posttoday
"โมเดลไม่โปร่งใส"ปฏิรูปเสี่ยงเสียของ

"โมเดลไม่โปร่งใส"ปฏิรูปเสี่ยงเสียของ

06 สิงหาคม 2557

เมื่อ คสช.ไม่กำหนดรายละเอียดในทุกขั้นตอนย่อมมีผลให้ คสช.ถูกจับผิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเด็นทางการเมืองนอกเหนือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่กำลังเป็นที่สนใจแล้วก็ยังมี “สภาปฏิรูปแห่งชาติ” (สปช.) ที่อยู่ในความสนใจไม่แพ้กัน เพราะครั้งนี้ สปช.ไม่มีเพียงเฉพาะหน้าที่ที่ต้องจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เหมือนกับสภาร่างรัฐธรรมนูญในอดีตที่ผ่านมาเท่านั้น แต่มีหน้าที่พิเศษสำหรับการปฏิรูปการเมืองด้วย อันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 31 ที่บัญญัติอำนาจหน้าที่ของ สปช.ไว้ 3 ประการ

(1) ศึกษาวิเคราะห์และจัดทำแนวทางและข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปด้านต่างๆ เสนอต่อ สนช. คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยหาก สปช.เห็นว่า กรณีใดจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติขึ้นใช้บังคับ ให้ สปช.จัดทำร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเสนอต่อ สนช. เว้นแต่ในกรณีของการเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือพระราชบัญญัติที่เกี่ยวด้วยการเงินจะต้องให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ดำเนินการ

(2) เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องดำเนินการภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่มีการประชุม สปช.ครั้งแรก

(3) พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทำขึ้น ภายใต้อำนาจหน้าที่ของ สปช.ที่มีความพิเศษ โดยเฉพาะการให้ สปช.สามารถเสนอกฎหมายเพื่อการปฏิรูปประเทศได้ แต่ทว่ากำลังมีปัญหาใหญ่เสมือนหนึ่งเป็นคลื่นใต้น้ำอยู่ ซึ่งปัญหาที่ว่านั้น คือ ความโปร่งใสในกระบวนการสรรหาสมาชิก สปช.

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ออกแบบการได้มาซึ่งสมาชิก สปช. 2 รูปแบบ ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการสรรหาสมาชิก สปช. 11 คณะ ตามประเด็นของการปฏิรูป 11 ประเด็น และ 2.คณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัด 77 จังหวัด จากนั้นส่งให้ คสช.คัดเลือกให้เหลือ 250 คน ต่อไป

ด้านหนึ่งต้องยอมรับวิธีการดังกล่าวที่ คสช.กำหนดขึ้นมานั้นครอบคลุม เปิดกว้างให้กับหลายฝ่าย และมีความหลากหลาย ต่างกับกลไกเมื่อปี 2549 ที่ดำเนินการผ่านการตั้งสมัชชาแห่งชาติ ซึ่งให้น้ำหนักการสรรหาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จากภาควิชาชีพ โดยไม่ได้มีสัดส่วนตามแต่ละจังหวัดเหมือนกับที่รัฐธรรมนูญปัจจุบันกำหนด

อย่างไรก็ตาม ถึงกระบวนการสรรหา สปช.ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวจะดูมีความโดดเด่น กลับปรากฏว่าจนถึงขณะนี้ คสช.ยังไม่มีหลักเกณฑ์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรออกมาว่ากระบวนการสรรหาตั้งแต่ “ต้นน้ำ” อย่างการสรรหาบุคคลไปดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการสรรหา 11 คณะ “กลางน้ำ” คือ วิธีคัดเลือกบุคคลไปทำหน้าที่ สปช.ของคณะกรรมการสรรหาทั้ง 11 คณะ และคณะกรรมการสรรหาตามแต่ละจังหวัด และ “ปลายน้ำ” อย่างการกลั่นกรองรายชื่อให้เหลือ 250 คน เพื่อทำหน้าที่สมาชิก สปช.และการเลือกบุคคลเข้าเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญของ คสช.ในชั้นสุดท้าย มีลักษณะเป็นอย่างไร

ที่เห็นเป็นตัวอักษรที่ระบุถึงรายละเอียดของการสรรหา สปช.ในเวลานี้มีให้เห็นเพียง “พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ. 2557” เท่านั้น

ในพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ไม่ได้บอกรายละเอียดกระบวนการต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ แต่อย่างใด เพราะที่เพิ่มเติมเข้ามาก็มีแค่การกำหนดสัดส่วนของคณะกรรมการสรรหา 11 คณะ ที่ให้มีคณะละ 7 คน และการให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มาทำหน้าที่คณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัด รวมทั้งการกำหนดลักษณะของนิติบุคคลที่สามารถเสนอชื่อบุคคลเข้ามารับการสรรหาเป็นสมาชิก สปช.

อย่างในกรณีคณะกรรมการสรรหา 11 คณะ แม้รัฐธรรมนูญและพระราชกฤษฎีกาฯ จะบังคับให้ คสช.ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์เป็นที่ยอมรับของบุคคลในด้านนั้นๆ แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าบุคคลที่เข้ามาเป็นคนที่มีความรู้และประสบการณ์ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

เมื่อ คสช.ไม่กำหนดรายละเอียดในทุกขั้นตอนย่อมมีผลให้ คสช.ถูกจับผิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่ต่างอะไรกับการให้ คสช.สามารถใช้ดุลพินิจได้อย่างเต็มที่โดยปราศจากการตรวจสอบถึงความถูกต้องของการใช้อำนาจตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว

ตัวอย่างมีให้เห็นบ้างแล้วจากกรณีการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา 11 ด้าน 11 คณะ โดยมีรายงานว่ากระบวนการในการได้มาซึ่งคณะกรรมการสรรหาในบางคณะมีความผิดปกติ เนื่องจากไม่ผ่านการตัดสินใจร่วมกันขององค์กรวิชาชีพที่มีบทบาทในด้านนั้นจนเป็นที่ยอมรับ แต่กลับมีองค์กรบางองค์กรซึ่งไม่ค่อยปรากฏผลงานและบทบาทที่เป็นที่ประจักษ์เลยแม้แต่น้อยไปเสนอชื่อกรรมการสรรหาให้กับ คสช.

ต้องไม่ลืมว่ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ปราศจากการมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชนผ่านการทำประชามติ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองใช้อำนาจเสียงข้างมากแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบล้างบางได้ง่ายๆ ดังนั้น ยิ่ง คสช.ไม่เร่งดำเนินการสร้างความโปร่งใสเข้าไปอีก แบบนี้จะส่งผลต่อต้นทุนดีๆ ที่ คสช.มีอยู่เดิมอาจถูกลดทอนลงไปอีก

ทั้งหมดแม้ดูเหมือนจะเป็นเล็กๆ น้อยๆ และดูจุกจิก แต่เป็นเรื่องที่ คสช.จำเป็นต้องใส่ใจกับรายละเอียดที่มีความละเอียดอ่อนให้มากยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้มีช่องว่างที่ฝ่ายตรงข้ามนำมาใช้เป็นประเด็นโจมตีและสร้างความขัดแย้งในอนาคตได้อีก หาก คสช.เล็งเห็นถึงเรื่องนี้และหาวิธีการแก้ไข ที่สุดแล้วก็จะเรียกได้ว่าเป็นการคืนความสุขให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท