posttoday
ความมั่นคงทางอาหารของโลก

ความมั่นคงทางอาหารของโลก

07 สิงหาคม 2557

รายงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมินนิโซตา สหรัฐอเมริกา ชี้ว่า 45% ของแคลอรีจากพืชที่มนุษย์เพาะปลูก ถูกนำไปใช้เพื่อการอื่นที่ไม่ใช่การป้อนกระเพาะของมนุษย์โดยตรง เพราะ 36% ถูกใช้เลี้ยงปศุสัตว์ และ 9% ถูกใช้ไปทำเป็นพลังงาน

รายงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมินนิโซตา สหรัฐอเมริกา ชี้ว่า 45% ของแคลอรีจากพืชที่มนุษย์เพาะปลูก ถูกนำไปใช้เพื่อการอื่นที่ไม่ใช่การป้อนกระเพาะของมนุษย์โดยตรง เพราะ 36% ถูกใช้เลี้ยงปศุสัตว์ และ 9% ถูกใช้ไปทำเป็นพลังงาน

ทั้งนี้ มีเพียง 4% ของแคลอรีจากการเลี้ยงปศุสัตว์เท่านั้น ที่กลับมาในรูปเนื้อ นม ไข่ ให้มนุษย์กิน

แปลว่า อัตราแลกเนื้อจากฟาร์มปศุสัตว์นั้น... สิ้นเปลืองมาก...เปลืองพื้นที่ปลูก...เปลืองหน้าดิน... เปลืองน้ำ...เปลืองปุ๋ย...เปลืองสารป้องกันหรือกำจัดศัตรูพืช...เปลืองค่าขนส่ง...เปลืองการแปรรูปบดอัดให้กลายเป็นอาหารสัตว์...

สมัยก่อนปัญหานี้ไม่ถูกทำให้รู้สึกน่ากังวลมากนัก เพราะฝรั่งผิวขาวเท่านั้นที่มีวิถีชีวิตแบบคนชั้นกลาง คือบริโภคเนื้อสัตว์เป็นหลัก ผักและธัญพืชเป็นของเคียง

อีกทั้งงานศึกษาวิจัยประเภทนี้ก็มักจะเป็นงานของคนผิวขาวเสียอีก ถ้าเขาไม่ศึกษาไว้เราก็ไม่ได้รู้

แต่เมื่อฝรั่งพบว่าพื้นที่ป่าหายไปมาก และสงสัยว่า แหล่งน้ำดิบถูกทำให้เกิดมลภาวะมากขึ้นจนน่าตกใจ จึงสืบสาววิจัยจนได้สาเหตุว่า อาหารการกินของตนเองนั่นแหละที่เป็นสาเหตุใหญ่ที่สุด ที่ทำให้มีการรุกป่า บุกร้างถางพง เพื่อปลูกพืชอาหารที่เอามาป้อนตลาด

เพียงแต่ว่าใช้เวลาอยู่หลายๆ สิบปี จึงจะรู้ว่าคำว่าตลาดอาหารนั้น มิใช่ตลาดของการบริโภคพืชผักของคน แต่เป็นตลาดการเพาะปลูกของบริษัทเพื่ออาหารสัตว์ต่างหาก

และที่ต้องเลี้ยงสัตว์มากมายนั้น ก็เพราะคนชั้นกลางถูกหล่อหลอมผ่านวัฒนธรรมในภาพยนตร์ฝรั่งมานานกว่า 40 ปี...ว่า ความสุขจากการได้กินเนื้อเยอะนั้น สำราญกว่าการมีเนื้อกินน้อย

ไม่มีหนังเรื่องไหนที่ผู้ชนะฉลองความสุขด้วยการกินผัก ไม่มีเทศกาลแห่งความสำราญไหนฉลองเทศกาลด้วยสลัดชามโต เห็นมีแต่ไก่งวงอบ หมูอบ หรือสเต๊กชิ้นใหญ่กับถ้ามีผักหญ้าก็มีไว้ประดับจานเท่านั้น

แม้ในภายหลังวิทยาศาสตร์สุขภาพและวัฒนธรรมลดความอ้วนที่แทรกซึมเข้ามาให้ความสำคัญกับการบริโภคของอื่นที่ไม่ใช่เนื้อว่าให้ความยั่งยืนดีกว่า สอดคล้องกับธรรมชาติมากกว่า

แต่ก็เป็นการเน้นที่ธรรมชาติของระบบทางเดินอาหารของคนนะครับ เช่น อธิบายว่าเนื้อย่อยยาก กว่า แม้แต่อธิบายว่าเนื้ออาจมีส่วนสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็ง แต่ไม่เคยสักครั้งที่จะบอกว่า ถ้ามนุษย์นิยมกินเนื้อกันมากๆ จะทำให้โลกไม่เหลือพื้นที่ปลูกพืชเพียงพอจะเลี้ยงสัตว์ เพื่อเอามาผลิตเป็นเนื้อให้มนุษย์กิน!

