั้งฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียมีปัญหาเรื่องซื้อสิทธิขายเสียงน้องๆ ประเทศไทย
สอง คนดีมีฝีมือที่อยู่นอกวังวนการเมืองมีโอกาสได้เป็นผู้บริหารประเทศ ต่างจากระบบเดิมที่ถ้าไม่เป็นทหาร ก็ต้องเป็นนักธุรกิจการเมืองที่กล้าทุ่มเทเงินทองเพื่อซื้ออำนาจบารมี หรือมิฉะนั้นก็ต้องเป็นนักการเมืองอาชีพที่ใช้เวลาหลายสิบปีในการสั่งสมอาวุโสทางการเมือง
สาม การสืบทอดอำนาจและการส่งนอมินีมาเป็นนายกรัฐมนตรีจะทำได้ยาก ต่างจากระบบเดิมที่แม้แต่คนที่ไม่เคยมีผลงาน และเพิ่งก้าวเข้ามาในวงการเมืองไม่กี่วันก็เป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพียงเพราะเป็นทายาททางการเมืองของเจ้าของพรรคตัวจริง
สี่ การเลือกตั้งโดยตรงน่าจะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัวและมีส่วนร่วมมากขึ้น เช่น ในกรณีของโจโกวีที่มีอาสาสมัครออกมาช่วยเป็นจำนวนมาก
ปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นประโยชน์กับกระบวนการประชาธิปไตย โดยอาจเปรียบได้กับนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จระดับโลก ที่ช่วยกระตุ้นให้มีคนหันมาเล่นและชมกีฬาชนิดนั้นมากขึ้น
สำหรับข้อเสียของการเลือกตั้งโดยตรง คือความเสี่ยงที่ผู้นำที่ได้รับความนิยมสูงจะกลายพันธุ์ไปเป็นเผด็จการ เช่น ในกรณีของ เฟอร์ดินาน มาร์กอส ของฟิลิปปินส์ และฮูโก ชาเวซ ของเวเนซุเอลา
สิ่งที่มักจะต้องเกิดขึ้นควบคู่กันไป คือการแก้กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญมาตราที่จำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของผู้นำ เช่น จาก 1 สมัย เป็น 2 สมัย หรือไม่จำกัดสมัย
วิธีป้องกันอาจจะโดยการกำหนดให้มาตรานี้ในรัฐธรรมนูญเป็นมาตราที่แก้ไขไม่ได้ หรือจะแก้ไขได้ต้องผ่านประชามติ โดยจะต้องได้คะแนนเสียงมากๆ เช่น ไม่ต่ำกว่า 2 ใน 3 หรือ 3 ใน 4 เป็นต้น
ก่อนจบอยากบอกว่า หากเรามีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีในเร็ววัน ก่อนที่ช่วงฮันนีมูนหรือช่วงโปรโมชั่นของ คสช.จะหมดลง และหาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตัดสินใจลงเลือกตั้ง ผมเชื่อว่าจะมีโอกาสชนะสูง ซึ่งจะทำให้มีความชอบธรรมที่จะอยู่ในอำนาจต่อไปได้อีกหลายปี