เพราะการกินเนื้อแต่ละคำ มนุษย์ไม่ค่อยได้รับข้อมูลว่าต้องใช้ที่ดินสร้างพืชอาหารมากขนาดไหนเพื่อเลี้ยงสัตว์ให้เติบโตทันการเคี้ยวของมนุษย์

บัดนี้งานวิจัยข้างต้น พยากรณ์ต่อไปอีกว่าด้วยปริมาณของคนชั้นกลาง หรือเศรษฐีใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในทวีปเอเชีย (อันรุ่งเรืองไล่ตามและจะทำท่าแซงโลกตะวันตกในทิศทางแบบเดียวกัน) กำลังจะกลายเป็นคลื่นนักบริโภคเนื้อสัตว์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติ ศาสตร์แห่งกาลเวลา

ไม่นานมานี้ สหภาพยุโรปมีข้อกำหนดว่า อย่างน้อย 10% ของเชื้อเพลิงที่ใช้ในการคมนาคมขนส่งทั้งคนและสินค้าในยุโรปนั้นจะต้องมาจากพลังงานหมุนเวียน เช่น ไบโอดีเซล หรือเอทานอล ภายใน ค.ศ. 2020 หรืออีก 6 ปีข้างหน้า

ปัจจุบันสหรัฐเองก็หันไปใช้เอทานอลจากข้าวโพด เพิ่มจาก 7% ของผลผลิตมาเป็น 40% ของข้าวโพดที่ปลูกได้ ส่วนในจีนนั้น บัดนี้ได้เอาข้าวโพด 77% ที่ปลูกได้ให้ปศุสัตว์กินไม่ใช่คน

แปลว่าทั้งจีน ยุโรป และอเมริกา ต่างก็มีการปลูกพืชที่ไม่ได้มีไว้ให้อิ่มท้องของคนหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งซ้ำเติมสถานการณ์เข้าไปอีก ส่วนวัฒนธรรมการนิยมบริโภคเนื้อ ก็ยังคงแข็งแรงไม่เสื่อมคลายลง

ความมั่นคงทางอาหารที่พูดกันมาในช่วง 5 ปีนี้ จึงอาจควรถูกมองใหม่ว่า ถ้าอัตราการบริโภคเนื้อสัตว์ยังพุ่งเป็นค่านิยมแห่งความสุขของชีวิตไปเรื่อยๆ อย่างเกินจำเป็นเช่นนี้ ต่อให้มีโลกสีฟ้าแบบนี้อีกสองใบให้เพาะปลูกก็ไม่พอ...

งดๆ เว้นๆ เนื้อสัตว์ลงบ้างก็ดีนะครับ นอกจากช่วยให้ชีวิตสัตว์ถูกละเว้นมากขึ้นแล้ว ยังลดการ บุกทำลายป่า ลดการปนเปื้อนของปุ๋ยสารพัดชนิด ในแหล่งน้ำดิบ ลดมลพิษจากการใช้สารเคมีในการเพาะปลูกพืช ลดการแย่งน้ำดิบ ซึ่งนับวันจะเหลือ น้อยลงๆ

นอกจากนี้ยังลดการปล่อยก๊าซมีเทนในฟาร์มต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดแหล่งหนึ่งอีกด้วย

ก๊าซเรือนกระจกจากการเอิ๊ก...อ๊าก...ปู๊ด...ป๊าดของวัว แกะ แพะ หมู เป็ด ไก่ ทั่วโลกนั้น มีปริมาณ ไม่แพ้ก๊าซเรือนกระจกจากปล่องควันและท่อไอเสียเครื่องยนต์เท่าไหร่แล้ว

เรากำลังทำลายตัวเราเองและโลกเราเอง ไม่ใช่เพราะความหิว...แต่เพราะความอยากกินตามกันนี่เอง

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์